[Fic] +++++*Private Heart*+++++[Heart-10]

posted on 22 Jun 2007 18:05 by pampy  in PrivateHeart

[Fic] +++++*Private Heart*+++++
Author : pampy
Category: Drama, Romance  
Pairing: Yunho/Jaejoong
Rating : NC-17 Rate R

เรื่องที่หมดเป็นเพียงเรื่องที่แต่งขึ้นเพื่อความบันเทิงเท่านั้น การกระทำของตัวละครในเรื่องนี้ไม่มีอยู่จริง ทั้งนี้อาจจะใช้ชื่อบุคคลและสถานที่ที่มีอยู่จริง ไม่มีเจตนาที่จะพาดพิงถึงบุคคลนั้นหรือทำให้บุคคลนั้นเสื่อมเสียชื่อเสียงแต่อย่างใด

หมายเหตุ ทีพีโอดี “TPOD” ย่อมาจาก  ‘The Pazsion of Deva’
_______________________________________________________________________________

 

 

[Heart-10]

.

.

.

 

ภายใต้ค่ำคืนที่เต็มไปด้วยบรรยากาศเงียบเหงา ท้องฟ้าเหมือนถูกครอบไว้ด้วยผ้าสีดำที่มีลายแต่งแต้มเป็นจุดสีขาวเล็กส่องประกาย แต่ใจกลางกรุงเช่นนี้ การจะมองฟากฟ้าแล้วเห็นดวงดาวนี้คงจะเป็นไปได้ยาก คิมแจจุงเดินทอดน่องมาที่หน้าต่างกั้นระหว่างอากาศเย็นชุ่มช่ำภายในห้องจากเครื่องปรับอากาศ และภายนอกที่คงจะปกคลุ่มด้วยอากาศเย็นตามธรรมชาติของฤดู ห้องพักหรือเรียกได้ว่าบ้านของแจจุงอยู่สูงนัก และเมื่อก้มลงไปมอง ก็จะพบแสงไฟที่มาจากตึกรามบ้านช่องต่างๆเรียงรายมากมาย

ดูจนอดคิดไม่ได้ว่า ไฟจากตึกรามพวกนี้สินะ ที่มาทดแทนแสงดาวอันอบอุ่น

สวยทัดเทียบกัน...แต่ให้ความรู้สึกต่างกันยิ่งนัก...

เขาถอนหายใจ

ภาพความทรงจำที่ยังคงแจ่มชัดหลั่งไหลเข้ามาในหัวสมองทันที...

วันนี้ บางทีอาจจะเลวร้ายกว่าเมื่อวาน...

.

.

.

 

เมื่อเปิดเปลือกตาที่หนักอึ้งขึ้นมาในสายของวัน แจจุงเฝ้าถามตัวเองว่าเขารักใคร ถามซ้ำๆราวกับคนบ้า ... และทุกๆครั้งก็ได้คำตอบเป็นชื่อของคนเพียงคนเดียว

...จองยุนโฮ...

มีเพียงเรื่องนี้เท่านั้น ที่มั่นใจ...

แจจุงสูดหายใจเข้าลึก พยายามถามตัวเองอีกครั้ง

.. รู้ตัวดีว่ารักจองยุนโฮ แต่จะทำเช่นไรได้เล่า? ...

สิ่งที่ได้ในหัวคือความว่างเปล่า...

 

ดวงตากลมจับจ้องอยู่ที่รอยของผ้าปูที่นอน ที่ยังคงเป็นรอยยับตามร่างที่ลุกออกไปแล้ว มือเรียวลากผ่านเนื้อผ้าบริเวณนั้น อากาศที่ว่างเปล่า แต่ยังคงความอบอุ่นเจือจางอยู่ มือเรียวอีกข้างรู้สึกได้ถึงวัตถุบางอย่าง แจจุงยกมือขวาขึ้นมาดู ก็พบแหวนสีเงินเกลี้ยงเกลาสวมอยู่ที่นิ้วนาง

แหวน...ยุนโฮ?

แจจุงดีใจ ดีใจจนเกือบจะร้องไห้ออกมา...เพียงค่ำคืนอันเป็นสุขที่ได้รับไออุ่นจากอ้อมกอดกว้างของบุคคลอันเป็นที่รัก ...แค่เพียงโอบกอดไว้ กกกอดเขาไว้ให้ผ่านค่ำคืนอันเหนื่อยอ่อนใจ เหนื่อยล้ากาย ค่ำคืนที่แสนจะเงียบเหงาวังเวงใจ ความเหงาทรมานที่เคยถาโถมจิตใจมากขึ้น แต่ความทุกข์ทุกอย่างพลันสลายลงแค่เพียงได้กลิ่นกายจากใบหน้าหล่อคม แค่เพียงรับรู้ว่ายังมีคนคอยอยู่เคียงข้าง

ความอบอุ่น...

...สิ่งที่ชั่วชีวิตของคิมแจจุงไม่เคยได้รับเลยสักครั้ง แม้แต่กับพ่อแม่ของเขา แม้แต่กับปาร์คยูชอน

แจจุงยิ้มอย่างฝืดเฝือนเต็มที เมื่อทบทวนความจริงให้ประจักษ์แก่ตนเอง หยาดน้ำใสๆกลับซึมเขาสู่ผิวเนื้อผ้าของหมอนสีขาวใบใหญ่ น้ำตาที่คิดว่าชาตินี้คงจะหมดสิ้นไปแล้วแต่กลับยังคงหลงเหลือ ...ไม่ยอมหยุดสักที...

ความอบอุ่นที่คนอย่างเขาโหยหามานาน

... ความอบอุ่นที่ได้รับจากจองยุนโฮ...

ความอบอุ่นที่ ...ไม่ว่าอย่างไรเขาก็คงไม่สามารถรักษาให้คงอยู่กับตัวเขาได้ตลอดไป... ...มันเหมือนกับทุกๆครั้ง... ไม่เป็นไรหรอก

ไม่ได้ต้องการมากมาย ...ไม่ได้ต้องการ...

เพราะฉะนั้น ...ไม่เป็นไร

.

.

แต่วันนี้แจจุงรู้สึกดีขึ้นมากกว่าเดิม เพียงการพักผ่อนเต็มที่ในหนึ่งคืนประกอบกับข้าวต้มสุดฝีมือของร่างสูงทำให้เขารู้สึกเหมือนเกิดใหม่ ...แต่นึกในใจเงียบๆอีกที... อ้อมกอดของยุนโฮต่างหากที่เป็นยาดีที่สุดของเขาในตอนนี้

ร่างบางเดินออกจากห้องนอนก็พบคิมฮีซอลที่เข้ามานั่งดูโทรทัศน์ในห้องของเขาอยู่นานแล้ว แจจุงนั่งลงบนโซฟาสีขาวข้างๆ เขารู้ดีว่าคนอย่างฮีซอลไม่เคยใส่ใจอะไรมากมายนัก แต่แจจุงเองกลับสัมผัสได้ถึงมิตรภาพและความห่วงใย

ฮีซอลตบไหล่เขาเบาๆเฝ้าพูดซ้ำๆว่า

"บอกแล้ว ไอ่ไก่นั่นกลับมาไม่เคยทำอะไรให้ดีขึ้น ดีแค่ไหนแล้วที่ฉันไม่เอาปืนมายิงป้างเข้าที่หัวมันจะได้ตายๆไปซะ น่ารำคานจริงๆ"

คำพูดจาเสียดสีของฮีซอลทำให้แจจุงหัวเราะ หัวเราะแบบจริงใจเป็นครั้งแรกในรอบอาทิตย์

"เอ้า กินซะ คุณยุนโฮเขาอุ่นไว้ให้แกตั้งแต่แปดโมงแล้ว"

แจจุงรับข้าวต้มมาจากมือของฮีซอลช้าๆ เมื่อมือเรียวสัมผัสผิวของถ้วยก็พบว่ายังมีความร้อนคงอยู่ ร่างบางยิ้มขำ ทั้งๆที่ยุนโฮอุ่นไว้ให้เขาตั้งแต่แปดโมงตอนนี้ใกล้จะเที่ยงเข้าไปเต็มแก่ ข้าวต้มก็ยังคงอุ่นอยู่ ...ใช่ เขาไม่ลืม ไม่ลืมว่าคนข้างๆนี้ก็ให้ความสำคัญต่อเขาเหมือนกัน คิมฮีซอล คนที่คอยอยู่เคียงข้างเขาตลอด คนที่เป็นเสมือนเพื่อนตาย เพื่อนที่หายากเย็นยิ่งนักในสภาวะของสังคมเช่นนี้

แจจุงทานอย่างเงียบๆ ดวงตาจับจ้องไปเรื่อยเปื่อย หมดไปแค่ไม่ถึงครึ่งถ้วย แจจุงก็วางมันลง ฮีซอลมองเพื่อนรัก ก่อนจะคิดในใจ ไม่อยากจะเชื่อว่าอดีตพ่อเพลย์บอย นักธุรกิจร้อยล้าน ที่หันตัวมาเป็นนายแบบชื่อดังอย่างจอง ยุนโฮ จะยอมทำข้าวต้มเพื่อคนอย่างคิมแจจุง ทั้งๆที่สั่งแม่บ้านที่บ้านหรือร้านอาหารหรูสักร้าน กรี๊งเดียวก็ได้อาหารบำรุงชาววังมาได้ทันที ...ทำไมคนอย่างจองยุนโฮ ถึงต้องยอมทำอะไรแบบนี้ด้วยนะ... ...แถมยัง ...แหวน ...

 

"ไปอาบน้ำซะ เหม็นจะแย่แล้วแกนะ คุณยุนโฮกอดแกไปได้ไงว่ะ ฉันอยู่ตรงนี้ยังเหม็นโคตร!" ฮีซอลบ่นเสียงดัง แต่เมื่อเห็นแจจุงหน้าแดง ก็เอ่ยขึ้นล้อเลียนต่อ

"...ไอ่แจ ยังจะฝืนสังขารมีsexกันอยู่เหรอเนี่ย ป่วยจนนอนซมแล้วเนี่ยนะ!" แจจุงได้ยินก็อมยิ้มเพราะนึกขำที่ฮีซอลคิดไปไกลนู่นแล้ว

 

"เปล่าสักหน่อย ...แรงจะลืมตาฉันยังไม่มีเลยเมื่อคืน ประสาอะไรกับไอ่เรื่องแบบนั้นเล่า!" ไอออกมาอีกเล็กน้อย แต่ฮีซอลยังคงไม่คลายสงสัย สีหน้าคล้ายว่าจะอึ้งไปเสียนิดๆด้วยซ้ำ

"แล้วพวกนายทำอะไรกันเมื่อคืน ...อย่าบอกฉันนะว่านายก็แค่นอน ส่วนคุณยุนโฮก็เฝ้านายข้างเตียงทั้งคืน!"

"...ยุนโฮเค้า จะว่าเฝ้าก็เฝ้าหรอกนะ ..เฝ้าบนเตียงน่ะ ... ตะ ...แต่ไม่ได้ทำอะไรกันนะ เรา...เออ แค่นอนกอดกัน" ร่างบางพูดเสร็จ ฮีซอลโผล่งออกมาทันที

"กอด แค่นั้น!!" แจจุงได้แต่พยักหน้าย้ำคำตอบ

"ทั้งคืน!!" แจจุงพยักหน้าอีกเช่นเคย รู้สึกว่าใบหน้าจะร้อนผะผ่าวขึ้นเรื่อยๆ

"ล้อเล่นน่า!!" ฮีซอลพูดพลางยิ้มด้วยความรู้สึกหลากหลาย ...แต่ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ในเมื่อใบหน้าสวยของอีกฝ่ายกลับแดงด้วยความเขินจนไม่รู้จะว่าจะเขินยังไงแล้ว!

.

.

.

"แจ...ฉันไม่ล๊อคประตูนะ เดี๋ยวไอ่มินก็มาแล้ว ...ฉันไปละนะ" ฮีซอลยื่นใบหน้าสวยดุเข้าตรงช่องประตูหน้าห้องนอนของแจจุง ร่างบางได้แต่พยักหน้าเงียบๆ รู้สึกว่าหัวเริ่มปวดอีกครั้งแล้ว...

หลับใหลเข้าสุ่ห้วงนิทราจนสนิทอยู่เนิ่นนาน เสียงกริ๊งหน้าประตูก็ดังขึ้น แถมยังดูรัวเร็วขึ้นเรื่อยๆ แจจุงลืมตาตื่นขึ้นมา มองไปที่ประตูห้องนอนที่ปิดสนิท หูได้ยินเสียงคนเปิดประตู และเสียงของชายหนุ่มอีกคนที่ไม่คุ้นยิ่งนักดังขึ้น ร่างบางลุกเดินออกมา ก็พบบุคคลสองคนที่ยืนคุยกัน คนยืนภายในห้องก็เป็นคนที่คาดคิดอยู่แล้ว ชิมชางมิน แต่คนที่ยืนตรงปากประตูนี้สิ คาดไม่ถึงสุดๆ

...ปาร์คยูฮวาน...

 

"ขอเข้าไปหน่อย ผมมีเรื่องจะคุยด้วย" ยูฮวานพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงรัวเร็ว ใบหน้าดูมีความตื่นตระหนกอยู่เต็มเปี่ยม

แจจุง ชางมิน และยูฮวาน นั่งล้อมโต๊ะอาหารทรงสี่เหลี่ยมที่ถ้าปกติแล้วแจจุงเองก็ไม่ค่อยได้ใช้งานมันสักเท่าใดนัก เพราะเขามักจะนำอาหารไปทานบนโซฟาหน้าโทรทัศน์เพียงคนเดียวเสมอ

ร่างบางสังเกตได้ว่าบุคคลที่เพิ่งเข้ามาดูหน้าซีดมากอย่างที่ไม่เคยเป็น เหงื่อซึมตามไรผมสีน้ำตาลเข้มไหลยาวลงตามซอกคอ ริมฝีปากอิ่มคล้ายพี่ชายที่เจ้าตัวคงจะขมมันจนห่อเลือด

"คุณคิมแจจุง ...ไม่ใช่สิ พี่แจจุง" สรรพนามที่ยูฮวานใช่ทำเอาชางมินอึ้งไปเล็กน้อย แต่ดูเหมือนคนที่ถูกเรียกจะไม่แสดงท่าทีอะไร ใบหน้าอ่อนแรงของคิมแจจุงยังคงเรียบเฉย

"ได้โปรดเถอะครับ พี่แจจุงผมรู้ว่าผมเคยก่อเรื่องไว้มาก ...แต่ครั้งนี้ ขอให้พี่เชื่อผมด้วยนะครับ" น้ำเสียงที่ดูจะมีแต่ความกระวันกระวายใจของปาร์คยูฮวาน ทำให้คิมแจจุงชั่งใจตนเองอยู่นาน ...เรื่องราวของอดีตที่แจจุงยังคงจำได้ไม่ลืม ...ไม่เคยลืม ครั้งหนึ่งเขาเองก็เคยมีน้องชายอีกคน ...น้องชายของปาร์คยูชอน คนที่เคยเป็นส่วนหนึ่งในเรื่องราวทุกอย่าง...

แจจุงพยักหน้าช้าๆ

"ว่ามาสิ"

.

.

.

ดวงตากลมสวยยังคงทอดมองออกไปนอกหน้าต่าง เรื่องราวที่ได้รับรู้วันนี้ดูจะทำให้ไหล่ของคิมแจจุงหนักขึ้นราวกับมีใครเอาของมาวางทับ ทับของเก่าที่มีอยู่แล้วให้เพิ่มพูน...

เรื่องราวที่ได้รับมาจากปากของปาร์คยูฮวาน ดูจะไม่เกี่ยวข้องใดใดกับตัวเขาสักนิด หากเขาเป็นเพียงคิมแจจุง ที่ไม่ได้รู้จักกับจองยุนโฮ...

...บันไดของวงการนักธุรกิจมักจะแปดเปื้อนไปด้วยเลือดเสมอ ... ทุกคนมีทั้งด้านมืดและด้านสว่าง แล้วแต่ใครเท่านั้น ที่จะสามารถปกปิดความมืดได้แนบเนียนกว่ากัน

...บริษัทของตระกูลคิม... โอดิวเรคคอร์ด ที่ฉาบหน้าไว้ด้วยธุรกิจปั้นไอดอลสดใสโดนใจวัยรุ่นมามากมาย ครอบคลุมไปถึงธุรกิจด้านนายแบบนางแบบที่รวบรวมหนุ่มสาวนักเดินแคทวอทชื่อเสียงโด่งดังพร้อมกับแบรนเนมเอาไว้เสียล้นตลาด ที่แท้เบื้องหลังกลับมีการลักลอบเอาของมียี่ห้อหลีกหนีภาษีเข้ามาจัดจำหน่ายในตลาดมืด ….นอกจากนั้น โอดิวก็ยังไม่หยุดที่จะแผ่อิทธิพลมาสู่ Avex บริษัทของตระกูลปาร์ค

...บิดาของยูฮวานได้ล้วงรู้เรื่องการเล่นไม่ซื่อของอีกฝ่าย ข้อตกลงระหว่างสองบริษัทโดนบิดพลิ้ว ทำให้ต้องมีการเอาคืนกันเสียบ้าง แต่เพราะเส้นสายทางธุรกิจยังมีไม่มากนัก ทำให้เสียชั้นเชิงกลยุกต์ เพราะบริษัทโอดิวกลับหันไปพึ่งใบบุญของ Mixsisy Cop บริษัทยักษ์ใหญ่ที่กุมสื่อบันเทิงต่างๆของประเทศเกาหลีใต้เอาไว้ ก้าวขึ้นมาล่ำหน้ากว่าบริษัทอื่นๆด้วยฝีมือของจองยุนโฮ ผู้บริหารหนุ่มไฟแรงเปี่ยมไปด้วยความสามารถทั้งบุ๋นและบู๊ ที่ได้เข้ามาดูแลและให้การสนับสนุนเงินทุนของโอดิวเรคคอร์ดจนเติบใหญ่

พี่คงรู้ดีนะ สาเหตุที่ยุนโฮยอมช่วยเหลือโอดิว ...มันเป็นเพราะคนๆหนึ่ง เพราะคิมจุนซู...’

ประโยคที่เน้นย้ำเรื่องราวทั้งหมดยังคงแจ่มชัดในความทรงจำของแจจุง ...แจจุงหลับตา พยายามทบทวนเรื่องราว กลัวว่าตนเองจะพลาดรายละเอียดสำคัญไป...

....การขัดแย้งระหว่างสองบริษัทก็มากขึ้นเรื่อยๆ มีทั้งการกลั่นแกล้ง ปรักปรำและสุดท้ายสัญญาสงบศึกระหว่างกันกลับต้องแลกด้วยเลือดของผู้เสียสละ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือบิดาของปาร์คยูฮวาน!‘...

พ่อของผม ไม่ควรตายเพราะสัญญางี่เง่าฉบับนั้นเลย ...ผมวางแผน ใช่ ...แผนที่จะเอาคืน เอากำไรที่ผมเสียไปให้โอดิวกลับคืนมา เพราะมันเป็นฝ่ายผิดสัญญาก่อน มันขู่พ่อผมทุกอย่าง...ไอ่คุณนายนั่น ผมเลยตัดสินใจเข้าหามันเป็นอย่างแรก ...แผนที่ผมวางซ้อนไว้มันน่ากลัว น่ากลัวสำหรับชีวิตของผม เพียงแค่ผมพลาดเผยพิรุธไปเพียงนิด ชีวิตผมก็คงดับทันที…’

‘...ผมยอมทำข้อตกลงกับคุณนายคิม ข้อตกลงทั้งหมดทั้งมวลแลกเพียงการชี้ตัวคนร้ายที่ฆาตกรรมพ่อของผม ...ผมระแคะระคายมานานแล้วว่าเรื่องทั้งหมดเป็นแผนของคุณนายคิม แต่ผมยังคงเงียบไว้ เพราะผมอยากจะรู้ ว่าคุณนายจะโยนความผิดทั้งหมดไปให้ใคร… ...แต่ตอนนี้ผมสืบจนแน่ใจว่าคุณนายคิมคงจะโยนความผิดให้กับพี่ยูชอน…’‘...

หลังจากที่ท่านประธานคิมล้มป่วยรุนแรงหนักขึ้นเรื่อยๆ ...คุณนายก็เริ่มแผนการทั้งหมดทันที ผมยอมทำตามเพื่อไม่ให้คุณนายสงสัย ...เราเริ่มซื้อหุ้นของโอดิวเข้ามาเป็นอย่างแรก หลังจากนั้นคุณนายก็จะสั่งให้คุณยุนโฮมาจัดการบริษัทผม ทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่วางไว้แป๊ะ ...แผนที่จะใช้ให้ผมเข้ามาบริหารงานทั้งหมดของสองบริษัทที่ตอนนี้กลายเป็นบริษัทย่อยของคุณยุนโฮแล้ว...’

ผมเข้าไปบริหารงานจริง แถมทำได้ดีเสียด้วย ... พี่แจจุงก็รู้ใช่ไหม ...ผมยอมให้วงทีพีโอดีของพี่เข้ามาเซนต์สัญญาเพื่อจะได้เริ่มแผนงานของผมสักที ...จริงๆเป็นวงอื่นก็ได้อยู่หรอก แต่ผมคิดว่าถ้าเป็นพี่ก็คงดีกว่า ...รู้นะ ว่าพี่กับคุณยุนโฮ เป็นอะไรกัน ก็แหง่ล่ะ ดูคุณยุนโฮปราดเดียวผมก็รู้แล้ว เขาเป็นคนบีบบังคับด้วยซ้ำว่าให้รับพวกพี่เขาทำงาน และผมก็เห็นด้วย เรื่องทุกอย่างจะได้ง่ายขึ้น... เพราะหากทำอะไรพลาดขึ้นมาผมก็ยังคงมีคนที่ไว้ใจได้...อย่างเช่นพี่แจจุงไง’‘ ...

ต่อมาผมก็เดินตามแผนของคุณนายคิม ผมต้องหาทางล้วงเอาความลับของท่านประธานคิมและจองยุนโฮมาให้ได้ตามข้อตกลง ... เราตกลงกันไว้ว่าจะจัดการตามแผนในคืนนี้ ผมจะต้องส่งคนของผมเข้าไปงัดตู้เซฟพร้อมขโมยเอาความลับของบริษัทจองมา ....ส่วนคุณนายเองก็ต้องทำอย่างไรก็ได้ที่จะทำให้การคุยกันเรื่องงานหมั้นนั้นเป็นไปได้ด้วยดี ดูจะหวังมากกับเรื่องนี้ เพราะหากคุณยุนโฮมีใจให้ลูกของตน ไม่ว่าจะเรียกร้องสินสอดเงินทองมากมายเท่าไหร่ตระกูลจองคงจ่ายไม่อั้น ...แถมไม่กลัวว่าแผนนี้จะแตกเสียด้วยสิ เพราะถ้าแตกจริง ก็จะได้เอาเรื่องงานแต่งมาเป็นข้อแลกเปลี่ยน ...’

‘...สุดท้ายก็เป็นไปตามที่ผมคิด ผมถูกคุณนายคิมหักหลัง ... คนของผมตามติดคุณนายคิมไม่ห่าง รายงานผมมาว่าคุณนายคิมมีแผนส่งลูกน้องมาฆ่าคนของผมทันทีที่ได้ข้อมูลทั้งหมดมาแล้ว ...ใช่ ผมจะไม่เหลือลูกน้องฝีมือดี ไม่เหลือแม้แต่ข้อมูลที่ขโมยมาได้...แล้วทีนี้ผมก็จะทำงานไม่สำเร็จ ก็เป็นทีของคุณนายที่จะเรียกร้องว่าผมผิดสัญญา เรียกร้องเงินทอง และตีตัวออกห่างโดยที่มือของคุณนายกุมความลับไว้หมดแล้ว...ข้อมูลที่คุณนายได้ไป อย่างน้อยๆ ก็สามารถชักเชิดคุณยุนโฮได้ตามใจชอบล่ะ...’‘

แต่ผมเองก็วางแผนซ้อนไว้เหมือนกัน ....เพราะฉะนั้น นี่แหละคือเรื่องที่ผมจะมาขอร้องพี่ ...พี่แจจุง

 

.

.

.

ยูฮวานมาขอร้องแจจุง โดยมีเหตุสำคัญ ทั้งต่อตัวชีวิตยุนโฮเอง ของยูชอนเอง ดูหนักแน่นและมีเหตุผล ...นั่นทำให้แจจุงเชื่อใจยูฮวานมากขึ้น แต่ก็ไม่ทั้งหมด เพราะตัวปาร์คยูฮวานเองก็เคยมีความผิดติดตัว ความผิดเมื่อปีก่อน ...ที่เคยเชื่อใจเด็กคนนี้ เชื่อมาก แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาทั้งหมดคือคำโป้ปดหลอกหลวง

แต่กาลเวลาที่ผ่านมาเกือบสองปีแล้วหากนับจากตอนนั้น ปาร์คยูฮวานจากอดีตเคยเป็นเด็กได้แปรเปลี่ยนไป ช่วงชีวิตที่ผ่านมาของเขา ยากลำบากจนหล่อหลอมให้เด็กชายเอาแต่ใจในตอนนั้นกลายเป็นหนุ่มที่ทั้งเด็ดขาดและมีความเป็นผู้นำในตัวสูง นอกจากนั้นยังเปี่ยมไปด้วยความทะเยอทะยานตามสายเลือดที่ได้รับมาอย่างเข้มข้น ปาร์คยูชอนเองก็มีส่วนนี้ไม่ได้ด้อยไปกว่าน้องชายของเขาเลย เพียงแต่แสดงออกมาคนละทางกัน ส่วนตัวน้องชายที่ผลักดันให้บริษัทก้าวขึ้นมาสูงเรื่อยๆก็นับว่าเป็นเรื่องดี ติดอยู่ก็ที่ วิธีการที่เลือกใช้ก็เท่านั้น!

...แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ยูฮวานมาขอโทษเขา มาขอร้องเขา แจจุงรู้ดี นี่คือหนึ่งในวิธีการสุดท้ายที่คนอย่างปาร์คยูฮวานจะยอมทำ!

ทุกอย่างที่แสดงออกมาจากใจจริง แจจุงรู้สึกได้อย่างนั้น ความจริงที่ถูกถ่ายทอดออกมาจากเรียวปากอิ่ม ท่าทีสำนึกผิดในเรื่องอดีต ท่าทีลุแก่โทษฉายชัดออกมาจากแววตา และการเลือกที่จะให้เขาช่วย การขอร้องเขา คงจะเป็นครั้งแรกในชีวิตของปาร์คยูฮวาน... ครั้งแรกที่ยอมก้มหัวให้กับผู้อื่น ...

แจจุงตัดสินใจยอมช่วย แม้มันจะเสี่ยงต่อชีวิตของเขาก็ตามที...

 

หลุดออกมาจากห้วงความคิด ...แจจุงถอนหายใจอีกครั้ง เขาตัดสินใจให้ชางมินกลับไปก่อนเพราะอยากอยู่คนเดียว อยากจะทบทวนเรื่องราวเงียบๆคนเดียว ดูเหมือนชางมินเองก็รับรู้ถึงความเหนื่อยใจของพี่ จึงยอมกลับไปแต่โดยดี ทิ้งพิซซ่าอีกสี่ชิ้นไว้เผื่อร่างบางจะหิวกลางดึก

ตอนนี้ก็เกือบเที่ยงคืนแล้ว แต่แจจุงยังไม่หิว และยังไม่ง่วง จึงทนรออยู่ต่อ ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมไม่ไปนอนพักสักที ...คงจะมีเรื่องให้คิดมากเกินไป

.

.

.

มือถือเครื่องสีดำเล็กจิ๋วในมือของคิมจุนซู สิ่งที่เรียกได้ว่าเป็นหลักฐานในที่เกิดเหตุ...

"ของ ...แจจุงรึเปล่า" น้ำเสียงไม่แน่ใจของคนตัวเล็กที่เก็บสิ่งนี้ได้ดังขึ้นอีกครั้งเมื่อเห็นว่าคนที่ถูกถามยังนิ่งเงียบ... จุนซุคิดว่าจำมันไม่ผิดแน่ ในเมื่อเห็นว่าแจจุงชอบหยิบมือถือสีดำตัวนี้ขึ้นมาพลางจ้องมองด้วยสายตาเหม่อลอยบ่อยครั้ง

ยุนโฮพูดไม่ออก สายตาคมจับจ้องที่วัตถุทรงเหลี่ยมนั้น พลางหยิบมันออกจากมือของจุนซูอย่างเชื่องช้า ร่างสูงภาวนาในใจ ให้มันเป็นเพียงมือถือรุ่นเดียวกัน สีเดียวกัน ขอเพียงแต่ในนั้นมีเบอร์แปลกๆเต็มไปหมด ขอให้มันเป็นเพียงแค่ ความบังเอิญ’…

 

แต่เมื่อลองค้นรายชื่อดู ก็พบเพียงแต่ชื่อ "จองยุนโฮ" ...เพียงชื่อเดียว

ไม่จริง....

ยุนโฮเม้มปากเน้น พยายามสงบสติอารมณ์ทุกอย่างเท่าที่จะทำได้ มือเรียวบีบหลักฐานชิ้นนั้นแน่นจนสั่น ทุกอย่าง อยู่ในสายตาของจุนซู ร่างเล็กเองก็รู้สึกได้ถึงความกดดันที่ส่งออกมาจากตัวท่านประธานจอง

...แจจุงจริงๆงั้นรึ...

เป็นไปได้หรือ

 

" ..คุณควรกลับได้แล้ว ผมจะไปส่งคุณเอง" ยุนโฮพูดพลางเดินเร็วๆไปที่รถวอลโว่สีดำที่จอดอย่างเงียบสงบอยู่ข้างทาง

ภายในรถไม่มีใครเอ่ยอะไรออกมาสักคำ ...จนมาถึงหน้าตึกอพาร์ดเมนต์สีขาวสูงเสียดฟ้า ยุนโฮเหยียบเบรกแรงจนส่งเสียงเอี๊ยดลั่น ร่างสูงสบถออกมาสองสามคำพลางปลดล๊อคประตู จุนซูเลิกคิ้วขึ้นอย่างไม่เข้าใจ เมื่อยุนโฮเดินออกมาเปิดประตูรถให้เขา คนที่เปิดประตูให้เมื่อเห็นสีหน้าของจุนซูก็พูดอย่างเร็วๆ

"ผมรู้แน่ว่าคุณยังไม่อยากกลับบ้าน เข้าไปสิ...539 ห้องไอ่ไก่" จุนซูตกใจ

ยุนโฮรู้เรื่องระหว่างเขากับยูชอน ...รู้มานานแล้ว หรือว่าเพิ่งจะรู้...

ยุนโฮเมื่อเห็นสีหน้าซีดของคนรักเก่าก็เอ่ยต่ออย่างไม่ใส่ใจนัก แววตาดูจะกลัดกลุ้มกับเรื่องอื่นแทน

"ไปบอกมันสิ ...ว่าผมยกเลิกการหมั้นแล้ว ...แล้วผมฝากขอบใจมันด้วย"

พูดเสร็จ ร่างสูงก็เดินดิ่งมาที่ประตูข้างคนขับ กระฉากเปิดอย่างรวดเร็ว ก่อนจะบึงรถออกไปทันที

จุนซูมองตามคนที่พาตัวเองมาทิ้งตรงนี้ด้วยสายตาเศร้าโศก

ทุกเรื่องที่เขาทำไว้ ยุนโฮต้องทรมานใจแค่ไหนนะ...

หากเขาเป็นยุนโฮ เขาจะทนได้ไหมนะ ...

ขอโทษนะยุนโฮ ...ผมขอโทษจริงๆ

 

.

.

.

ยุนโฮขับรถด้วยความรู้สึกประหลาด ...ทั้งโกรธ ทั้งเสียใจ ทั้งเจ็บใจ ทั้งน้อยใจ

ใบหน้าหล่อขบสันกรามแน่น ในใจหวนนึกถึงคำเตือนที่เป็นเรื่องร่ายยาวจากปากของปาร์คยูชอนก็ยิ่งโทษตัวเองหนัก คำเตือนจากปากของคู่อริยังคงก้องอยู่ในหัว

นายอาจจะไม่ทำตามที่ฉันบอก แต่ขอให้ฟังหน่อยก็ดีว่ะ...นายต้องระวังตัวไว้ให้มากนะเว้ย ระยะนี้มีคนคิดไม่ซื่ออยู่มาก ...ที่จริงไม่ใช่ธุระกงการอะไรของฉันที่จะต้องมาเตือนนายเลยแต่ช่วยเอาเอาข้อมูลลับของบริษัทนายออกมาจากที่กบดานได้แล้ว

อย่าทำหน้าแบบนั้นไอ่หมี คนอย่างฉันไม่รู้เรื่องเท่าไหร่หรอก แผนนี้น้องชายฉันคิดต่างหาก ฉันรู้ว่าตอนนี้นายต้องเริ่มสงสัยอะไรบางอย่างแล้วใช่ไหม เอาเถอะ ฉันจะมาบอกนายว่า นายเอาความลับของบริษัทนายออกมา ...แล้วทีนี้นายก็ยัดเอาของปลอมใส่ในตู้เซฟนั่นซะ...’‘

ฉันพูดจริงไม่ได้ล้อเล่นนะเว๊ย! ชีวิตไอ่ยูฮวานตอนนี้เริ่มจะไม่ปลอดภัยแล้ว พวกฉันถูกหักหลัง...เรื่องทั้งหมดเอาไว้เล่าวันอื่น ...เออ การ์ดของนายน่ะ เอามือดีที่สุดมาคุมด้วย ไอ่พวกนั่นมันต้องเข้ามาจิ๊กข้อมูลลับของนายคืนนี้แน่!...เอาล่ะ พล่ามมานานแล้ว สรุปนายจะทำตามที่ฉันบอกไหมว่ะ!’

...ยังดี ที่เขายอมทิ้งอคติที่มีต่อกันและกัน ยอมทำตามคำเตือนทั้งที่ไม่เคยเชื่อใจกันเลย

ยังดี ที่ข้อมูลในตู้เซฟทั้งหมด...เป็นของปลอม!

ใช่ แต่เขาก็ไม่ทำตามลมปากของยูชอนทั้งหมด การ์ดมือดีที่เขาควรจัดให้คุมก็ไม่มี

โกรธตัวเองนักไม่นึกว่าคนอย่างเขา คนอย่างจองยุนโฮจะถูกลูบคมได้ง่ายดายเช่นนี้!!

แถมยังหลักฐานอีกล่ะ ...บ่งบอกชัดเจนว่าเป็นสมบัติของคิมแจจุง มือถือที่เขาเพิ่งจะมอบมันให้กับร่างบางเมื่อสองวันที่ผ่านมานี่เอง มันไปตกอยู่ที่ห้องเขาได้อย่างไร ในเมื่อแจจุงไม่เคยไปที่นั่นแม้สักครั้งเดียว

ร่างสูงสบถอีกครั้ง ก่อนจะเร่งความเร็วรถขึ้นไปอีก ความคิดสับสนตีกันในหัวอย่างรุนแรง ยิ่งคิด ยุนโฮก็ยิ่งมืดแปดด้าน เขาเชื่อใจแจจุง แต่ยังไม่มากพอ ไม่มากพอที่เขาจะแน่ใจว่าทั้งหมดคือการใส่ร้าย ไม่มากพอที่เขาจะเชื่อว่าแจจุงคือผู้บริสุทธิ์ ... แต่หากแจจุงทำจริงๆแล้ว ทำไปเพื่ออะไร ทำไปเพื่อใครกันเล่า

... หรือว่าเขาพลาดอะไรไป...แล้วมันอะไรล่ะ

เขาพลาดอะไรไป?

.

.

.

 

ยุนโฮไม่กดกริ่งหน้าประตู มือเรียวค้นหากุญแจก่อนจะไขเปิดประตูเข้าไปอย่างถือวิสาสะ ก้าวยาวๆเข้าไปในห้องของร่างบาง แจจุงที่ตอนนี้นั่งอยู่บนโซฟา ดวงหน้าสวยเพียงแค่เหลือบขึ้นมามองคนที่เข้ามา ในใจกระตุกไหวเพราะความดีใจที่เอ่อล้น แต่ยังคงสีหน้าเรียบเฉย แจจุงจำต้องทำเป็นเหมือน ไม่รู้อะไรตามคำขอร้องของยูฮวาน ที่เขาตกลงรับคำไปแล้ว...

"ดึกแล้ว ทำไมไปนอน" คำทักทายเรียบๆดังขึ้นจากปากของคนมาใหม่ ยุนโฮเดินไปที่ตู้เย็น ก่อนจะเปิดเอาเบียร์กระป๋องออกมา ไอเย็นระเหยตามเนื้อผิวเหล็ก ทิ้งตัวนั่งลงข้างๆแจจุง พลางฉกกระดาษแผ่นเล็กออกจากมือเรียวของร่างบางที่จดจ่อกับมันอยู่นาน

แจจุงทอดสายตามองคนที่ฉกเอาสมบัติเขาไป พยายามปิดกั้นใจตนเองไม่ให้หวนนึกถึงเหตุการณ์ที่ผ่านๆมา พยายามรับรู้ถึงตำแหน่งที่ตนควรยืน การกระทำที่ตนควรแสดงออก ...ทั้งที่ในใจตอนนี้อยากจะบอก บอกออกไปทุกอย่าง แต่ก็ต้องหยุดมันไว้ ...เบื่อที่จะเจ็บ

"..ถ้าคนไม่รู้คงนึกว่านี่เป็นห้องของนายแน่ๆ กุญแจสำรองของฉันแท้ๆ" แจจุงพูดเมื่อเห็นว่ายุนโฮดูจะคุ้นที่คุ้นทางเสียเหลือเกิน

"เพลงนี่ แจจุงแต่งเองเหรอ" ยุนโฮถามขึ้น คำตอบที่ได้รับเป็นเพียงการพยักหน้า แจจุงเลื่อนพิซซ่าที่กองอยู่หน้าโต๊ะกระจกตรงหน้าโซฟามาให้ร่างสูง

"กินไหม" แจจุงเอ่ยถาม แต่ยุนโฮกลับปัดมือปฏิเสธเบาๆ ร่างสูงกระดกกระป๋องเบียร์ให้ของเหลวภายในนั้นไหลลงคอ

"...หายแล้วเหรอไง ถึงได้มานั่งแต่งเพลงได้เนี่ย" คนเป็นห่วงพูดพลางแตะเนื้อตัวของร่างบางเพื่อดูอาการ ดวงตาคมกลับไล่สำรวจร่างบางตรงหน้าที่ยังคงทำตัวปกติ แจจุงไม่มีท่าทีแปลกอะไรเลยเมื่อเจอหน้าเขา

...ทั้งๆที่ทิ้งหลักฐานไว้ หลักฐานที่บ่งบอกชัดเจน ...คนเรา...นิ่งได้ขนาดนี้เชียวเหรอ...

"ไม่หายแต่ยังไม่อยากนอน" พูดพลางใช้ดินสอขีดฆ่าคำบางอย่างบนกระดาษแผ่นเล็น ก่อนจะจรดปลายแท่งสีดำเขียนคำใหม่ลงไปอย่างรวดเร็ว ยุนโฮใช้มือข้างที่ว่างโอบเอวแจจุงไว้เบาๆ มืออีกข้างวางกระป๋องเบียร์ ก่อนจะเลื่อนร่างบางให้เอนมาซบไหล่เขา แจจุงไม่ได้มองหน้าอีกฝ่าย แต่ก็ยอมเอียงตัวตามแรงของร่างสูง คิ้วบางขมวดแน่น ดูจะสนใจแต่เพียงกระดาษแผ่นนั้น

"ร้องให้ฟังหน่อยสิ" น้ำเสียงออดอ้อนของยุนโฮดังขึ้นปลายหู ร่างสูงกระชับอ้อมแขน มือข้างที่ว่างก็คว้ากระป๋องเบียร์มาดื่มตามเดิม

"เรื่องไร ...เพลงนี้ฉันจะร้องให้ยูชอนฟังเป็นคนแรกต่างหาก" แจจุงเอ่ยเรียบ แต่สีหน้ามีแววขบขัน เมื่อเห็นเสี้ยวหน้าของอีกคนเริ่มขมึงตึง แท้จริงแจจุงโกหก เพลงที่เขาหมายมั่นว่าจะอัดเมื่อไหร่จะให้ยูชอนฟังเป็นคนแรกบัดนี้โดนฮีซอลหนีบกลับติดตัวไปแล้ว

ยุนโฮดื่มเบียร์เข้าไปอีกราวกับว่ากระหายเสียเต็มประดา

"...บอกแล้วว่าอย่าพูดถึงมัน" น้ำเสียงราวกับลอดไรฟันออกมา ยุนโฮยอมรับ ถึงตอนนี้ความรู้สึกไม่ชอบหน้ายูชอนจะลดลงไปบ้างแต่ไม่ว่ายังไงเขาก็ไม่ชอบให้ร่างบางพูดถึงคนอื่นอย่างพิเศษ...คนอื่นที่ไม่ใช่เขา

"แล้ววันนี้...แจจุงออกไปไหนรึเปล่า" ยุนโฮพูดขึ้น หน้าเริ่มตึงอย่างบอกไม่ถูก คนที่ถูกถามไม่สบตา แต่ส่ายหน้าช้าๆเป็นคำตอบ

"ฮีซอลมาอยู่เกือบทั้งวัน ตอนบ่ายๆชางมินก็มา เพิ่งกลับไปก่อนหน้านี่เอง" แจจุงเล่า ก่อนจะยกเว้น บางเรื่องเอาไว้

ยุนโฮรี่ตาพลางเม้มปาก หลักฐานที่ค้างคาใจยังคงสงบนิ่งอยู่ในกระเป๋ากางเกงสแล๊คสีดำ ชั่งใจอยู่นานสองนาน ก่อนจะเก็บเรื่องราวที่ติดไว้ยัดกลับไปอยู่ในลำคอเช่นเดิม

เก็บไว้ก่อน ยังไม่ถึงเวลา เขายังไม่อยากรับรู้ความจริง ขอเพียงมีความสุขเพียงเท่านี้ ก่อนที่จะเจ็บทีหลัง เขายอมที่จะแสร้งทำเป็นว่าร่างบางไม่ได้รู้สึกตัวอะไรเลยที่มือถือตนเองหายไป เขายอมที่จะโดนคนคนนี้หลอก เขายอมที่จะเชื่อ เชื่อทุกอย่างที่แจจุงแสดงออกมา

ถึงบางทีมันอาจจะทำให้เขาเจ็บ...ไม่ต่างจากครั้งก่อน

"...ไปนอนได้แล้ว" วาจาคล้ายคำสั่งดังออกมา ยุนโฮจับบ่าแจจุงพลางจะพาลุก แต่คนในอ้อมแขนยังคงดึงชายเสื้อไว้ ไม่ยอมขยับตาม คนชวนไปนอนหลุบสายตามอง เมื่อเห็นสภาพของร่างบางในตอนนี้ เลือดกลับสูบฉีดเข้มขึ้นบนใบหน้าคมเรื่อยๆ เสื้อผ้าบางสีขาวที่อีกฝ่ายสวมใส่ คอกว้างเสียจนเห็นผิวเนื้อขาวเนียนด้านใน ...ดวงตากลมช้อนมอง สบตายตากันเพียงชั่ววิ ใบหน้าขึ้นสีระเรื่อจึงแปรเปลี่ยนเป็นตึงเครียดทันควัน ...

"เด็กดื้อ! ไปนอนได้แล้ว"

แจจุงไม่ตอบ มือเรียวประสานเข้ากับมือของอีกฝ่ายช้าๆ พลางวางกระดาษและดินสอลงบนโต๊ะกระจกทรงเตี้ยด้านหน้า

"...นอนได้แล้ว พรุ่งนี้ต้องไปอัดเสียงไม่ใช่เหรอ"

"ใจร้ายจัง ...พรุ่งนี้เลยเหรอ ขอพักอีกวันนะ นา น๊า~" แม้แต่เจ้าของวาจายังขวยเขินแทบแย่ ใบหน้าซีดเซียวตอนนี้มีเลือดฝาดเปล่งปลั่ง ปลายเสียงทิ้งอย่างที่ไม่คิดว่าตนเองจะทำได้

"เรื่องจะหยุดต่อนี่หวังยาก จุนซูเคี้ยวจะตาย ขนาดวันนี้เขายังย้ำให้ผมบอกให้แจจุงไปพรุ่งนี้ให้ได้อยู่เลยนะ ..." ยุนโฮพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง ที่แท้จริงในใจกลับแย้มยิ้ม เรื่องจะลาหยุดต่อให้ร่างบางคนนี้สบายมากสำหรับท่านประธานจอง

แต่คนที่ได้ยินกลับตีหน้าเครียดทันที

"แล้วนาย ...มาอยู่กับฉัน ...คุณจุนซูเค้าไม่โกรธแย่เหรอ" แจจุงพูดด้วยน้ำเสียงอุบอิบเบาๆ

"คงโกรธอยู่ แต่ผมจะพาคุณเข้านอนก่อน แล้วค่อยกลับก็ได้" แกล้งบิดเสียงจริงจัง แต่ดวงตาเรียวคมกลับมีประกายขี้เล่นอยู่เต็มเปี่ยม น่าเสียดายที่แจจุงไม่เห็น ร่างบางก้มหน้างุด ในใจมีแต่ความน้อยใจอัดอยู่แน่น

"งั้นก็กลับไปได้แล้ว!" แจจุงผุดลุกขึ้น แต่กลับโดนท่อนแขนเกี่ยวกระหวัดได้ทันทีเช่นกัน ยุนโฮรั้งให้แผ่นหลังของแจจุงแนบชิดกับแผ่นอกของตนเอง ทิ้งร่างทั้งร่างแผ่บนโซฟาสีขาวกว้างที่เมื่อครู่นั่งอยู่ แต่ตอนนี้หัวของยุนโฮเอนพิงกับขอบโซฟา เมื่อเห็นว่าแจจุงดิ้นหนี ยุนโฮก็รัดแน่นกว่าเดิม

"ชอบทำแบบนี้อีกแล้ว ไม่น่ารักเลย…"

"ไม่น่ารักก็ช่างสิ ฉันมันไม่เคยมีใครรักเลยสักคนนินา..." แจจุงพูดไปหัวใจก็ปวดตาม ถึงจะเป็นแค่คำพูดประชดธรรมดา แต่แฝงความขมขื่นที่เจ้าตัวปิดไม่มิดเจืออยู่

"วันนี้ผมไปเจอจุนซูมา..." ยุนโฮพูด ริมฝีปากคลอเคลียที่ต้นคอด้านหลังของแจจุง

"แล้วไง" แจจุงยังไม่ยอมหยุดดิ้น

"...ผมกับจุนซู...ยกเลิกการหมั้นแล้ว ...เรา เลิกกันแล้ว" เจ้าของเสียงทุ้มซุกไซร้ใบหน้าเข้ากับต้นคอ ผิวขาวนวลเนียนที่เผยออกจากคอเสื้อกว้างดูยั่วเย้ายิ่งนัก มือแกร่งบีบมือเล็กราวกับจะย้ำให้มั่นใจ

ก่อนจะฉุดใจคิดเรื่องบางเรื่องได้ ท่าทางของคุณนายคิมตอนที่เขาบอกยกเลิกการหมั้น ถึงจะแสร้งทำเป็นโกรธาที่ถูกหักหน้า แต่ประกายตากลับมีแววยิ้มเยาะเต็มเปี่ยม ...

หมายความว่าไง?

แจจุงอึ้งไปชั่วครู่กับเรื่องที่เพิ่งได้รับ ร่างกายดูจะเย็นเชียบ แต่หัวใจเล็กๆพองโตคับแน่นในอก

"จริงเหรอ.."เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงไม่แน่ใจ คนที่ถูกกอดอยู่ตอนนี้พลิกตัวทันที ดวงหน้าสวยเปล่งไปด้วยประกายแห่งความดีใจจนปิดไม่อยู่ แต่เมื่อเห็นสีหน้าของอีกฝ่ายทำเอาแจจุงหง่อยลงไปทันที

สายตาของยุนโฮดูจะเครียด ...จริงๆแล้วตั้งแต่ยุนโฮก้าวเข้ามาในห้อง แจจุงก็รับรู้ได้ถึงความเครียดบางอย่างที่ออกมาจากท่าทาง สีหน้า และแววตา ...

แต่น่าเสียดาย ที่แจจุงเข้าใจและตีความเครียดนั้นผิดไป...

 

"นาย ...เพราะฉันรึเปล่า คุณจุนซูรู้เรื่องฉันเหรอ..." แจจุงยังคงลังเล สายตาเสมองไปด้านข้าง ยุนโฮใช้มือข้างที่ว่างไล่เล่นกับใบหน้าเนียนของคนขี้กังวล

"ไม่ใช่หรอก...เป็นว่า ผมไม่รู้ว่าเราจะอยู่กันไปอีกเพื่ออะไร ในเมื่อตอนนี้จุนซุเองก็มีของเค้าอยู่แล้ว"

แจจุงได้ฟังคำดังนั้นหัวใจก็แทบจะกระโดดโลดเต้นได้ แต่ท่าทางของคนที่พูดดูจะ... อึดอัดกว่าเดิม

แจจุงเม้มปากแน่น...คอยคำกล่าวต่อจากร่างสูงอย่างใจจดใจจ่อ

"ตลกดีนะ ทำไมยูชอน ต้องได้ในสิ่งที่ผมอยากจะได้ตลอด"

...แม้แต่คนในอ้อมแขนนี่ก็เหมือนกัน ... ยุนโฮยิ้มขื่นขม

"ผม อิจฉา...อิจฉาไอ่ไก่นั่น" ยุนโฮขบสันกรามแน่นจนเส้นเลือดตึง เพียงแค่รู้ความจริงที่ว่าหัวใจของแจจุง คนที่เขาเปิดรับเข้ามากลับตกเป็นของปาร์คยูชอน แถมยัง ปริศนาที่ค้างคาใจเสียอีก เรื่องทุกอย่างเหมือนจะกลั่นแกล้งเขานัก ถ้าหาก...ถ้าหากว่าแจจุงร่วมมือกับยูชอนหักหลังเขาละ

ยุนโฮเจ็บแปลบเข้าที่หัวใจ ไม่รู้ว่าทำไม เพียงแค่คิด เขาก็เป็นหนักถึงขนาดนี้

แต่ในสายตาคนมองกลับคิดไปอีกอย่าง...

"ขอโทษนะ ...ขอโทษนะยุนโฮ ฉันไม่ควร..."แจจุงพูดไม่ทันจบ ริมฝีปากอิ่มก็ถูกครอบครองโดยร่างสูง มือใหญ่กดท้ายทอยของร่างบางให้จมดิ่งลงมา ยุนโฮไล่ละเลียดชิมความหอมหวานอย่างโหยหา ก่อนจะบดเบียดแน่นราวกับจะแกล้งให้ขาดใจ

ยุนโฮถอนออกมา เฝ้ามองคนที่ทับตนอยู่ หน้าอกเนียนขยับขึ้นลงตามอัตราการหายใจที่พุ่งสูงขึ้น คำพูดที่แจจุงคิดไว้ก่อนหน้านี้ดูจะจางหายจนกลายเป็นสีขาวเสียหมดแล้ว

"...ในเมื่อผมไม่มีคนเฝ้ารอให้กลับไปแล้ว ...จะใจร้ายให้ผมเหงาที่บ้านคนเดียวเหรอครับ" ยุนโฮพูดพลางส่งสายตาอ้อนวอนจนคนมองอดใจกระตุกไม่ได้ แจจุงยังไม่ตอบ เพียงแต่จับจ้องที่แผ่นอกแกร่งของอีกฝ่าย ไม่รู้จะทำท่าทางหน้าตาเช่นไรดี ความสับสนที่ก่อตัวมานานเริ่มเจือจาง ทิ้งไว้เพียงแต่ความรู้สึกที่ออกจะแปลกๆอยู่นิด ถึงแม้จะรู้สึกผิดที่ตนเองอาจจะเป็นหนึ่งในสาเหตุที่บีบบังคบให้ยุนโฮต้องยกเลิกงานหมั้นกับจุนซู ...แต่อีกอารมณ์หนึ่งกลับดีใจ ...มาก

"...นายเกลียดฉันรึเปล่า ฉันทำให้พวกนายสองคน เลิกกันรึเปล่า" แจจุงไม่ตอบคำถาม ในหัวยังคงรู้สึกผิด

ยุนโฮส่ายหน้าน้อยๆ

"ผมจะเกลียดคุณมากกว่า ถ้าคุณยังไม่รักตัวเอง ไม่ยอมไปนอนอย่างนี้ ...จะตีหนึ่งแล้วนะ"

"อย่ามานอกเรื่อง...ฉันถามนายนะ ตอบมาสิ"

ยุนโฮช้อนใบหน้าสวยขึ้น สบตากลมโตสวยอยู่นานก่อนจะผ่อนลมหายใจออกมาแรง

"แจจุงขี้โกง ...ทีผมอยากรู้เรื่องคุณตั้งเยอะ คุณไม่เห็นยอมบอกผมสักครั้ง" คำตอบที่ได้จากปากของคนหน้าหล่อทำเอาอีกคนอึ้ง พลันนึกขึ้นได้เหมือนกันว่าตนเองก็ไม่ค่อยจะยอมเปิดเผยเรื่องราวมากนัก

"...นายอยากรู้ไปทำไม ประวัติฉันไม่ได้ดีจนเอาไปอวดอ้างใครต่อใครได้หรอกนะ"

"งั้นผมยอมถามแค่คำถามเดียว ...คุณกับปาร์คยูชอน เป็นอะไรกัน" คำถามจากปากร่างสูงทำเอาคิมแจจุงถึงกับสะอึกไปครั้งใหญ่

"เพื่อน" แจจุงตีหน้าตายตอบไป ยุนโฮรี่ตาราวกับจะจับผิด ก่อนริมฝีปากหนาได้รูปจะเอ่ยว่า

"ไม่จริง อย่ามาโกหกกันหน่อยเลย แจจุงของผม" วาจาที่ดูจะห้วนขึ้นเรื่อยๆบ่งบอกอารมณ์คนพูดได้เป็นอย่างดี แจจุงกัดริมฝีปาก

"อืม ...แฟน ...เก่า มั่ง"

แจจุงหยุดไว้แค่นี้ ใจจริงยังคงไม่แน่ใจด้วยซ้ำ ...ไม่รู้จะใช่รึเปล่า เพราะระหว่างเขาและปาร์คยูชอน ไม่เคยตกลงเป็นอะไรกัน ...เหมือนกับเขาและยุนโฮในตอนนี้ ...ไม่เคยตกลง เลยไม่รู้ว่าจะนิยามความสัมพันธ์แบบนี้ด้วยคำเยี่ยงไรดี

"แฟนเก่า?" ยุนโฮย้ำคำ แจจุงรีบพยักหน้า ก่อนจะไออกมาอีกสองสามที ยุนโฮหลุบตาลงพลางครุ่นคิดจัด

"จริงๆเราไม่เคยคบกันด้วยซ้ำ เพียงแค่เคยอยู่ห้องเดียวกัน" แจจุงเอ่ยออกมาราวกับจะอวดๆ รู้สึกสนุกที่ได้เห็นสีหน้าหมีบูดบึ้งขึ้นเรื่อยๆ

"...ไม่เคยคบกัน แต่เคยนอนด้วยกัน แปลกดีเนอะ เหมือนฉันกับนายตอนนี้เลย" วาจายังเคยเอ่ยล้อออกไปเรื่อยๆ แจจุงตีสีหน้าไม่รู้ไม่ชี้เมื่อมือใหญ่ของยุนโฮบีบเอวเขาแน่น

"จะยั่วกันรึยังไง คิมแจจุง" น้ำเสียงลอดไรฟังดูหน้ากลัว แต่แจจุงกลับสบตาคมนั้นอย่างไม่กลัวเกรงสักนิด แย้มยิ้มตามแบบฉบับที่ไม่ได้ทำมาหลายวัน

"ก็...เห็นนายโมโหแล้วสนุกดี"

"สนุกเหรอ....ถ้าผมโกรธขึ้นมาจริงๆคืนนี้คุณไม่ได้นอนแน่!" ยุนโฮกระซิบข้างใบหู เมื่อเห็นดวงหน้าหวานเปลี่ยนเป็นแดงซ่านก็รู้ว่าได้ผล ...ร่างสูงถอนหายใจ ถึงจะอย่างไรก็ตาม สุขภาพของคนตรงหน้านี้เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดอยู่ดี

"แจจุง... ไปนอนได้แล้ว"

"ก็....ยังไม่อยากนอนนิ ...ยุนโฮ"น้ำเสียงที่ดูจะอ้อดอ้อนขึ้นเรื่อยๆของแจจุงทำเอาคนฟังอดที่จะคิดเข้าข้างตนเองไม่ได้ว่าค่ำคืนที่แสนยาวนานนี้จะไม่จบเพียงแค่หลับตาเฉยๆแล้วโอบกันและกันเอาไว้เป็นแน่แท้ ยิ่งได้เห็นดวงหน้าสวยแย้มยิ้มหวานก็ยิ่งทำให้เขาคิดเข้าข้างตนเองหนักขึ้น มือแกร่งกระชับให้ร่างบางที่ทาบทับตัวของเขาแนบชิดเข้าจนไม่เหลือที่ว่างให้อากาศผ่าน

"...คุณป่วยอยู่นะ" ยุนโฮพูดเพื่อย้ำความมั่นใจ ลมหายใจเป่าร้อนรดลามไปทั่วผิวแก้มสวยที่ดูจะเชิญชวนให้เขาสัมผัสเข้าไปทุกที

"ช่างปะไร..." จบด้วยน้ำเสียงติดจะห้วนนิด โดยไม่มีคำเอ่ยอะไรต่อ เรียวปากอิ่มสีสดถูกปิดสนิท คราวนี้เริ่มด้วยการหยอกล้อ สัมผัสนุ่มนวลแผ่วเบาก่อนจะเร่งเร้าขึ้นเรื่อยๆ

"อื้อ...อื้อ...อืม" แจจุงเผยอปากหอบน้อยๆ เปิดทางให้คนรุกสอดลิ้นเรียวเข้าไปได้ทั่วโพรงปาก กระหวัดเกี่ยวลิ้มรสหวานหอมอันไม่มีที่สิ้นสุด จนยอมผละออกมาอย่างเชื่องช้า เรียวลิ้นสีแดงยังคงแตะกันอยู่ หยาดน้ำใสเชื่อมต่อจนจางหาย แต่ก็ยังไม่พอ รสหวานที่ได้ลิ้มลองยังไม่สามารถเติมเต็มความต้องการได้...

ร่างสูงกดท้ายทอยเนียนขาวของแจจุงเข้ามารับสัมผัสดุดันอีกครั้ง เรียวลิ้นลุกล้ำ เร่งเร้าอย่างไม่หยุด ถอนออกแล้วประกบเข้าใหม่ทันทีจนคนรับแทบหายใจไม่ทัน รสที่อบอุ่น แต่ก็แฝงอารมณ์บางอย่าง เจือด้วยความขมจากเบียร์ที่ติดลิ้นมายิ่งน่าลิ้มลองขึ้นเรื่อยๆ ความอุ่นละมุนอ่อนหวานแลกเปลี่ยนกันและกันอยู่เนิ่นนาน บดขยี้และยอกเย้าอย่างเอาใจจึงได้ผละออกในที่สุด

แจจุงยิ้มอย่างพึงพอใจในรสจูบ...มือเรียวสัมผัสใบหน้าหล่อคมที่ประกายตาเจือด้วยไฟแห่งความปรารถนาเผาอยู่เต็มเปี่ยม...

ไหล่แบบบางขยับขึ้นลง หอบหายใจสั้นแต่ถี่เร็ว เมื่อคนรุกยังไม่หยุดเพียงแค่นี้ มือร้อนสอดเข้าใต้เสื้อตัวโคร่งที่ร่างบางสวมอยู่ ภายใต้นั้นเป็นบ็อกเซอร์ตัวจิ๋วที่แจจุงสวมไว้ ยุนโฮแย้มยิ้มอย่างรู้ทัน หากไม่ต้องการให้เขาทำอะไรต่อมิอะไรแล้วละก็ คงจะไม่สวมอะไรแบบนี้แน่ ....ร่างสูงดึงมันออกช้าๆ จนไปกองที่เท้า เหลือเพียงแค่เสื้อตัวบางห่อหุ้มร่างกายอยู่ โน้มใบหน้าคมของตนเองเข้าที่ซอกคอหอมกรุ่นของแจจุง กดริมฝีปากหยักหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ ร่องรอยสีแดงปรากฏขึ้นอย่างรวดเร็ว

มือสองข้างไล่ปลดเม็ดกระดุมของอีกฝ่ายอย่างไม่รั้งรอ แจจุงที่เผลอไผลไปในรสสัมผัสเองก็ไม่ต่างกันสักเท่าใดนัก มือเรียวคลายเนคไทค์สีดำออก ก่อนจะเหลือไว้เพียงเสื้อเชิ้ตคอปกสีครีมสะอาดที่ไม่ติดกระดุมสักเม็ด กางเกงสแล๊คสีดำสวยของร่างสูงก็ถูกคลายเข็มขัดออก มือเรียวปลดซิบลงมาเช่นกัน

"on topไหม?" น้ำเสียงทุ้มแห่บพร่าสั่นก้องเป็นคำถาม

"อื้อ ไม่ ...ไม่เอา..." ตอบมาด้วยเสียงสั่นระริก ยุนโฮลากเรียวลิ้นผ่านปลายคางจรดลำคอขาวผ่อง มือสองข้างบีบก้นนิ่มอย่างไม่ปราณี ไล่ปลายนิ้วสูงขึ้นลากไปทั่วแผ่นหลังเนียน แจจุงรู้สึกมีลูกไฟย่อมๆเล่นผ่านทุกตารางผิวที่ร่างสูงสัมผัส

โซฟาสีขาวบัดนี้ดูจะคับแคบลงไปถนัดใจ เมื่อร่างสองร่างกอดรัดนัวเนียคลอเคลียกันไม่ห่าง ลมหายใจร้อนเป่ารดซอกคอของแจจุง ได้กลิ่นเบียร์ปนกับโคโลณจน์อันแสนคุ้นเคยจางๆ เสื้อสีขาวถูกถอดออกไปแล้ว บัดนี้แจจุงเปลือยเปล่า ยุนโฮมองทั่วเรือนร่างด้วยความหลงใหล จากวันก่อนที่ซีดเซียวยิ่งนัก แต่กลับมาวันนี้ ผิวละเอียดขาวน่าสัมผัสไปเสียทุกส่วน เสน่ห์อาบไปทั่วร่างเช่นเคย เสน่ห์ที่ทำให้จองยุนโฮ ...หลง จนถอนตัวไม่ขึ้น

"...แจจุง...สวย" ยุนโฮพึมพำออกมาเพียงแค่นั้น คนได้ยินกลับเบือนหน้าหนี ผิวขาวที่ปรางค์แก้มแดงซ่าน แต่ก็ต้องตกใจทันที เมื่ออีกฝ่ายยกตัวจัดท่าทางเขาเสียใหม่ แจจุงนั่งอย่างหมิ่นเหม่บนขอบผนักพิงโซฟา โดยที่อีกฝ่ายยังคงนั่งอยู่บนโซฟา หันหน้าเข้าหาร่างบาง

"...อื้อ ไม่เอา" ประท้วงทันที เมื่อคนร่างสูงโน้มศีรษะที่ประกอบด้วยกลีบผมนุ่มทำไฮไลต์ตามสมัยนิยมเข้ามาใกล้ ช่องว่างระหว่างขาที่แจจุงบังคับมันไม่ให้แยกจากกัน แต่ยุนโฮกลับใช้สองมือค่อยเพิ่มแรงแยกออกในที่สุด จุดอ่อนไหวกลางลำตัวที่ตอนนี้สั่นระริกเปิดเผยออกสู่สายตาของคนรุกล้ำอย่างชัดเจน

ร่างบางไม่กล้ามอง มือเรียวจิกไปบนผิวนุ่มของพนักพิงแรงๆ เมื่อตอนนี้รับรู้ได้ถึงลมหายใจถี่เร็วคลอเคลีย ริมฝีปากหยักค่อยๆจูบไล่จากเรียวขาขาวด้านใน ยกขาเรียวข้างหนึ่งพาดกับบ่าของตนเองที่อยู่ต่ำลงมา เร่งให้ส่วนกลางของร่างบางที่เต่งตึงสั่นระริกราวกับจะรอรับการมาของเขา ปลายลิ้นร้อนเริ่มเล็มชิมรส ก่อนจะลากไล่ทั่วแท่งเนื้อขาว จูบเล่นที่ปลายก่อนจะดุนดันราวกับจะแกล้งให้ขาดใจ ดูดหยาดน้ำขาวที่ซึมไหลออกมาคล้ายว่าเป็นน้ำผึ้งรสเยี่ยม

เรียวขาขาวของแจจุงสั่นหนัก เมื่อคนขี้แกล้งยังไม่ยอมปล่อยให้เขาถึงที่สุดเสียที อารมณ์รุ่มร้อนที่แทบจะระเบิดออกมากลับถูกเรียวปากอุ่นของคนรุกรับเข้าไป ดูดขึ้นลงอย่างเชื่องช้า ขบฟันเบาๆลงบนแท่งยิ่งทำให้แจจุงอดไม่ได้ที่จะเอื้อมมือไปขยุ้มกลุ่มผมนุ่มเพื่อระบายความเสียว

"อื้อ อ่า ไม่เอา ยุนโฮ อย่า.." ร้องลั