Private Heart[Heart-19]

posted on 08 May 2008 22:50 by pampy  in PrivateHeart

Title: Private Heart
Author: pampy
Category: Drama, Romance
Pairing: Yunho/Jaejoong
Rating : NC-17,Rate-R

หมายเหตุ ทีพีโอดี “TPOD” ย่อมาจาก ‘The Pazsion of Deva’

[Heart-19]

 


ทันทีที่พื้นรองเท้าเหยียบย่ำแผ่นดินบ้านเกิด จองยุนโฮก็ไม่รอช้าที่จะติดต่อบิดาของตนเพื่อขอความช่วยเหลือ ทั้งที่ใจหนึ่งเองก็คาดว่าตนมีความสามารถเพียงพอที่จะจัดการปัญหาทุกอย่างได้ แต่ในเวลานี้เขาไม่ควรประมาท ชเวซีวอนที่เป็นเหมือนเพื่อนสนิทและคนที่ไว้ใจได้กำลังตกอยู่ในอันตราย นอกจากนี้ เรื่องราวระหว่างตระกูลปาร์คและตระกูลคิมที่ยังคงเป็นปัญหาคาราคาซังจำต้องแก้ไขโดยเร็วเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบแก่กิจการของบริษัทแม่ที่เขาดำรงเป็นประธานอยู่

ร่างสูงบิดพวงมาลัยหักเลี้ยวอย่างรวดเร็ว สถานที่ตั้งของบ้านชิมชางมินที่ฮันกยองอธิบายผิดๆถูกๆตามประสาคนต่างชาติทำให้ยุนโฮเสียเวลาไปมากโข แต่ในที่สุดเขาก็พารถVolvoC70เปิดประทุนสีดำคู่ใจมาจอดเทียบหน้าบ้านชั้นเดียวหลังเดี่ยวที่ดูภายนอกเหมือนไม่ได้เกิดเรื่องร้ายแรงอะไรขึ้นเลย ต้นไอริสสีม่วงครามยังคงเบ่งบานเรียงรายเป็นระเบียบท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บ

แต่ผ่านประตูเข้าไป สภาพความวุ่นวายภายในห้องก็กระจ่างชัดแก่สายตา โต๊ะทรงสี่เหลี่ยมสี่ขาล้มลงพร้อมกับของที่กระจายเกลื่อนกลาด แก้วน้ำที่ก่อนหน้านั้นคงจะตั้งอยู่ดีบัดนี้ถูกย้ำเหยียบและมีน้ำสีน้ำตาลเข้มเปรอะเปื้อนไปทั่ว มีเพียงแค่ส่วนตัวหน้าของบ้านเท่านั้นที่ถูกทำลายด้วยเรี่ยวแรงแของแต่ละคนที่ดิ้นรนขัดขืน

“ตอนนั้นคุณทำอะไรอยู่ สารวัตรฮันกยอง ทำไมไม่ยอมช่วยยูฮวาน” ร่างโปร่งสูงพูดเมื่อเห็นสารวัตรเงียบ  สงัดไร้ซึ่งคำที่จะทักทายเขาก่อน ยุนโฮมองไล่ไปเรื่อยเพื่อค้นหาบางสิ่งบางอย่างที่อาจหลุดรอดสายตาของลูกน้องคุณนายคิมไป

“ผมเหรอ ...ผมถูกฝึกให้เอาชีวิตรอดนะ เพราะในสถานการณ์แบบนี้ ผมก็กลายเป็นพยานชั้นดีเชียวล่ะ เหมือนที่คุณคิมแจอาทำไง” ชื่อบุคคลในประโยคเรียกสายตาแข็งกร้าวจากจองยุนโฮได้ทันที เรียวตาคมเข้มดุดันจ้องมองไปที่ใบหน้าเรียบนิ่งของตำรวจราวกับจะจับพิรุธ

“ไม่ใช่ว่าที่คุณรอดมา เพราะคุณก็คือหนึ่งในบรรดาหลายๆคนที่คิมชูยองเอาเงินฟาดหัวหรอกรึ”
คิ้วเข้มเลิกขึ้นอย่างยั่วยวนโทสะ หากแต่ไม่อาจทำอะไรใบหน้าที่เคร่งเครียดของสารวัตรได้ จองยุนโฮไม่ได้สนใจคำตอบจากอีกฝ่ายเท่าใดนัก ร่างสูงเดินไปทั่วกองเศษกระดาษ มือหยาบหนาค่อยๆยกมันขึ้นมาสำรวจทีละแผ่น จนในที่สุดเขาก็เจอสิ่งที่ต้องการ ชิพสีเขียวซ้อนทับในแผ่นกระดาษไม่ได้ถูกพาเอาไปด้วยกับร่างสองคนที่ถูกจับตัวไป ซีวอนเคยบอกว่ามันคือบันทึกแฟ้มประวัติของคิมแจอา เรียวปากหยักยกยิ้มหยัน แม้แต่ข้อมูลลับของFBI ยังสามารถใช้เงินซื้อมาได้ แล้วคนเราจะหวังความยุติธรรมอะไรได้อีก

“คุณน่าจะรู้ดีนะว่าคนอย่างผมคงไม่ถูกซื้อด้วยเงินง่ายๆ”

“งั้นรึ”

ตอบรับอย่างไม่ใส่ใจนัก มือล้วงเอากล่องพลาสติกขนาดกะทัดรัดขึ้นมา ก่อนจะเอาอันใหม่ที่ได้ใส่ลงในช่องด้านหลังที่เคยว่างเปล่า ส่วนด้านหน้าคือชิพอีกอันที่เขามีในครอบครอง ภายในนั้นหากเขาเดาไม่ผิดมันควรจะเป็นข้อมูลการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมายและธุรกิจลับๆของคุณนายคิมเป็นแน่แท้ ครานี้ใจของจองยุนโฮก็อดนึกขำไม่ได้เมื่อคิดถึงบุคคลที่ฝากชิพอันนี้มา คิมฮยองอุง สามีของเธอนั่นเอง

“ถ้าคุณเชื่อใจผม ผมก็จะพาคุณไปที่ชเวซีวอนและปาร์คยูชอนโดนจับตัวไป”

“แล้วทำไมคุณไม่ไปรอที่นั่นเลยล่ะ คุณมารอผมที่นี่เหมือนว่าคุณวางแผนอะไรอยู่นะ คุณสารวัตร”
สิ้นคำพูด ท่าทางอึดอัดกระวนกระวายใจของฮันกยองก็แสดงออกให้เห็นเป็นครั้งแรก มือของเจ้าตัวหยิบเอาเครื่องสื่อสารที่มีจอภาพแสดงผลพร้อมปุ่มกดเพียงสองสามปุ่มยื่นมาให้อีกฝ่ายเห็น

“ผมเพิ่งรู้น่ะ ...ว่าซีวอนเค้าทิ้งอันนี้ไว้เผื่อฉุกเฉิน ...คุณเห็นจุดสีเขียวเข้มๆไหม พวกเขาอยู่ตรงนั้นแหละ แต่... แต่ว่าผมบอกคุณไม่ถูกว่ามันอยู่ตรงไหน”วาจาเคอะเขินพร้อมกับน้ำเสียงไม่มั่นคงราวกับไม่ใช่สารวัตรคนเก่งเรียกเสียงหัวเราะจากร่างสูงทันที จองยุนโฮเผยยิ้มสบายใจเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ก้าวเท้ากลับเกาหลี เรียวท้าวยาวเดินนำอีกฝ่ายให้ตามมาขึ้นรถทันที

“ป๊าเหรอ นี่ผมนะ ผมรู้สถานที่แล้ว”

“...ครับ เตรียมตัวไว้ก็พอแล้วนะครับ ผมไม่อยากทำให้มันเป็นเรื่องใหญ่”

เมื่อวางสายเสร็จ ไม่ทันออกรถเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นอีกครั้ง ร่างสูงยกหน้าจอมือถือขึ้นมาดูก็พบชื่อเจ้าของสายทันที

“ว่าไง ไอ่ไก่”

.
.
.


“แม่ ผมว่าแม่รออยู่ที่นี่ดีกว่า” แจจุงเอ่ยขึ้นด้วยความกังวลใจ แม้เขาจะเอ่ยห้ามคนสูงวัยนี้ไม่ให้ออกจากประเทศญี่ปุ่นมาเพียงไรก็ไม่เป็นผล ในเมื่อคิมยองเอเตรียมตัวพร้อมทุกอย่างมาอยู่แล้ว เตรียมพร้อมทั้งสัมภาระ พร้อมทั้งจิตใจ

แต่คนเป็นแม่ไม่ฟังเสียงลูกชายห้ามสักนิด ร่างระหงที่สวมชุดกิโมโนด้วยความเคยชินไม่ใส่ใจในสายตาของประชาชนที่จ้องมาเลย มือเรียวรีบโบกรถก่อนจะหันมาเอ่ยบอกแจจุง

“แม่ไม่ทำอะไรเสี่ยงหรอก แม่จะไปหาคุณฮยองอุง ลูกจะไปด้วยไหม” แจจุงส่ายหน้าทันทีโดยไม่ต้องคิดให้หนัก เขายังคงร้อนรนจนไม่ทันถามอีกฝ่ายว่าการไปหาพ่อจะช่วยให้อะไรดีขึ้น แต่ก็สายเกินจะเอ่ยถามแล้วเมื่อรถแท็กซี่เคลื่อนผ่านตัวเขาไปด้วยความรวดเร็ว

ไม่ทันได้ขยับออกไปไหนจากหน้าตึกอพารต์เมนต์สูงเสียดฟ้าของตน รถAudiคันสีเงินดูท่าทางใหม่เอี่ยมก็พลันขับตะลุยผ่าถนนมาจอดเทียบตรงหน้าทันที และไม่ทันที่จะได้เอ่ยโวยวายทักท้วงอะไร ร่างของตนเองก็ถูกมือเล็กของคิมจุนซูลากเข้าไปนั่งในรถอย่างรวดเร็ว

“เฮ้ย!! นี่มันลักพาตัวกันชัดๆ”

“เออนา แจจุง ไปช่วยไอ่หมีมันหน่อยเหอะ เกิดคุณนายคิมยิงป๊างเข้าให้แล้วจะเสียใจนะ” คำพูดยียวนกวนอวัยวะเบื้องล่างทำเอาคนไม่สบอารมณ์ยกมือตีลงบนต้นแขนยูชอนซะเต็มเหนี่ยว

“ปากเสีย!”

คนทั้งคู่ยังคงปะทะคารมแกมหยอกล้อกันในรถโดยพยายามไม่สนใจความตึงเครียดที่กัดกินไปเสียทุกส่วนประสาท ปล่อยให้คำพูดจิกกัดช่วยระบายความรู้สึกหนักอกหนักใจให้มันเบาบางลงเสียบ้าง ทว่าร่างเล็กที่นั่งเป็นตุ๊กตาหน้ารถแม้จะได้ยินคำพูดล้อเล่นชวนยกยิ้มหากแต่ทั่วใบหน้าของคิมจุนซูฉายแววเพียงความกังวลและกลัดกลุ้ม เรียวปากอิ่มเม้มเข้าหากันแน่นจนแทบเป็นเส้นตรง มือทั้งคู่สอดประสานกันเกร็งจนเส้นเลือดขึ้นนูนเป็นสัน

แจจุงเอื้อมมือแตะไหล่ของคนเป็นน้องที่ไหวสั่นเล็กน้อยพลางบีบกระชับแน่น รู้ดีว่าตอนนี้ในใจของคิมจุนซูสับสนมากเพียงไร แต่ก็ไม่อาจช่วยได้มากไปกว่าการให้กำลังใจด้วยคำพูดเรียบง่ายที่ตนใช้จนเคยชิน

“ไม่เป็นไรหรอก”

เสี้ยวหน้าด้านข้างของจุนซูหันมาสบเรียวหน้าหวาน ยิ้มอ่อนโยนที่เจือมาพร้อมคำพูดปลอบประโลมราวกับส่งทอดต่อความเข็มแข็งมาให้กับเขา จุนซูค่อยๆวางฝ่ามือเย็นเฉียบชื้นเหงื่อทับมือของอีกฝ่ายบนลาดไหล่ของตน บีบกระชับเบาๆเป็นคำตอบให้กับแจจุง


ไม่เป็นไร...

 

.
.
.

 


ผัวะ!


ร่างโปร่งของปาร์คยูฮวานล้มลงพร้อมกับความเจ็บปวดที่แล่นลิ่วผ่านไปยังบริเวณผิวหน้า ร่างกายบอบช้ำจนแทบดูไม่ได้ยังสู้อุตสาห์พยายามลุกขึ้นมาครั้งแล้วครั้งเล่า จนเรี่ยวแรงในตอนนี้แทบไม่เหลือให้ทรงตัวอยู่ได้เลย จึงทำได้แต่โอนอ่อนตามแรงชกของชายร่างสูงใหญ่

“ปลิ้นปล้อนนักนะ ยูฮวาน เชื้อไม่ทิ้งตระกูลจริงๆ ...เอาล่ะ จะบอกได้รึยังว่าชิพบ้าๆนั่นอยู่ไหน?” น้ำเสียงเยียบเย็นดังขึ้น ผู้เป็นนายยกแขนขึ้นบอกลูกน้องเป็นเชิงว่าไม่ต้อง เมื่อเห็นว่าร่างโปร่งที่สะบักสะบอมไปทั้งตัวพยายามทุกเรี่ยวแรงที่จะลุกขึ้นมาอีก

“บอกแล้วไง ...ว่า ...ผม ...ไม่มี” พูดพลางปาดโลหิตที่ไหลออกจากปากแผลออกพลางพ่นเอาเศษฟันที่หักออกจากปาก เรียวปากอิ่มที่เปรอะด้วยคราบเลือดสีแดงก่ำแสยะยิ้มยียวนให้นายหญิงของตระกูลคิม กวนให้โทสะของอีกฝ่ายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ดวงตาของอีกฝ่ายรี่ลงเล็กน้อยราวกับจะจับผิด ส่งบอกให้ลูกน้องที่เป็นชายร่างสูงใหญ่มัดมือไพล่ไว้ด้านหลังและผูกร่างของปาร์คยูฮวานให้ติดกับกับถังน้ำมันขนาดใหญ่ที่ตั้งในชั้นใต้ดินของตึกที่ใช้เป็นที่เก็บของ

“ค้นตัวมันซะ”

ส่งการทุกอย่างเสร็จสิ้น ร่างของคุณนายคิมก็เดินเลี่ยงออกมาอีกทาง เปิดห้องเล็กด้านในที่หน้าต่างถูกขึงปิดไว้ผ้าใบสีน้ำตาลดำและมีของวางรกรุงรังเต็มไปหมด ร่างโปร่งสูงของชเวชีวอนนั่งพิงกับเสาด้วยความสงบ ใบหน้าเรียบไม่แสดงแม้สีหน้าเศร้าโศกหรือเจ็บใจ แม้มีเพียงกุญแจมือที่ผูกเชื่อมติดกับต้นเสาเท่านั้นที่ผูกรั้งร่างนี้ไว้ ก็ไม่มีแม้แววขัดขืนหรือพยายามหลีกหนีเลย

คิมชูยองแย้มยิ้มขึ้นมาเล็กน้อยเมื่อเห็นสภาพของชายหนุ่ม เล็บที่เคลือบด้วยน้ำยาแต่งแต้มสีสัมผัสปลายคางของตนราวกับใช้ความคิด กระทบสันส้นเข็มลงพื้นเดินวนรอบชายหนุ่มไปมาก่อนจะเอ่ยขึ้น

“...ชเวซีวอน ฉันไม่อยากเชื่อเลยนะว่าคุณจะยอมร่วมมือกับตระกูลปาร์ค พวกนั้นจ่ายให้คุณมากนักหรือไงกัน?”

“ทำลายระบบกล้องวงจรปิด สัญญาณกันขโมย ช่วยให้ยูฮวานเข้าไปเอาโน๊ตบุ๊คออกมาอย่างง่ายดาย ...พูดก็พูดเถอะ ไม่เห็นคุณจะได้รับผลประโยชน์อะไรไปมากกว่าเงินที่จ้างวานเลยนิ”

“คุณยอมช่วยพวกนี้เพื่ออะไร?”

คนที่ถูกถามยังคงเงียบ ใบหน้านิ่งเรียบเฉยราวกับไม่รับรู้สิ่งใด แววตาดำขลับว่างเปล่าไม่มีแม้จะเงยขึ้นสบหน้าคนถาม คุณนายคิมขมวดคิ้วด้วยความหงุดหงิด มือที่จับปลายคางของตนเลื่อนมาท้าวเอวทันที

“เก็บความลับเก่ง ...หรืออยากให้ใบหน้าหล่อเหลานี่เป็นรอยกันแน่นะ”
ร่างโปร่งของหญิงสูงวัยโค้งลงมาเล็กน้อย มือข้างซ้ายเอื้อมสัมผัสผิวแก้มของชายหนุ่ม แผ่วเบาราวกับจะปลอบประโลม หากแต่เมื่อได้รับตอบเพียงแววตาตะหวัดดุดันเคลือบด้วยความเย็นชาจากอีกฝ่าย มือเรียวของคิมชูยองก็ออกแรงตบลงทันควัน

ใบหน้าของชเวซีวอนหันไปตามแรงที่กระทบผิวเนื้อ ความเจ็บชาแผ่ซ่านไปทั่วแก้มหากแต่ชายหนุ่มก็ไม่หยีระ เรียวปากอิ่มยกยิ้มขึ้นมาเล็กน้อย

“ผมก็ไม่เห็นว่ามันจะได้ประโยชน์อะไรที่ผมจะมานั่งตอบคำถามของคุณ”สิ้นคำ ใบหน้าก็ถูกบังคับให้เบือนไปทางทิศตรง นิ้วเรียวที่ควบคุมการขยับจิกเล็บยาวเคลือบสีบนปลายคางของชายหนุ่มแรงจนเกิดรอย คิมชูยองจับจ้องเข้าไปในแววตาของเด็กหนุ่ม พยายามควานหาส่วนความลับที่อาจซุกไว้ในสีดำขลับนั้น ทว่าสิ่งที่กลับได้คือความเกลียดชังที่แอบซ่อนหลอมรวมกับความด้านชาได้อย่างแนบเนียน

“หึ …”
ใบหน้าที่ฉายแววเคร่งขรึมพลันเปลี่ยนเป็นหยิ่งผยองตามสายเลือดและนิสัยส่วนตัว นายหญิงแห่งตระกูลคิมหัวเราะในคอเล็กน้อยพร้อมกวักมือเรียกลูกน้องของตนให้มารับคำสั่งที่เอ่ยด้วยน้ำเสียงเบาเสียจนชเวซีวอนแทบไม่ได้ยิน พอชายสองคนพยักหน้าแล้วเดินหายออกไปจากห้อง เรียวปากสีแดงสดก็ค่อยๆคลี่ยิ้มเย็น ปรายหางตามองเลขาของประธานจองด้วยความสะใจ

“เงียบเข้าไปเถอะ เพราะเดี่ยวท่านประธานจองของคุณก็อาจจะไม่ได้เป็นท่านประธานอีกต่อไปแล้ว”

รอยยิ้มบนใบหน้าของหญิงสูงวัยยิ่งทวีความเริงร่าเมื่อเห็นชเวซีวอนพลันเบิกตาจ้องคนพูดทันทีที่สิ้นประโยค แต่ทว่า หากคุณนายจะใส่ใจอีกสักนิด ก็คงจะเห็นรอยยิ้มบางที่วาดผ่านเรียวปากเรียบนั่นชั่วครู่ พร้อมกับดวงตาดำขลับที่ส่องประกาย

.
.
.


“รอก่อน คุณยุนโฮ! อย่าเพิ่งเข้าไป” น้ำเสียงเรียบของสารวัตรดังขึ้นเบาๆ ขัดการเคลื่อนไหวของคนข้างกายเมื่อเห็นชายร่างใหญ่สองคนเดินออกมาจากประตูเหล็กด้านข้าง ตอนนี้ทั้งฮันกยองและยุนโฮเฝ้าดูความเป็นไปภายนอกของอาคารทรงสี่เหลี่ยมสี่ชั้น ทั้งคู่มีสีหน้าเรียบนิ่งหากแต่ในแววตากลับบ่งชัดถึงความตื่นตระหนก โดยเฉพาะจองยุนโฮ ในใจร้อนรนจนแทบอยากจะกระโดดเข้าไปจัดการลูกน้องของคุณนายคิมสองร่างนั่นเดี่ยวนี้เลยด้วยซ้ำ

รอจวบจนร่างสูงใหญ่ในชุดสีดำหายเข้าไปอีกครั้ง คนที่จับจ้องอยู่ทั้งคู่จึงค่อยๆลัดเลาะผ่านกำแพงสีเทาจนถึงประตูที่ลูกน้องของคุณนายคิมหายเข้าไป สารวัตรแนบใบหน้าเข้ากับเนื้อเหล็กเย็น สบสายตาเป็นกังวลของจองยุนโฮเพียงครู่ ก่อนจะค่อยๆบิดลูกบิดประตูเปิดแง้มเข้าไปช้าๆ

หลังประตูเข้าไปเป็นเส้นทางบันไดที่ทอดยาวลงสู่ชั้นใต้ดิน แสงไฟสีขาวที่สะท้อนลอดออกจากช่องประตูของห้องด้านล่างส่องให้เห็นชานบันไดเหล็กสลัวๆเท่านั้น เสียงก๊องแก๊งที่เกิดจากจากชายชุดดำที่เดินลงไปยังคงสะท้อนก้องขึ้นมา หากแต่แผ่วเบาจนคาดได้ว่าทั้งคู่ลงไปจนถึงด้านล่างเรียบร้อยแล้ว สารวัตรพยักหน้าเบาๆ จองยุนโฮเม้มปากแน่น กระชับกระบอกปืนสีดำแน่นก่อนจะเดินนำอีกฝ่ายลงไป


เมื่อบานประตูเหล็กปิดลงได้ไม่นาน รถAudiสีเงินก็มาจอดเทียบหน้าตึกตามสถานที่ที่จองยุนโฮบอกเล่ามาในโทรศัพท์ คนขับยังไม่ดับเครื่องและแลดูไม่รีบร้อนเท่าใดนัก กลับเป็นคนที่นิ่งมานานที่รีบร้อนยิ่งกว่า ไม่ทันได้เอ่ยนัดแนะอะไรกันมือเรียวบางของจุนซูก็จับที่เปิดประตูไว้แน่น หากแต่ไม่อาจเปิดออกไปได้เมื่อคนขับที่ควบคุมระบบล๊อคของทั่วทั้งรถยังคงไม่ปลดประตูให้อีกฝ่าย แม้นิ้วเรียวจะพยายามดึงเปิดเองแล้วก็ตาม เจ้าของรถก็ยังคงไม่อนุญาตอยู่ดี

ใบหน้าซีดขาวพร้อมคิ้วที่ขมวดแน่นหันมาเอาเรื่องปาร์คยูชอนทันทีที่เห็นว่าอีกฝ่ายไม่ยอมให้เขาลงรถ เรียวปากบางที่ปิดสนิทมานานเอ่ยวาจาขึ้นเป็นคราแรก

“ยูชอน ผมจะต้องไปช่วย...” สิ้นคำขอร้องระบบอัตโนมัติทั่วรถก็เปิดให้ หากแต่ตอนนี้คนรีบก็ทำได้เพียงจ้องมองแววตาของคนขับ นิ่งอยู่นานจนแจจุงไม่กล้าขัดจังหวะด้วยเสียงเปิดประตูด้านขวาของตนจึงได้แต่มองหน้าทั้งคู่สลับไปมา

ร่างเล็กหลุบตามองลงด้านล่าน ค่อยเปิดประตูก้าวขาลงไปยันไว้ที่พื้นถนน แต่ก่อนที่ร่างจะลุกออกจากตัวรถ มือเรียวของปาร์คยูชอนก็คว้าเข้าที่ต้นแขนเรียวบางทันที

“...บอกผมที จุนซู”

“คุณ ...จะไปช่วยใคร”


.
.
.

ปึก!

ร่างที่คลุมด้วยชุดดำล้มลงอย่างไม่ทันได้ตั้งตัวเพื่อต่อสู้ดิ้นรนขัดขืนสักนิด แม้เพียงสุ้มเสียงร้องโอดครวญร่ำร้องขอความเห็นใจก็ยังไม่ทันได้เปล่งจากริมฝีปากแห้งผากออกมาเลย เหนือสองร่างนั้นคือชายหนุ่มที่คลี่ยิ้มได้เป็นครั้งแรกของวัน จองยุนโฮเพียงแค่สบตากับอีกฝ่ายที่ตอนนี้ร่างโปร่งบางของปาร์คยูฮวานถูกมัดติดกับเสาเหล็กที่ทำหน้าที่ค้ำยันอาคารชั้นบนไว้

ใบหน้าอ่อนวัยหากแต่บวมช้ำด้วยฤทธิ์หมัดและกำปั้นยกยิ้มเผล่ให้แก่คนเป็นพี่ด้วยสำนึกในความสะเพร่า ทั้งที่รู้ดีว่าชีวิตของตนไม่ปลอดภัยนัก แต่ก็ไม่ได้ระมัดระวังตัวตามที่เคยพูดไว้เลยสักนิด

“ซีวอนอยู่ไหน” ปากขยับตามคำพูดที่เอ่ยออกแต่แทบไม่มีเสียงหลุดออกมาจากปาก ยูฮวานพยักพลางบุ้ยหน้าไปทางห้องสีเทาที่อยู่ด้านในเข้าไป ยุนโฮตัดสินใจเดินตรงไปอย่างช้าๆ กระซิบบอกสารวัตรช่วยปลดสายโซ่ที่รั้งตัวปาร์คคนน้องด้วย

ร่างโปร่งสูงเดินเข้าใกล้ประตูสีเงินที่ปิดสนิท แสงไฟนีออนที่เล็ดลอดออกจากกำแพงพร้อมเสียงพูดคุยเบาๆเรียกให้ใบหน้าของจองยุนโฮแนบเข้ากับบานประตูช้าๆ แม้อากาศเย็นจัดจนคาดว่าอาจจะติดลบก็ไม่สามารถบรรเทาความร้อนใจในอกและหยาดเหงื่อที่ผุดพรายบนใบหน้าได้เลยสักนิด

น้ำเสียงเรียบนิ่งหากแต่คุ้นหูยิ่งนักลอยเข้ากระทบโสตประสาทอย่างชัดเจน

 


“ดูซะให้เต็มตา เลขาชเวซีวอน ซีดีที่อยู่ในตุ้เซพของท่านประธานที่คุณรักนักหนาอยู่ในมือของฉันแล้ว และที่สำคัญ ฉันรู้ว่าข้อมูลในนี้มีความสำคัญมากเพียงใด”

“มันมาก ...พอที่จองยุนโฮจะยอมแลกตำแหน่งเก้าอี้เพื่อมันได้เลยด้วยซ้ำ”นายหญิงแห่งตระกูลคิมแย้มยิ้มด้วยความพึงพอใจ สบใบหน้าเรียบนิ่งของชายหนุ่มด้วยแววตาที่บ่งบอกชัดถึงความดูแคลน

คิ้วเรียวที่ขีดด้วยสีของคุณนายเลิกขึ้นเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงหัวเราะในลำคอของอีกฝ่าย ดวงตาเรียวสีเข้มจดจ้องชายหนุ่มไม่วางตา

“นี่แสดงว่าตั้งแต่คุณส่งคนมาขโมย ‘ของที่อยู่ในเซฟ’ ไป คุณไม่เคยเปิดมัน ไม่เคยสนใจมันสักครั้งเลยงั้นสิ”ประโยคของซีวอนเรียกสีหน้าที่แต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางพลันจืดจางลงไปเล็กน้อย ความจริงที่ถูกจี้จุดเข้ามาเต็มๆทำให้คิมชูยองเม้มริมฝีปากแน่น แน่นอนว่าหล่อนไม่เคยใส่ใจข้อมูลแบบนี้ ในเมื่อมันออกจะอยู่นอกกำหนดการของแผนงานที่เธอวางไว้ไปซักนิด ตอนนั้นก็แทบไม่ได้คิดเหมือนกันว่าข้อมูลพวกนี้จะสำคัญในเวลาเช่นนี้

เมื่อเห็นแววตาตื่นของอีกฝ่าย ชเวซีวอนก็คลี่ยิ้มบาง จ้องมองบนหน้าจอโน๊ตบุ๊คเครื่องเล็กที่ค่อยๆถูกทำลายความเสถียรด้วยไวรัสที่ตนคิดค้นขึ้นมาเอง ความจริงแล้วคุณนายคิมอาจจะรู้ตัวได้นานแล้วหากหันใจให้มาคิดเรื่องนี้บ้าง เสียงหัวเราะในลำคอของชายหนุ่มยิ่งทวีความดังขึ้นอีกเมื่อระบบออนไลน์ของบริษัทถูกแฮกและโปรแกรมเจ้าปัญหากำลังคัดลอกข้อมูลส่งไปยังเครือข่ายแม่ของ Jeong cop.

ทีนี้ ไม่ว่าข้อมูลทุจริตลับเล็กน้อยเพียงใดก็มีหลักฐานสมบูรณ์พร้อมดำเนินการผ่านศาลยุติธรรมทุกประการ

“รีบทำอะไรอยู่เล่า! แก้ไขเร็วๆสิ” คิมชูยองวีดเสียงใส่มือถือที่โทรสั่งการลูกน้องที่รับหน้าที่ดูแลเรื่องระบบออนไลน์ แต่คาดได้อย่างแม่นยำว่าไม่ได้รับคำตอบที่ดีนักเพราะใบหน้าสูงวัยค่อยบิดเบี้ยวขึ้นเรื่อยๆด้วยโทสะ คุณนายคิมปิดมือถืออย่างรวดเร็วก่อนจะหันมาเอาเรื่องที่ตัวการบ้าง

“ถ้าคุณไม่บอกวิธีแก้ คงจะรู้นะว่าเป็นเช่นไร” เสียงกระซิบขู่ที่เล็กรอดผ่านเรียวปากอิ่มเคลือบลิปสติกไม่ทำให้ใบหน้าเรียบตื่นตระหนก แม้กระทั่งกระบอกลำปืนสีดำขลับที่จ่ออยู่ตรงต้นคอก็มิอาจสร้างระลอกคลื่นให้กระทบบนอารมณ์ที่แทบไม่ไหวติงของชเวซีวอนสักนิด

“ยิงเลยครับ ถึงผมตายไปสักคน คุณก็ไม่ได้อะไรขึ้นมาอยู่ดี”

“อย่างนั้นหรือ  ...ถ้าอยากตายนักละก็” สุ้มเสียงพูดไม่ทันได้จบประโยค สัมผัสเย็นเฉียบของอาวุธสังหารที่เล็งจ่อตรงแผ่นหลังเล็กบางของคุณนายคิมก็เข้ามาหยุดทุกอย่าง จองยุนโฮยอมปล่อยให้ร่างของคิมชูยองหันมาเผชิญหน้ากับตน หากแต่ยังคงไม่ยอมลดระดับปืนที่ติดเครื่องเก็บเสียงลง เช่นเดียวกับอีกฝ่ายที่หันปลายกระบอกจากเป้าหมายเดิมมาเป็นผู้มาเยือนรายใหม่อย่างเขา สิ่งที่เริ่มต้นบทสนทนามีเพียงรอยยิ้มเย็นที่ดูราวกับจะผูกมิตรหากแต่ลึกในเรียวตาของชายหนุ่มนั่นยากจะหยั่งถึง

“ปล่อยเขาซะ แล้วผมจะรับฟังคำขอของคุณ”

“ฟังงั้นรึ? คุณไม่มีแม้สิทธิที่จะต่อรองกับฉันด้วยซ้ำนะ จองยุนโฮ”

“ผมมีสิทธิทุกอย่าง เพราะผมคือประธานบริษัทที่ถือหุ้นในธุรกิจคุณมากกว่าครึ่ง ผมปล่อยให้คุณใช้เงินสำรองระหว่างบริษัทของเราตามสบาย เพียงแค่นี้คุณยังไม่พอใจอีกรึ”

“... ไม่ ยุนโฮ ฉันอยากได้ทั้งหมด เข้าใจไหม ทั้งหมด”

“ทั้งหมด? โดยที่คุณยอมแม้แต่ทำลายความสุขของลูกชายของคุณ เพียงเพราะคุณคิดว่าทุกอย่างที่อยู่ต่อหน้าคุณคือทั้งหมดของชีวิตแล้ว?”

“อย่าบังอาจมาสั่งสอนฉัน จองยุนโฮ ...แล้วอย่าพูดจาไร้สาระ ตอนนี้คุณมีสิทธิแค่เพียงตอบฉันมาว่าตกลงมอบทุกอย่างให้กับฉันเพื่อแลกกับชีวิตของคุณและลูกน้องที่ภักดีหนักหนาของคุณหรือไม่ เท่านั้นแหละ!”

“ผมไม่ตกลง”

“และอย่าหวังว่าจะเอาข้อมูลที่คุณขโมยมา มาเพื่อขู่ผม คุณก็น่าจะรู้ดีกว่าใคร ว่าคนอย่างผม ไม่ยอมให้อะไรผิดกฎหมายหลุดออกมาง่ายๆหรอก”สิ้นคำยุนโฮก็หันกระปอกปืนลั่นไกยิงลงตรงกุญเเจเหล็กที่รั้งข้อมือของชเวซีวอนไว้ก่อนจะรีบวิ่งออกมาจากห้อง ซีวอนที่หลุดจากพันธนาการก็รีบผลักตัวคุณนายคิมให้ล้มลง พลางปิดประตูล๊อคด้านนอกเพื่อถ่วงเวลาเอาไว้รีบสาวเท้าตามผู้เป็นนายด้วยความรวดเร็ว ยุนโฮวิ่งผ่านห้องโถงกว้างที่มีเพียงแสงไฟสลัวๆ พลางหวังให้เวลาที่นัดแนะไว้กับสารวัตรไม่ผิดพลาดบิดเบือนไปแม้สักวินาที

หากแต่ไม่ทันได้ก้าวขาขึ้นบันได ความเจ็บก็เล่นผ่านเข้าหัวไหล่ขวารั้งให้ร่างทั้งร่างล้มลง ชเวซีวอนเมื่อเห็นนายของตนถูกยิงก็รีบช่วยประคองตัวไม่ให้แผ่นหลังกระทบขอบบันไดเหล็ก จองยุนโฮรี่ตาด้วยความเจ็บก่อนจะเหนี่ยวไกปืนส่งลูกตะกั่วผ่านร่างเล็กบางของชายหนุ่มชุดดำที่ทำร้ายตนทันที

หยาดเลือดสีชาดไหล่ซึมผ่านเสื้อเชิ้รต์สีขาวอย่างรวดเร็วหากแต่ความเจ็บก็ไม่อาจหยุดรั้งร่างไว้ได้ ใช้ความพยายามสุดเรี่ยวแรงที่จะพาตนเองให้ออกไปจากสถานที่แห่งนี้

“อย่าขยับ จองยุนโฮ!” น้ำเสียงดุดังขึ้นด้านหลัง ครานี้ร่างทั้งร่างของชายหนุ่มทำได้เพียงพิงลงกับขั้นบันไดยอมจำนนเท้านั้น เรียวปากหยักเม้มแน่นด้วยความอดกลั้น ตะกั่วลูกเล็กที่ฝั่งลงในร่างสร้างความเจ็บทุรนทุรายจนแทบจะทนไม่ไหว 

ร่างโปร่งระหงของหญิงสาวพาเท้าที่รองรับด้วยส้นสูงเข้ามาใกล้ชายหนุ่ม สายตากวาดหาบุคคลอีกคนที่สมควรถูกมัดอยู่ในห้องโกงใต้ตึกสูงสี่ชั้นนี้หากแต่ไม่เจอ เรียวตาสีดำขลับจึงเบิกกว้างด้วยความตกใจ ริมฝีปากเคลือบลิปสติกสั่งการบอกลูกน้องที่กระจัดกระจายกันอยู่ให้รีบตามหาตัวปาร์คยูฮวานทันที

นายหญิงแห่งตระกูลคิมกลับมาสนใจเหยื่อตรงหน้าอีกครั้ง ล่าสุดที่ได้เจอใบหน้าหล่อเหลาของชายหนุ่มคนนี้คือการยกเลิกงานหมั่นที่ทำให้แผนทุกอย่างพังทลาย และครั้งนี้ ก็อาจเป็นครั้งสุดท้ายแล้วที่จองยุนโฮจะหายใจเข้าออกต่อหน้าตน 

 

.
.
.

“ยูฮวาน!”

คราวนี้คนที่ใจเย็นที่สุดโผล่งออกมาเมื่อเห็นร่างโปร่งบางของน้องชายตนถูกสารวัตรฮันกยองค่อยๆประคองออกมา รถพยาบาลที่มาพร้อมตำรวจในชุดเครื่องแบบสองสามนายไม่ทำให้ตื่นตกใจมากไปกว่าร่างที่บอบช้ำไปทั่ว สารวัตรก้มหน้าทักทายปาร์คผู้พี่ก่อนจะค่อยๆส่งร่างของคนเจ็บให้กับอีกฝ่าย รอยยิ้มกริ่มที่เป็นเอกลักษณ์ในครานี้ดูไม่สดชื่นนักคลี่ให้กับพี่ชายของตนเล็กน้อย ก่อนที่จะร้องโอดโอยเมื่อต้องงอร่างยันขึ้นไปนอนบนเตียง

“ผมกับตำรวจนายอื่นจะเข้าไปจัดการข้างในก่อน คุณสามคนห้ามเข้าไปเด็ดขาดเลยนะครับ” ฮันกยองเอ่ยสั่งเสียงเฉียบขาดก่อนจะพาทีมตำรวจอ้อมเข้าประตูอีกฝั่ง

“ยุนโฮอยู่ในนั้นรึเปล่า เขาไม่เป็นอะไรใช่ไหม?”

ยูฮวานพยักหน้าตอบแจจุงเบาๆ “พี่ยุนโฮเข้าไปหาคุณนายคิม ส่วนเรื่องปลอดภัยไหม ถ้าไม่ได้ยินเสียงปืนก็คงวางใจได้อยู่”


ปั่ง!

ดังทันทีราวกับส่งได้ แววตาของทั้งสี่เบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก แจจุงเม้มปากเน้นพยายามยับยั้งไม่ให้ขาของตนต้องขัดคำสั่งที่เพิ่งได้รับมา หากแต่ต่างกับร่างเล็กที่เงียบงับ คิมจุนซูสาวเท้าเข้าไปใกล้ประตูเหล็กอย่างรวดเร็ว แม้ปาร์คยูชอนเรียกชื่อรั้งไว้แต่ก็ไม่มีสุ้มเสียงตอบ ร่างเล็กบางหายไปในสถานที่ที่เสียงปืนเมื่อครู่ดังขึ้นโดยไม่มีแม้อาการลังเลใจ

“แจ ปล่อยฉัน” แขนเรียวพยายามดึงออกจากการเกาะกุมของอีกฝ่าย แต่แจจุงไม่ยอมปล่อย แววตากลมโตจับจ้องที่ประตูสีเทาที่ปิดสนิทลงอีกครั้ง เรียวปากอิ่มเม้นแน่นขึ้นจนซีดขาว ดวงตากลมโตฉายชัดถึงความกังวลแต่ในขณะเดียวกันก็มั่นคงอย่างประหลาด

“...ฉันเชื่อใจน้องของฉัน และฉันรู้ ว่านายก็ต้องเชื่อใจเขาเหมือนกัน”


.
.
.


“อย่ายิงผมจะดีกว่านะครับ คุณน้า ...คุณคงรู้นะ ว่าพ่อผมสนิทชิดเชื้อกับใครบ้าง”

“ตำรวจงั้นเหรอ? น่าขำสิ้นดี กลิ่นเงินใครแรงกว่าพวกมันก็ยอมทำตามหมดแล้ว”

“งั้นกลิ่นเงินของคุณก็คงน้อยไปล่ะมั่งครับ คุณคิมชูยอง” น้ำเสียงทุ้มเปล่งสำเนียงต่างชาติดังขึ้นพร้อมนายตำรวจในเครื่องแบบที่ตามเข้ามาภายในห้องโถงอย่างรวดเร็ว

“วางปืนลงเถอะครับ” ฮันกยองพยายามไกล่เกลี่ย หากแต่ใบหน้าซีดขาวของคุณนายคิมก็ไม่มีแม้การยอมเลยสักนิด ริมฝีปากสีแดงสดยกยิ้มกระตุกเล็กน้อย

“ไม่วางแล้วจะทำไม พวกนายจะทำอะไรฉันได้ เพราะยังไงซะ จองยุนโฮก็ต้องตายด้วยมือฉันอยู่ดี”คิมชูยองยิ้มเยาะใส่ทั้งนายตำรวจ ทั้งเอฟบีไอ รวมไปถึงบุคคลที่เอ่ยในประโยคราวกับไม่รู้สึกรู้สาถึงความผิด ฮันกยองขยับเข้าใกล้หญิงสูงวัยเล็กน้อยแต่ก็ต้องชะงักด้วยคำสั่งเฉียบขาดของหล่อน

“อย่าเข้ามานะ ไม่งั้นฉันยิงแน่!”

สารวัตรหนุ่มไม่สนใจแม้คำขู่ กลั้นหายใจเล็กน้อยก่อนจะขยับเข้าไปอีกก้าว เรียวตาดำขลับของหญิงสาวตวัดจ้องอีกฝ่ายก่อนจะหันมาจับจ้องใบหน้าหล่อเหล่าของจองยุนโฮ นิ้วชี้ออกแรงกดลงบนไกทีละน้อย

“แม่ อย่า!!” น้ำเสียงคุ้นหูดังขึ้นชะงักการกระทำทุกอย่าง คุณนายคิมรีบคลายนิ้วออกเมื่อเห็นร่างเล็กของคิมจุนซูเข้ามาขวางตรงหน้าเหยื่อของตนไว้ เรียวตากลมโตคลอด้วยน้ำตาเมื่อเห็นว่าแม่ของตนถืออะไรอยู่ในมือ และยิ่งทะลักล้นเมื่อเห็นร่างโปร่งสูงมีเลือดไหลซึมออกมายาวเป็นสาย

“จุนซู ถอยไป”

“ไม่! ผมไม่ถอย”

“จุนซู!!”

สารวัตรฮันกยองใช้โอกาสที่หญิงสูงวัยเผลอประชิดตัวเข้าใกล้ ตบแขนลงสันข้อมือของอีกฝ่าย อาวุธสังหารเลื่อนหลุดตกลงพื้นอย่างง่ายตาย จองยุนโฮรีบยันตัวเองขึ้นจับล๊อคแขนของคุณนายไม่ให้ขยับได้ นายตำรวจในเครื่องแบบเองก็จ่อปากกระบอกปืนตรงมาที่ตัวการ ข้อมือของคิมชูยองถูกสวมด้วยกุญแจมือโดยที่ไม่มีแม้การขัดขืน แววตาของเจ้าหล่อนจับจ้องเพียงลูกชายของตนที่ยืนอยู่ตรงหน้า ใบหน้ากลมเต็มตื้นด้วยน้ำตาจนแดงช้ำไปหมด

“แม่ ...พอเถอะ ได้โปรด เราควรหยุดเรื่องทุกอย่างได้แล้ว”

“จุนซู ทั้งๆที่แม่ขอร้องลูก เพียงเรื่องนี้เรื่องเดียวทำไมลูกถึงต้องหักหลังแม่”

“เพราะมันไม่ถูก! แม่ทำผิด ผมไม่อยากให้แม่ต้องทำผิดไปมากกว่านี้!!” มือเรียวสั่นเทิ้มเขย่าร่างของผู้เป็นแม่แรงๆ ไหล่บางไหวสะอื้นด้วยฤทธิ์ของน้ำตา

“แม่ทำเพื่อลูกนะ ทำเพื่อครอบครัวของเราทุกอย่าง ทำไมลูกไม่เคยรู้บ้าง แม่รักลูกมากนะ ทำไมถึงต้องทำแบบนี้”

“ผมรู้... อึก แต่ถ้าแม่รักผม ...ทำไม..”

“...อึก ...ทำไมต้องทำร้ายคนอื่น ทำไมถึงต้องทำขนาดนี้ ...ทำไมกัน!  แม่!!”
ร่างของคนเป็นลูกโผเข้ากอดมารดา มือที่จับเนื้อผ้าราคาแพงสั่นอย่างที่เจ้าตัวควบคุมไม่อยู่ ใบหน้าซุกซบลงบนไหล่เล็กของอีกฝ่าย ร่างโปร่งระหงของหญิงสูงวัยนิ่ง ใบหน้าเรียวจับจ้องที่ลูกชายของตนเอง ลึกในน้ำทะเลดำมืดที่ไหลวนรอบลูกตาสีเข้มนั้นอาจยากที่จะเข้าใจได้ แต่ยุนโฮก็หวังเพียงว่า ในแววตาที่ด้านชานั้น จะมีความรักลูกอย่างที่เจ้าตัวพูดออกมาจริงๆ และภาวนาเพียงให้หยาดน้ำใสที่หลั่งออกมาคือหลักฐานที่แสดงว่าเจ้าตัวกลับใจได้เสียที

สารวัตรฮันกยองยกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้นายตำรวจคนอื่นลดปืนลง พลางเข้าไปช่วยซีวอนประคองคนเจ็บที่ตอนนี้เลือกไหลออกมาจากปากแผลจำนวนมาก ทั้งหมดเดินขึ้นผ่านบันไดหลายขั้นจนในที่สุดก็ออกมาจากตัวตึก

ยุนโฮยิ้มอ่อนให้กับร่างบางที่วิ่งเข้ามาหาตนเองอย่างรวดเร็ว ก่อนที่ดวงตาดำขลับจะเบิกกว้างด้วยรอยทางเลือดที่มากมายเสียจนซึมเลอะไปทั่วเสื้อสีขาว หากแต่เจ้าตัวไม่สนใจเดินไปขึ้นรถพยาบาลแม้แจจุงและซีวอนจะพยายามประคองให้เดินไปก็ตาม ร่างบางถูกรั้งหยุดไว้ด้วยจุนซูที่หันมาหาพี่ชายของตนช้าๆพลางพยักหน้าเล็กน้อย

เกิดความเงียบขึ้นไม่นานนัก หากแต่คิมจุนซูกลับรู้สึกว่ามันนานราวกับผ่านมาเป็นหลายชั่วโมง มือหนึ่งก็จับเกี่ยวกับเรียวมือบางของพี่ชาย ส่วนอีกมือก็แตะแขนของปาร์คยูชอนเอาไว้ แจจุงกระชับมือเล็กตอบ จับจ้องดวงตาสีดำขลับผ่านเลยจากยุนโฮไปลงที่ร่างระหงของคิมชูยอง เรียวปากอิ่มสีแดงสดไม่เอ่ยทักอะไรออกไป ไม่ต่างกับอีกฝ่าย ทว่า หากแจจุงไม่ตาฝาดไปเอง ริมฝีปากสีแดงสดของคนตรงหน้านั้นได้ขยับเคลื่อนเป็นคำคำหนึ่งที่เขาไม่คาดคิดว่าอีกฝ่ายจะล่วงรู้ และไม่คาดคิดว่าจะได้ยินมันในเวลานี้

แต่ก็ไม่มีแม้น้ำเสียงที่เล็กรอดผ่านออกมา คงเป็นสายลมเปล่าเท่านั้นที่ลอยผ่านลำคอแห้งผากของหญิงสูงวัย สบสายตากันและกันไม่นานจำต้องผละออกด้วยสุ้มเสียงของรถที่แล่นเข้ามาจอด

“...คุณ”รำพึงในลำคอเล็กน้อยเมื่อเห็นร่างของชายที่เดินออกมาจากรถสีดำคันยาว ที่มาพร้อมกับชายในชุดสูธที่คล้ายกับจะเป็นลูกน้องคนสนิท

“ตกใจหรือที่เห็นผมเดินได้ ...หึ มันก็ไม่แปลกใช่ไหม ที่ผมจะสร้างเรื่องว่าผมป่วยจนต้องนอนโรงพยาบาล”
แววตาของหญิงสูงวัยเบิกกว้างเมื่อได้ยินคำเฉลย และกว้างยิ่งกว่าเดิมเมื่อเห็นร่างอีกร่างที่ออกมาจากประตูอีกด้านของรถ ร่างที่สวมชุดกิโมโนดูคุ้นตาจนนึกชื่อได้ไม่ยากเย็น รูปร่างแบบนี้ ใบหน้าสะสวยเช่นนี้ ไม่มีวันที่ชูยองจะลืมไปได้ ยิ่งเห็นคิมยองเอเดินเข้ามายืนเคียงข้างสามีของตน เรียวปากอิ่มจึงยิ่งยกเยาะ คลี่ยิ้มเพียงเพื่อสมเพทตนเอง 

“...ที่จริงผมก็ไม่สบายจริงๆนั้นแหละ ...แต่พอได้พักผ่อนบ้าง หัวสมองก็คิดได้หลายอย่าง แน่นอน ...รวมไปถึงการที่รอคอยเพื่อดูเรื่องทุกอย่างดำเนินไป”

“แล้วฉันก็เดินหมากได้ตรงกับใจคุณเลยสินะ ทีนี้คุณก็เขี่ยฉันออกจากภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมาย แล้วเอาหล่อนขึ้นมาแทน”

“ผมไม่ได้คิดจะทำเรื่องไร้สาระแบบนั้น”

“ไร้สาระเหรอ? ...อ่อ คุณจะบอกว่า ถ้าจะเอาฉันลงจากตำแหน่งคุณนายไม่จำเป็นต้องทำอะไรยุ่งยากแบบนี้สินะ ...”คิมชูยองเอ่ยออกมาเสียงเรียบ แขนเรียวพยายามที่จะดึงบางสิ่งบางอย่างออกจากมือซ้ายของตน แล้วตบเท้าเข้าใกล้หญิงที่สวมชุดกิโมโน จ้องดวงตาเรียวขลับที่คล้ายกับจุนซูอยู่เพียงครู่ก็ออกคำสั่งให้อีกฝ่ายแบมือรับ แหวนวงเล็กที่ไม่มีราคาค่างวดอะไรเลยตกลงบนผิวเนื้อสีขาวจัดของอีกฝ่าย ชูยอนเค้นยิ้มอีกครั้ง ก่อนจะหันหลังเดินหนีออกมา

“...รับไป ...แหวนวงนี้ และใจของฮยองอุง  ทุกอย่าง ...มันเป็นของเธอตั้งแต่แรกแล้ว”

ชูยองเอ่ยเสียงเบาหากแต่ก้องไปทั่วบริเวณกว้าง หญิงสูงวัยยอมทิ้งตัวนั่งในรถตำรวจอย่างไม่มีทีท่าขัดขืน ดวงตากลมโตเรียบนิ่งมีเพียงความเศร้าที่หลบซ่อนในความด้านชา แม้จะเล็กน้อยหากแต่สังเกตเพียงนิดอารมณ์ความรู้สึกของหล่อนก็ฉายออกมาให้เห็นอย่างแจ่มแจ้ง


ประตูแถบขาวดำเกือบปิดลงมาแล้วหากคิมฮยองอุงไม่เดินเข้ามารั้งไว้ ร่างโปร่งสูงของชายสูงอายุพิงลงบนตัวรถ มือเรียวที่มีริ้วรอยของวัยแตะที่ปลายคางของอีกฝ่ายเบาๆเรียกให้ใบหน้าเรียบหันขึ้นมาสบ

“คุณรู้ได้ไงว่าใจของผมเป็นของใคร?” คำถามเรียบง่ายเรียกเรียวคิ้วให้ขมวดมุ่นเล็กน้อย ชูยองไม่เอ่ยตอบอะไรออกไป จบจ้องรอยยิ้มที่วาดผ่านใบหน้าของสามีด้วยความไม่เข้าใจ

“...ผมไม่บอกคุณหรอก จนกว่าคุณจะพ้นจากความผิด ...ผมจะรอคุณ เหมือนกับที่คุณรอผมออกจากโรงพยาบาลมาตลอด”

“คุณ?”

“ขอบใจนะชูยอง …ต่อจากนี้ไป ทั้งคุณ และผมจะมาเริ่มใหม่ด้วยกัน”

คิมฮยองอุงส่งยิ้มกว้าง ตบมือลงบนผมสีดำยาวของอีกฝ่ายเบาๆราวกับเห็นเป็นเด็กๆ ก่อนจะผละเดินออกไป ทิ้งอีกฝ่ายให้จมดิ่งกับสาจาที่เพิ่งลอดผ่านเข้าโสตประสาท บนใบหน้าที่แต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางมีเพียงรอยยิ้มที่วาดออกมาจากใจเป็นครั้งแรก พร้อมกับน้ำตาที่หลั่งไหลออกมาเป็นครั้งที่สองของวัน

รองเท้าไม้ทรงสูงที่คิมยองเอใส่ประจำก้าวกระทบพื้นคอนกรีตส่งเสียงเล็กน้อย ร่างระหงในชุดกิโมโนก้าวไปหาคนที่ครั้งหนึ่งหล่อนเองก็อยากผูกมิตรด้วย หากแต่เรื่องราวมากมายทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองไม่ดีเท่าไหร่นัก ยองเอเข้าไปใกล้อีกฝ่ายที่นั่งในรถก่อนจะค่อยๆสวมแหวนกลับคืนที่เดิม ชูยองเบิกตากว้างด้วยความตกใจ พยายามขัดขืนแต่ไม่อาจทำได้เมื่อคิมยองเอวางมือเรียวสีขาวจัดของตนทับอีกฝ่ายไว้เบาๆ ออกแรงบีบเล็กน้อยก่อนจะส่งยิ้มให้

“...ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จก็อยู่ที่นั่น ยินดีด้วยนะ...”


.
.
.

เมื่อประตูรถลายพาดขาวดำปิดลงพร้อมล้อที่เริ่มทำงานเคลื่อนไปตามทางคอนกรีตหายลับไปทิ้งไว้เพียงคนในชุดสูทและร่างระหงของหญิงในกิโมโนสีเข้ม ฮยองอุงหันมาเผชิญหน้ากับลูกชายของตนที่ดูท่าทางจะเอาเรื่องอยู่นานแล้ว

“...พ่อ!”เสียงใสโผล่งขึ้นดังหากแต่ไม่ได้แสดงถึงความดีใจ ทั้งน้ำคำและสายตาที่ส่งออกไปล้วนมีแต่ความผิดหวังเจืออยู่เต็มเปี่ยม

“ไม่เจอกันนานเลยนะจุนซู”อีกฝ่ายตอบกลับทักทายพร้อมรอยยิ้ม ถึงแม้จะเป็นเพียงรอยยิ้มเรียบนิ่ง ทว่าประกอบด้วยความเศร้าที่แล่นเข้ามาปรากฏบนใบหน้า คิมฮยองอุงรู้ว่ายากนักหากจุนซูจะรู้เรื่องทุกอย่างแล้วยอมอภัยให้เขาอย่างง่ายดาย เขาอาจจะรู้มาตลอดในใจว่าวันนี้ต้องมาถึงสักวัน วันที่เขาต้องจำยอมรับความผิดที่ตนก่อขึ้น

“พ่อปิดบังเรื่องทุกอย่างกับผม... ตั้งยี่สิบกว่าปี พ่อมีเวลาตั้งมากมาย แต่พ่อก็ไม่เคยบอกผมสักครั้ง!”

“พ่อ...คือ”

ความเข้มแข็งที่ฮยองอุงสร้างเป็นเกราะคุ้มกันตนไว้มานานพังทลายลงอย่างง่ายดายเมื่อเห็นลูกชายที่ตนรักมากที่สุดด่าทอตนด้วยใบหน้าที่ทั้งเศร้าสรอยทั้งเจ็บปวด เรียวตาของจุนซูเอ่อด้วยน้ำตาพร้อมกับที่วาจาทะลักล้นกลั่นออกจากหัวใจ

“พ่อจะบอกว่าพ่อทำเพื่อผม คุณยองเอก็บอกทำเพื่อผม ทุกคนทำเพื่อผม ...แล้วมีใครบ้างที่ทำเพื่อพี่ ไม่มีเลย ไม่มีสักคน!  ถ้าทำเพื่อผมแล้วต้องมีใครเจ็บปวดแบบนี้ ผมไม่ต้องการ!  ...ใช่สิ ผมเองที่โง่ ไม่รู้อะไร... ผมมันก็แค่หมากตัวหนึ่งที่พ่อสร้างไว้เล่นตลก แต่พ่อรู้บ้างไหม ว่าเกมที่พ่อเล่นขึ้นมา มันทำร้ายใครบางคนจนเจ็บปวดไปหมด พ่อเคยคิดบ้างไหม!”

“จุนซู ...พ่อขอโทษ”

“คนที่คุณต้องขอโทษไม่ใช่จุนซู ไม่ใช่คนอื่น…” ร่างสูงเดินเข้ามาใกล้แจจุง โอบแขนเรียวรอบเอวของคนรักด้วยความห่วงใย ดวงตาเรียบจับจ้องใบหน้าหวานที่เรียบนิ่งสลับกับชายสูงวัยไปมา

“คือแจจุงต่างหากล่ะ ...ที่คุณต้องขอโทษ”

“พอเถอะยุนโฮ จุนซู พอแล้ว มันไม่มีประโยชน์แล้วล่ะ”

น้ำเสียงเรียบขัดขึ้นแม้เพียงเบา แต่กลับมีอำนาจพอที่จะหยุดทุกอย่าง แจจุงขยับออกห่างยุนโฮเล็กน้อยก่อนจะยกมือเรียวรั้งตัวน้องชายเอาไว้ ใบหน้าเรียบนิ่งส่ายไปมาเป็นเชิงห้าม คนที่ถูกฉุดรั้งไว้หันกลับมาจ้องพี่ชายที่เอ่ยห้ามตนด้วยสายตาไม่เข้าใจ ทว่าเมื่อเห็นสีหน้าของอีกฝ่ายจึงจำใจไม่ปริปากเอ่ยอะไรอีก

บนดวงหน้าเรียบสวยไม่แสดงแม้แววเศร้าเสียใจหรือเจ็บปวด หากแต่ลึกในแววตากลมโตดำขลับราวรัตติการมืดสนิทนั้น บางสิ่งบางอย่างที่ลอยอยู่ในนั้นแสดงให้เห็นชัดเจนถึงความเจ็บร้าวในใจ เรียวปากอิ่มเม้มเน้นจนซีดขาว เอื้อมแขนโอบร่างน้องชายเข้ามาใกล้ วางมืออีกข้างบนลาดไหล่เล็กบางของอีกฝ่ายที่สั่นไหว คิมจุนซูรู้ดีว่าทุกอย่างไม่ควรเป็นแบบนี้ พี่ชายที่โอบเขาไว้ไม่ได้เข้มแข็งเช่นนี้ เขารู้ดีว่าบางทีแค่การยืนยอมรับความจริงที่เกิดขึ้นก็แทบจะบั่นทอนพลังงานใจไปหมดแล้ว

“...คิมแจอาตายไปแล้ว คุณไม่จำเป็นต้องขอโทษเขา เขารู้และยอมรับมาตลอดว่าไม่มีทางที่คุณจะหันมาสนใจว่ายังมีเขาบนโลกใบนี้”

“บางครั้งบางทีเสียงของแจอายังคงก้องในหัวของฉัน เขาคอยบอกฉันว่าเขาไม่สมควรเกิดมา... แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังดึงดันที่จะมีชีวิตอยู่ พยายามทุกอย่างเพียงเพื่อทำให้คุณรับรู้ถึงตัวเขาบ้าง… ”

“...แต่คืนที่เรื่องทุกอย่างเกิดขึ้น คืนที่เขารับรู้ความจริงว่าเขาเป็นใคร เขารู้ว่าทุกอย่างมันมากเกินกว่าที่เขาจะรับได้ สุดท้าย ...เขาก็ยอมพูดมันออกมา ...บอกความอัดอั้นตันใจให้กับพ่อของเขา แค่เพียงหวังว่าจะได้ความอบอุ่นกลับมาบ้าง... แม้แค่คำพูดปลอบประโลมก็ยังดี ”

“แต่ก็ไม่ ...เขายอมแพ้ ...และเขา ...ก็เลือกที่จะตาย”

“แจอา ไม่ใช่สิ แจจุง พ่อ ...”


“ฉันไม่ต้องการคำขอโทษ …ไม่ต้องการอะไรเลย”

นอกจากความรักอย่างพ่อลูก...เท่านั้น

แจจุงหยุดทั้งประโยคถัดมาและกลืนความเจ็บปวดที่แล่นริ้วผ่านลำคอแห้งผากให้กลับลงไปอีกครั้ง ออกแรงบีบมือตนเองแน่นจนเจ็บไปหมดทว่าร่างกายไม่ยอมคลายออก ดวงตากลมโตไม่มีแม้หยดน้ำตาที่เอ่อคลอแตกต่างจากคนเป็นน้องที่ตอนนี้ทั่วทั้งหน้ามีแต่หยาดน้ำไหลตกลงเต็มไปหมด

ร่างบางยิ้มก่อนจะปล่อยมือจากจุนซู ขยับเข้าใกล้ยุนโฮเล็กน้อย เอามือสอดประสานเอวของชายหนุ่มไว้ สิ่งที่ได้ตอบคือเรียวปากหยักที่คลี่ยิ้มอ่อนโยนกลับมาให้ ร่างเพรียวบางเข้าประคองคนเจ็บเอาไว้ จ้องมองใบหน้าที่ซีดขาวของอีกฝ่ายด้วยความเป็นห่วง จองยุนโฮแทบไม่เหลือเรี่ยวแรงที่จะยันร่างตนเองกับพื้นไว้เลยจึงทำได้แต่ทิ้งน้ำหนักลงบนลาดไหล่เล็กบางของคิมแจจุง มือข้างขวาออกแรงรั้งตัวอีกฝ่ายเอาไว้เล็กน้อย กระซิบเสียงแผ่วเพราะอยากให้รับรู้กันเพียงสองคนเท่านั้น
 
“...คุณไม่ต้องการอะไร ...แต่ต้องการผมใช่ไหมครับ?”

สิ้นประโยคเอ่ยถามที่ไม่ต้องการคำตอบ ใบหน้าหล่อเหลาที่ซีดจัดก็ตกลงบนหน้าอกของแจจุง ลมหายใจหอบกระชั้นบอกถึงพิษบาดแผลที่กระจายไปรอบหัวไหล่ขวา เป็นเพราะกินเวลาผ่านมานานจนเลือดหลั่งไหล่ออกจากปากแผลเป็นจำนวนมากโดยที่เจ้าตัวไม่ยอมปฐมพยาบาลเสียก่อน โลหิตสีแดงเข้มเปรอะเปื้อนไปทั่วลามมาถึงเสื้อไหมพรมคอกว้างตัวหนาที่แจจุงสวม ยกแขนประคองร่างสูงที่สิ้นเรี่ยวแรงไปเสียหมด ดวงตากลมโตจ้องไปยังรอยเลือดที่หยดลงพื้นมากเสียจนนึกตำหนิตัวเองว่าทำไมไม่ฉุดใจคิดเสียก่อน

ลมหายใจของยุนโฮแผ่วเบาเสียจนแจจุงอดไม่ได้ที่จะโอบกอดร่างกายอุ่นนี้ไว้ หยดเหงื่อเกาะพราวทั่วใบหน้าทั้งที่อากาศหนาวเย็นปกคลุมรอบกาย ทุกคนช่วยกันประคองร่างของคนเจ็บที่อดกลั้นความปวดของตนเองมานานเกินควรขึ้นรถพยาบาลอย่างเร่งรีบ มือเรียวของแจจุงออกแรงกระชับมือหยาบกร้านแน่น ราวกับหวาดกลัวว่าคนตรงหน้าจะหายไปต่อหน้าต่อตา ประตูหลังของรถพยาบาลปิดลงด้วยความรวดเร็ว จองยุนโฮพึมพำคำพูดออกมาอีกครั้งก่อนที่เรียวตาคมเข้มจะปิดลงมาช้าๆ

“แจจุง ...ผมจะอยู่กับคุณ”


...ตลอดไป

.
.
.


[TBC]

Talk : จะลงให้จบก่อนจะประกาศรวมเล่มนะคะ สำหรับคนที่รอ The Legend ก็ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ pampy จะมาต่อหลังจากที่ไพรเวทฮาร์ตจบแน่นอนค่ะ ^^ ช่วงนี้มีละครของป๋าเบยองจุน ที่ออกฉายทางช่องฟรีทีวี ตอนแรกตกใจหมดเลยค่ะ มีคนถามมาว่าเอาโครงเรื่องมาจาก the legend เหรอ pampy ก็งงสิคะ (ฮา) จะมาบอกว่าไม่เกี่ยวเลยนะคะ ไม่ได้เอาโครงเรื่องมาจากเรื่องนั้นแน่นอนค่ะ (...ไม่เคยดูเลยนะเนี่ย) ช่วงนี้ที่อยากแนะนำทุกคนก็คือเรื่อง 1 Litre of tears ที่ออกวันจันทร์อังคารค่ะ เวลาสองทุ่มครึ่ง ...สนุกมาเลยนะคะ pampyดูจบนานแล้วมาดูอีกทีก็ยังเศร้า เรื่องนี้ให้กำลังใจกับชีวิตดีมากๆเลยค่ะ ^^

เจอกันไพรเวทฮาร์ต 20 นะคะ