Private Heart [Heart-16]
posted on 16 Mar 2008 01:59 by pampy in PrivateHeart
[Fic] +++++*Private Heart*+++++
Author: pampy
Category: Drama, Romance
Pairing: Yunho/Jaejoong
Rating : NC-17,Rate-R
หมายเหตุ ทีพีโอดี “TPOD” ย่อมาจาก ‘The Pazsion of Deva’
[Heart-16]
.
.
.
หญิงสาวเดินกระแทกส้นเข็มลงบนพื้นไม้ที่ปูทับด้วยเสื้อคาตามิอย่างไม่แยแสว่าไม้ที่สานกันอย่างละเอียดลออนี้จะเกิดรอย ใบหน้าที่สดสวยทำได้แต่เม้มปากเพื่อระงับอารมณ์ เธอเป็นหญิงสาวที่ถูกอบรมมาดีเกินกว่าที่จะทำกริยาต่ำช้าเช่นการกรีดร้องหรือคว้างปาข้าวของเพื่อระบายอารมณ์
สิ่งที่รับรู้ได้ตอนนี้มีทั้งความอิจฉาปะปนกับความเจ็บช้ำในใจ นานนับสิบปีที่เธอเริ่มต้นพัฒนาตนเอง แม้เป็นลูกบุญธรรมแต่ก็ตั้งใจว่าจะเป็นลูกที่เชิดชูตระกูลโชไม่ให้แพ้ใคร พยายามที่จะเอาชนะเด็กที่เกิดมาจากสายเลือดผู้ดีอย่างตระกูลคิมให้ได้
...แต่ก็แพ้นามสกุลคิมอีกครั้งซะแล้ว
เป็นเวลาเนิ่นนานที่เธอทำได้แต่เฝ้ามองแผ่นหลังนั้น เฝ้ารอวันเวลาที่จองยุนโฮจะเหลียวมามองเธอบ้าง เหลียวมองผู้หญิงที่ยอมทำทุกอย่างเพื่อให้เหมาะสมกับเขา คู่ควรกับเขา...
ถึงจะผ่านมากี่ปี เธอก็ยังไม่สามารถ…
ถึงจะพยายามในทุกๆอย่าง มันก็ยังคงเหมือนเดิม...
เจ็บใจ!
มือเรียวไม่ยอมปาดน้ำตาออกจากพวกแก้ม หญิงสาวพิงศีรษะที่ปกคลุมด้วยผมยาวสลวยที่ตนดูแลมาอย่างดีกับผนังอย่างไม่แยแส... ไหล่บางสั่นเทิ้มไม่รับรู้ถึงความหนาวที่กัดกินร่างกายในกลางดึก เพียงเพราะในอกมันหนาวยิ่งกว่า
“ร้องไห้อย่างนี้ไม่สวยเลยนะจ๊ะ ชองฮีที่ป้ารู้จักคนนั้นหายไปไหนแล้วล่ะ”
เสียงทักของผู้สูงวัยดังขึ้นด้านหลังเรียกให้หญิงสาวต้องรีบปาดน้ำตาก่อนจะหันไปพบหน้า แล้วชองฮีก็ต้องประหลาดใจ หญิงสาวที่ทักเธออยู่ในชุดยูกาตะซึ่งเป็นชุดของพนักงานที่นี่ หากแต่ทำไมถึงพูดภาษาเกาหลีกับเธอได้เล่า?
เมื่อหยดน้ำตาจางหายไป เธอก็เพ่งพิจารณารอยยิ้มอบอุ่นและดวงหน้าที่สูงอายุแล้วแต่กลับเปล่งปลั่งนั่นใหม่... แล้วสมองก็ประมวลผลอย่างรวดเร็ว โชชองฮีรีบยกมือขึ้นปิดปากด้วยความตกใจยิ่งกว่าเรื่องใดทั้งสิ้น
“คุณ คุณ...มาอยู่ที่นี่ได้ยังไงค่ะ …ทำไมกัน? ก็คุณป้า”
“ชูว์ อย่าเพิ่งโวยวายจ๊ะ เข้ามาคุยกันก่อน”
“ทำไมคุณป้าถึงมาอยู่ที่นี่? แล้วข่าวเรื่องนั้นละคะ”
ชองฮียังคงไม่เข้าใจ เหมือนว่าเรื่องราวที่เธอได้รับรู้มากลับกลายเป็นเรื่องหลอกลวงทั้งสิ้น สิ่งที่ได้ตอบกลับจากคำถามนั้นก็คือรอยยิ้มที่บ่งบอกถึงความเศร้าของเจ้าตัว
“อ่าว?” น้ำเสียงประหลาดใจของหญิงสาวดังขึ้นเมื่อเห็นว่ามีบุคคลอีกคนที่นั่งอยู่ในห้อง คิมจุนซูไม่ได้ส่งยิ้ม มีเพียงแววตาที่สะท้อนแสงโคมไฟเท่านั้นที่เปล่งประกายออกมา
“เชิญนั่งเลยจ๊ะ ป้าขอโทษ ตอนนี้ก็ดึกมากแล้ว แต่ป้ามีเรื่องที่อยากให้ทั้งสองคนช่วยจริงๆนะ” หญิงสาวสูงวัยผายมือเป็นนัยบอกให้ชองฮีนั่งลง น้ำชาร้อนๆบนโต๊ะไม้สี่เหลี่ยมสีน้ำตาลเข้มมีควันลอยออกมาวางคู่กับขนมไดฟุคุสีขาวน่าทาน ทุกอย่างราวกับว่าตระเตรียมไว้แล้วสำหรับแขกทั้งสองคน
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ หนูเต็มใจ เพราะป้าคือคนที่ช่วยหนูไว้ หนูเป็นหนี้บุญคุณป้า”
หญิงสาวตอบรับทันทีโดยไม่ต้องคิดให้วุ่นวาย แต่อีกคนที่ได้แต่นั่งเงียบมีสีหน้าลำบากใจ แต่สุดท้ายก็ยอมพยักหน้ารับคำแต่โดยดี
.
.
.
‘ซินเดอเรลล่าเหรอ นายก็เป็นเจ้าชาย ...ส่วนฉัน บทพี่เลี้ยงใจร้ายก็เหมาะดีออก’
‘ถ้าทำได้แค่มองละก็ ...เป็นฉัน ฉันก็จะมองไม่ให้คลาดสายตาเลยล่ะ’
‘...ฉันชอบนาย ชอบมากที่สุด มากที่สุดเลยนะ ...เพราะฉะนั้น ฉันจะไม่ยอมแพ้...’
‘ขอโทษนะชองฮี ที่ฉันโกหกเธอมาตลอด ที่จริงแล้วน่ะ...’
‘แม่!! แม่!!! อย่าไปนะ อย่าทิ้งผมไว้แบบนี้’
‘ผมตกลง ...ผมยอมทุกอย่างที่ไม่ต้องกลับมาที่นี่อีก ผมยอม ถ้าผมจะได้เลือกทางเดินของผมเอง’
‘ถ้าพรุ่งนี้ฉันเป็นคนอื่นไปแล้ว นายจะยังจำฉันได้ไหมนะ แล้วฉัน จะยังรักนายอยู่ไหมนะ’
หยาดเหงื่อผุดพราวพร้อมกับเปลือกตาที่เปิดขึ้นอย่างไม่ตั้งใจ ความมืดที่มีเพียงแค่แสงโคมไฟสีเหลืองส่องผ่านเข้ามาจากภายนอกพร้อมกับความเงียบสงัดทำให้รู้ได้ทันทีว่าเวลานี้ยังไม่สมควรจะตื่น มือเรียวยาวกำชายผ้าห่มแน่นจนรู้สึกเจ็บ ยกมืออีกข้างขึ้นกุมหัวที่บีบรัดจนทรมาน
...ฝัน?
ภายในอกโล่งเหลือเกินเมื่อรู้ว่าตนยังคงมีลมหายใจอยู่ ยังคงจดจำได้ว่าเป็นใครมาจากไหนและกำลังจะทำอะไร ยามค่ำคืนที่น่าจะนอนหลับสนิทเพื่อสู้งานในวันรุ่งต่อกลับถูกขัดด้วยสิ่งที่ไม่อาจห้ามได้ เสี้ยวหนึ่งของความทรงจำในวันนั้นที่ไม่อยากจะนึกถึงเลยสักนิด หากแต่ยิ่งใกล้วันครบรอบที่ไรก็มักชอบเข้ามาในหัวบ่อยครั้งเสียเหลือเกิน
“...ฉันยังมีชีวิตอยู่ ฉัน..” ถึงแม้หยดน้ำตาจะไม่ไหลออกมา แต่ความเจ็บในใจก็ทิ่มแทงเข้ามาทุกขณะ ริมฝีปากบางเม้มเน้นเป็นเส้นเดียวจนห้อเลือด ร่างกายที่สั่นสะท้านอดไม่ได้ที่จะชันเข่าขึ้นโอบกอดตนเอง
...ทั้งๆที่คิดว่าหนีพ้นแล้วแท้ๆ ...แต่กลับไม่
‘ถ้าพรุ่งนี้ฉันเป็นคนอื่นไปแล้ว นายจะยังจำฉันได้ไหมนะ แล้วฉัน จะยังรักนายอยู่ไหมนะ’…
ดวงตาสีดำสนิทจดจ้องออกไปผ่านความมืดสนิท หัวสมองไม่ได้รับรู้ถึงภาพตรงหน้า แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นราวกับเพิ่งจบลงเมื่อวานฉายชัดในหัวสมอง มันตราตรึงจนไม่ต้องแค้นความทรงจำก็นึกออกได้อย่างง่ายดาย
“แล้วถ้าฉันบอกนายทุกอย่างล่ะยุนโฮ นายจะยังกอดฉันอยู่ไหมนะ...”
เสียงหวานใสแต่หม่นหมองพึมพำออกมาเบาๆ แม้ว่าอากาศในห้องอบอุ่นจนร้อนด้วยฮีตเตอร์ แต่เรียวแขนเล็กกลับกระชับแน่นเพื่อโอบกอดร่างของตนเองไว้
“จะยัง ปกป้องฉันอยู่ไหม...”
...คำว่ารักงั้นเหรอ
บ้าไปแล้วคิมแจจุง
แค่เค้ายังกอดนายไว้ก็ดีแค่ไหนแล้ว...
.
.
.
“ดีมาก ต่อไปฉากสาม เดี่ยวแต่ละคนยืนประจำตำแหน่งของตนเองนะ แจจุง มาทางนี้... ” เสียงเอางานเอาการของไดเรกเตอร์คิมที่ไม่หวั่นแม้อากาศหนาวเหน็บบนภูเขา หิมะเดี่ยวตกเดี่ยวหยุดเป็นอุปสรรคต่อการถ่ายก็จริง แต่เหล่ามืออาชีพทีมนี้ก็มีฮึดสู้กับสภาพอากาศที่แปรปรวนอย่างไม่ย่อท้อ
“เหนื่อยหน่อยนะ ยูชอน” น้ำเสียงร่าเริงทักขึ้นเมื่อนายแบบที่กลายเป็นพระเอกมิวสิควีดีโอนั่งลงหลังเสร็จฉากแรกของตนเอง คนทักส่งกาแฟร้อนๆที่ส่งกลิ่นหอมให้อีกฝ่ายดับความหนาว
“อ่า หนาวจะตายแล้วจุนซู” คนไม่ถูกกับอากาศหนาวอ้อนเสียงง่องแง่งกับผู้จัดการวง จุนซูเบ้หน้าด้วยความหมั้นไส้
“เมื่อคืนผมต่างหากที่น่าจะหนาวตาย เล่นดึงผ้าห่มไปห่มเองคนเดียวแบบนั้น! แถมคุณยัง...”
“อ่าวๆ อะไรกันครับคุณคิมจุนซู ถ้าคุณยังความจำไม่เสื่อมขอให้ทบทวนก่อนว่า ใครกันที่นอนไม่หลับแล้วมาอาศัยห้องชาวบ้านเค้า อีกอย่าง ผมก็เป็นคน ไม่ใช่พระอิฐพระปูนที่ไหน แบบนั้นจะทนอยู่เฉยๆได้ไง” คนพูดฉีกยิ้มกว้างอย่างท้าทาย ใบหน้าขี้เล่นพร้อมดวงตาพราวระยับขยับเข้าใกล้
“ทนอะไรว่ะ ไอ่คุณชายไก่” เสียงทุ้มที่ไม่สบอารมณ์ดังขึ้นข้างคนสองคน จองยุนโฮที่หน้าตาหล่อยิ่งดูหล่อเลวมากขึ้นเมื่อคิ้วโค้งได้รูปขมวดเข้มจนแทบจะชิดกันได้ ทั้งสีหน้าบึ้งตึงบ่งบอกความหงุดหงิดที่มากจนใกล้จะระเบิด
“เฮ้ย!! ตกใจหมดไอ่หมี ว่าแต่แกไปทำอะไรแจจุง วันนี้มันไม่พูดไม่จาสักคำ ทำหน้าเหมือนโลกจะแตกงั้นแหละ...”
“ใครไปทำอะไร? ฉันไม่รู้เรื่อง” ท่านประธานยังคงเฉย ยกขาขึ้นนั่งไขว้ด้วยท่าทางวางอำนาจอย่างเคย เรียวตาดุจดจ้องไปยังบุคคลที่สามที่ตกเป็นหัวข้อของการสนทนาตอนนี้
แจจุงที่สวมอยู่ในชุดสีดำสนิททั้งตัวตัดกับผมสีบลอนด์ทองสว่างเข้ากับผิวขาวจัดดูโดดเด่นยิ่งนักในกลุ่มคนจนคนมองอดไม่ได้ที่จะไล่สายตามองตั้งแต่หัวจรดเท้า ถึงแม้ใบหน้าจะเคร่งเครียด แต่ดวงตาที่เปล่งประกายเป็นสิ่งที่บ่งชัดถึงความตั้งใจทำงานของเจ้าตัว
คนจ้องมองกระตุกยิ้มเมื่อเห็นแหวนสีเงินยังคงอยู่ที่เดิม ...คนที่ถูกจ้องมากเข้าคงรู้ตัวจึงได้เงยหน้ามอง เป็นเพียงเสี้ยววินาทีที่ดวงตาทั้งสองสบกัน ก่อนที่ฝ่ายนั้นจะหลบตาไปเสียก่อน
“ระวังนะ เดี๋ยวเกิดแจจุงไปชอบสาวน้อยน่ารักคนนั้นแล้วจะเสียใจ” คำหยอกล้อของเพื่อนทำได้แค่เข้าหูซ้ายทะลุหูขวาของคนที่รับฟังเท่านั้น ลีแทยอนที่ตอนนี้หน้าแดงจัดจนน่าขำเมื่อได้ใกล้ชิดกับคนที่ตนเองชื่นชมไม่ได้สร้างความลำบากใจให้เลย
“หึ” พึมพำออกมาได้เพียงแค่นั้น จองยุนโฮก็เอื้อมมือสัมผัสริมฝีปากของตนเอง สัมผัสเมื่อคืนเป็นเครื่องยืนยันได้ชัดเจนว่าไม่มีใครที่จะมาแทนที่กันและกันได้
ไม่มีทาง แม้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น...
“พี่ยุนโฮ” เสียงเรียกเบาๆทำให้เจ้าของชื่อต้องแบนสายตาจากเป้าหมายทั้งที่ใจไม่อยาก โชชองฮีมีสีหน้าไม่สบายใจนัก แต่ก็ไม่ได้ดูเศร้าโศกอะไรมากมาย หญิงสาวโค้งหัวลงทันทีที่เขาหันมามอง
“ขอโทษนะคะ… ชองฮีไม่น่าทำตัวแบบนั้นกับพี่เลย ชองฮีแย่มากใช่ไหมค่ะ”ชายหนุ่มออกจะตกใจกับการกระทำที่ปุบปับของเธอ แต่เพราะเขารู้จักโชชองฮีมานานจึงเข้าใจว่าทำไมเธอถึงเป็นเช่นนั้น
“ฮ่ะๆ ในที่สุดก็ยอมตัดใจแล้วเหรอ โชชองฮี ความดื้อร้นที่มีอยู่มันหายไปไหนหมดแล้วล่ะ” จู่น้ำเสียงที่เคยร่าเริงกลับกลายเป็นน้ำเสียงแดกดัน คิมจุนซูก้าวเข้ามาใกล้หญิงสาวอย่างไม่กลัวเกรง ฉีกยิ้มบนใบหน้ากว้าง
“ว่ายังไงนะ คิมจุนซู ฉันยอมแพ้คุณแจจุงต่างหาก ไม่ใช่นายซักหน่อย”
“งั้นเหรอ? เธอที่ฉันรู้จักเป็นคนแย่กว่านี้นินา”จุนซูยังคงปะทะวาจาด้วยความนิ่งสงบ แต่หญิงสาวกลับจะมีไฟลุกขึ้นมาได้อยู่แล้ว แม้ในความหนาวเหน็บรายล้อมด้วยหิมะแต่ก็สามารถเกิดไอความร้อนจากการปะทะอารมณ์ของสองคนนี้ได้อย่างไม่น่าเชื่อ
“นายว่าฉันแย่งั้นเหรอ!? นายนี่มัน อึ๊ยยยย!!”
“ฟังให้ดีสิ โชชองฮี ผมบอกว่า เมื่อก่อนเธอน่ะ แย่!! แย่มาก!! แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว”
“ห๊ะ?? นายตั้งใจจะพูดอะไรกันแน่”
“ก็จะบอกว่า ที่เธอซื่อตรงต่อตัวเองน่ะ มันดีมากๆเลยล่ะ”
“พูดอะไรของนาย อย่ามาล้อเล่นไปหน่อยเลยนา” ถึงแม้จะบอกปัด แต่คำชมที่ไม่เคยได้รับสักครั้งจากคนที่ตนคิดว่าเป็นคู่แข่งด้วยทำให้ใบหน้างดงามนั้นเรือสีแดงจางๆ บ่งบอกความดีใจที่เปี่ยมล้นในอก
“นี่ จากนี้ไป เรามาเป็นเพื่อนกันไหม?” รอยยิ้มกว้างของคิมจุนซูทำให้ปาร์คยูชอนอดยิ้มไปด้วยไม่ได้ มิตรภาพที่ไม่เคยเกิดขึ้นเลยระหว่างสองคนนี้ ในที่สุดก็กำลังเริ่มต้น
“ใครจะไปอยากเป็นเพื่อนกับนายกันย่ะ ฉันมีแทยอนอยู่แล้ว!! อีกอย่าง ถ้าไม่ใช่เรื่องเมื่อคืน นายก็คงไม่มาพูดกับฉันแบบนี้สินะ...อุ๊บ!” หญิงสาวพูดออกมาอย่างไม่ระวังจึงต้องรีบปิดปากตนเอง จุนซูแทบจะเข้าไปบีบคอคนที่ตนเพิ่งจะชวนเป็นเพื่อนซะให้ดับดิ้น แต่เมื่อคำพูดที่พูดออกไปแล้วก็ไม่สามารถหวนคืนได้ ชายหนุ่มที่เป็นผู้ฟังที่เหลือจึงหน้านิ้วทันที
“อะไรจุนซู เมื่อคืนไปทำอะไรมากันแน่!” มือเรียวบีบไหล่เล็กแน่น ...ก็ว่าอยู่ ตอนที่จุนซูเคาะประตูหาเขานั้น ดวงตากลมใสนั้นเหม่อลอยชอบกล แล้วก็ไม่ยอมพูดอะไรเลยกับเขาอยู่นาน ...หลังจากนั้นก็ได้แต่ร้องไห้ ร้องจนไม่ยอมหยุด...
ตอนแรกนึกไปเองว่าคงเครียดเรื่องคุณนายคิม ไม่ใช่งั้นรึ?...
“ว่าไงจุนซู”
“ไม่ได้ทำอะไรนิ ผมแค่เหนื่อยเท่านั้นเอง” ร่างเล็กพูดพลางยิ้มสบายๆ เอื้อมมือบีบกระชับมือของอีกฝ่ายเบาๆเพื่อย้ำให้แน่ใจว่าตนไม่เป็นไรจริงๆ
...แค่เพียง สับสนนิดหน่อย
“จริงนะ”
“อื้ม ปล่อยผมไว้สักพักเถอะ ตอนนี้ผมอยากทำงานให้ออกมาให้ดีที่สุดมากกว่า”
ยุนโฮยอมปล่อยให้สองคนนั้นคุยกันไปอย่างสงบโดยไม่คิดจะเข้าไปขัดจังหวะ เมื่อเห็นว่าโชชองฮียังคงยืนนิ่งอยู่ หญิงสาวทอดสายตามองไปยังที่ไกลแสนไกลจนเหมือนไม่รับรู้ว่าตนเองกำลังทำอะไรอยู่ ร่างสูงจึงเอื้อมมือขยี้กลุ่มผมนุ่มของหญิงสาวเบาๆ
“เรื่องเมื่อคืน เอาเป็นว่าพี่จะยกโทษให้ แต่อย่ายุ่งกับแจจุงอีก”
เมื่อได้ยินคำยกโทษของชายหนุ่ม หญิงสาวก็ยิ้มกว้างทันที เสี้ยวหน้าที่สะสวยสดสว่างได้ด้วยความสุข ผิดกับชองฮีเมื่อคืนไปจนหมดสิ้น
“ค่ะ ว่าแต่ พี่ยุนโฮพอมีเวลาไหมคะ?”
.
.
.
.
.
.
“แจ แจจุง ไอ่แจจุง! ไอ่แจจุงโว๊ยยย!!” ความเจ็บแล่นเข้ามาพร้อมกับไม้ตีกลองที่กระเดนหล่นลงข้างตัว มือเรียวรีบกุมหัวเจ็บแปล่บด้วยฝีมือเพื่อนพลางหันไปหาเรื่องทันที
“อะไรเล่า!? มันเจ็บนะ”
“แกจะเหม่อไปอีกนานมั๊ย? ฉันกับชางมินจะขึ้นไปบนนู่น ไปเล่นสกีกัน!” คำชวนจากเพื่อนรักไม่ทำให้แจจุงเกิดความอยากที่จะไปเลย ดวงหน้าหวานส่ายหน้าปฏิเสธพลางพาตัวเองกลับเข้าสู่ห้วงความคิดตามเดิม ชาร้อนที่สั่งไว้โดนเมินจนเย็นชืดไปแล้ว
“คุณแจจุง มะ ...ไม่สบายรึป่าวค่ะ?” น้ำเสียงนุ่มเหมือนเด็กๆดังขึ้นข้างตัว ลีแทยอนส่งยิ้มกว้าง ใบหน้าขาวจัดมีสีแดงระเรื่อเมื่อเจ้าตัวนั่งลงตรงเก้าอี้ข้างชายหนุ่ม ในมือของหญิงสาวถือโกโก้ร้อนส่งกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่ว
แจจุงไม่ได้ตอบอะไรเพียงแค่เหลือบตามองพร้อมส่งยิ้มบางๆให้หญิงสาวเท่านั้น แต่ดูเหมือนว่าลีแทยอนจะล่องลอยไปแล้ว หญิงสาวรีบรวบรวมความกล้าทั้งหมด ตั้งมั่นว่าจะพยายามคุยกับเขาอย่างปกติให้ได้ ตั้งใจอย่างนั้นจึงเงยหน้ามองเสี้ยวหน้าของนักร้องนำ แต่ก็ต้องตกใจเมื่อเห็นว่าดวงตาสีดำสนิทนั่นจดจ้องลงตรงแก้วสีขาวของตนต่างหาก หญิงสาวจึงอมยิ้มออกมาอย่างรู้ทัน
“โกโก้ร้อน แบบไม่หวานมาก ดื่มแล้วจะร่าเริงขึ้นนะคะ” พูดเสร็จก็ยื่นแก้วส่งให้ชายหนุ่ม คิมแจจุงเพียงแค่มองด้วยแววตางงๆกับการกระทำของหญิงสาว แต่เมื่อเห็นความขะยั้นขะยอในดวงตากลมใสนั่น คนมองจึงตัดสินใจจิบเพียงอึกเดียว
“...ร้อน” พึมพำออกมาตามประสาคนลิ้นแมว เรียกรอยยิ้มขำของคนที่นั่งข้างๆได้ไม่ยาก
“วันนี้สุดยอดไปเลยนะคะ คุณแจจุงและทุกคนตั้งใจทำงานมากเลย หนาวขนาดนั้น ทุกคนยังสู้ไม่ถ่อวยเลยเห็นแล้วนับถือจริงๆค่ะ ...ว่าแต่จะรบกวนไหมคะ ถ้าฉันจะขอถ่ายรูปคุณสักรูป ได้ไหมคะ”
“เธอนี่พูดมากจังเลยนะ”
“เอ๋? อ่ะ! ขอโทษค่ะ” หญิงสาวรู้สึกได้เลยว่าใบหน้าของตนร้อนผ่าวราวกับจุดไฟเผา อยากจะเอาหัวทุบโต๊ะบาร์สีน้ำตาลอ่อนขึ้นมาเสียดื้อๆ ...น่าอายจริงๆลีแทยอน...
นักร้องนำของวงเมื่อเห็นสีหน้าหรอหราแบบไร้มารยาของหญิงสาวจึงทำอะไรไม่ได้นอกจากยิ้มขำ ...ลีแทยอนเป็นผู้หญิงแปลกๆ ทุกอย่างที่หล่อนคิดจะแสดงออกมาทางสีหน้า ทำให้มองออกอย่างง่ายดายว่ารู้สึกอย่างไรอยู่ เป็นผู้หญิงที่ตรงไปตรงมากับหัวใจตนเอง ช่างแตกต่างกับตัวเขาเสียเหลือเกิน...
แต่ก็คล้ายกับบางคนจนรู้สึกดีเมื่ออยู่ด้วย...
“คุณยิ้มแล้ว ในที่สุดคุณก็ยิ้มแล้ว!” จู่ๆหญิงสาวที่น้ำหน้าปั้นยากก็โผล่งออกมาด้วยน้ำเสียงร่าเริงพร้อมวอลลุมที่พุ่งสูงจนชาวญี่ปุ่นหลายคนหัวมาจ้องทั้งคู่ แทยอนได้แต่ยิ้มแฮะๆแก้อาการเขินที่ตัวเองทำกรียาเปิ่นๆออกไปอีกแล้ว ยิ่งทำให้นักร้องนำของวงหัวเราะออกมาอีกยกใหญ่
“ฮ่ะๆ ...เรียกแจจุงก็พอแล้ว เข้าใจไหม?”
“ค่ะ คุณแจจุง เอ๊ย จะ แจจุง…” ชายหนุ่มไม่ทันได้แตะแก้วชาของตนเองก็ทำท่าจะลุกขึ้น มือล้วงไปในกระเป่าคว้าเงินออกมาก่อนจะวางมันลง ขมวดคิ้วใส่หญิงสาวที่ยังไม่มีทีท่าจะลุกจากเก้าอี้
“จะถ่ายรูปฉันไม่ใช่เหรอ ตามมาสิ” แจจุงพูดพลางกระชับโค้ตแขนยาวสีขาวให้แน่นพร้อมเผชิญอุณหภูมิหนาวเย็นภายนอกร้าน ชาวหนุ่มก้าวขาเดินออกไปอย่างรวดเร็ว
“อ่ะ ค่ะ รอด้วย คุณแจจุง มะ ไม่ใช่สิ แจจุง” ลีแทยอนแทบจะสำลักโกโก้ร้อนแก้วใหญ่เพราะความรีบเร่ง หญิงสาวเกือบจะวิ่งออกมาจากร้านแล้วหากแต่นึกได้ว่าตนยังไม่ได้จ่ายเงินเลย ยิ่งรีบก็ยิ่งลน หยิบนั่นนี่ตกกระจายเต็มโต๊ะ เมื่อจ่ายโกโก้เจ้าปัญหาเสร็จ ร่างเล็กจึงวิ่งออกมาจากร้านอย่างรวดเร็ว
...ถึงแม้อากาศภายนอกจะเหน็บหนาวแค่ไหน แต่ใบหน้าของหญิงสาวกลับมีเพียงรอยยิ้มกว้างปรากฏอยู่
...พระเจ้า พระเจ้า
รักท่านที่สุดเลย!!...
.
.
.
“พี่ยุนโฮๆ อันนี้น่ารักไหมคะ?” มือเรียวของหญิงสาวชูผ้าพันคอสีดำมีลายสีขาวรายเรียงเต็มพรืดให้ชายหนุ่มดู ยุนโฮเพียงแค่พิจารณามันครู่เดียวก็แบนสายตาหนี
“ถ้าเราไม่บอกว่าคนที่เราจะซื้อของให้เป็นใคร แล้วพี่จะรู้ได้ไงว่าอันไหนเหมาะกับเขา” ชายหนุ่มบอกปัดๆพลางเดินออกมาจากร้านขายเสื้อผ้าบุรุษที่มีผู้คนเดินกันเต็มร้าน ทำให้หญิงสาวที่มาด้วยสาวเท้าตามออกมาทันที
“บอกก่อนก็ไม่ตื่นเต้นสิคะ” คำตอบของหญิงสาวทำให้ชายหนุ่มเริ่มหมดความอดทนเสียดื้อๆ หนาวๆแบบนี้เขาอยากจะอยู่แต่ในที่พักอุ่นๆมากกว่าออกมาเดินกลางสภาพอากาศแบบนี้ ตอนแรกนึกว่ามีเรื่องอะไรสำคัญถึงตอบรับคำชวน แต่นี้กลับกลายเป็นการช้อปปี้งสไตล์สาวไฮโซที่เข้าร้านนั้น ออกร้านนี้เป็นว่าเล่น
“ถ้าไม่บอก พี่จะกลับล่ะ” จองยุนโฮสวมบทคนใจร้ายต่อรองทันควัน ใบหน้าหล่อที่เคร่งครึมบ่งบอกความหงุดหงิดของเจ้าตัวได้เป็นอย่างดี
“โธ่ พี่ก็ ...งั้นจะบอกใบ้ให้ก็ได้ วันนี้วันอะไรคะ?”
“24 ธันวา” ยุนโฮตอบแบบขอไปที ความซื่อแบบไม่น่าเชื่อของชายหนุ่มทำให้หญิงสาวต้องฉุดแขนมาเขย่าๆเพื่อเรียกสติ
“แล้วพี่ไม่อยากทำอะไรให้คุณแจจุงเลยเหรอคะ ...อย่างจัดงานเล็กๆ อะไรทำนองนี้ไง”
“เรื่องอะไร พี่กำลังโกรธเขาอยู่นะ …อีกอย่าง เขาก็มาทำงานด้วย” ท่านประธานหนุ่มเอ่ยออกมาเรียบๆ พลางยกนาฬิกาเพิ่ดูเวลา
“แหม ไอ่เราก็อยากให้คืนดีกันเร็วๆ สนใจไหมคะแผนนี้...” ชองฮีหันซ้ายหันขวาก่อนจะเขย่งปลายเท้ากระซิบข้างหูของท่านประธาน ทำท่าอย่างกับว่าสิ่งที่พูดคือความลับระดับชาติก็มิปาน
“แบบนี้ โอเคไหมคะ?” ชายหนุ่มพยักหน้าตอบตกลงเบาๆ แต่ในห้วงความคิดก็เกิดคำถามผุดขึ้นทันที
“เดี๋ยว แล้วชองฮีจะช่วยพี่ทำไม?”
“ความลับ” พูดเสร็จหญิงสาวก็รีบความมือชายหนุ่มไปยังร้านถัดไปต่อ ถึงแม้ไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจนนัก แต่จองยุนโฮก็ค่อนข้างวางใจในส่วนหนึ่งของหญิงสาว เพราะรู้ดีว่าเขาไม่ได้คิดร้ายอะไร และไม่เคยผู้ใจเจ็บด้วย...
.
.
.
คิมแจจุงกำมือเน้นจนรู้สึกเจ็บ ความอบอุ่นจากฮีตเตอร์ภายในร้านเสื้อผ้าไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลย ยิ่งภาพตรงหน้าที่ได้เห็นยิ่งทำให้ใจปวดร้าวมากขึ้น ก่อนหน้านี้ก็เห็นเต็มตาแล้วว่าจองยุนโฮเข้าไปนั่งในแทกซี่พร้อมโชชองฮี แต่แค่นั้นยังไม่พอ ...ทำไมต้องกระซิบ มีอะไรกันหนักหนาถึงต้องทำแบบนั้น...
แจจุงพยายามหายใจเข้าออกช้าๆระงับความร้อนที่พุ่งอยู่ในอก ...เขากำลังหึง เขารู้ตัวดี
แต่จะให้ทำอย่างไรเล่า?
ภาพที่เห็นผ่านกระจกใสหน้าร้านที่ตกแต่งด้วยต้นคริตสมาสพร้อมกล่องของขวัญขนาดใหญ่เล็กเรียงรายอยู่รอบๆไม่ใช่เรื่องโกหก และไม่ใช่ภาพลวงตา ตอนนี้เขาทำได้แค่เพียงหลับตาและคิดซะว่าเขาไม่เห็นมัน เขาไม่เห็น และไม่อยากรับรู้...
‘ขอโทษนะชองฮี ที่ฉันโกหกเธอมาตลอด ที่จริงแล้วน่ะ...’
...หยุดนะ!!
“แจจุง ไปทางนั้นกันเถอะ” น้ำเสียงร่าเริงฉุดชายหนุ่มออกมาจากห้วงความคิดของตน หญิงสาวจ้องคนเหม่อด้วยแววตากังวลปนสงสัย แจจุงส่ายหน้า
“ฉันว่าเราน่าจะเดินไปอีกทางมากกว่านะ” เขาออกปากเสนอ เพียงเพราะไม่อยากเดินไปทางเดียวกับสองคนนั้น
หญิงสาวทำหน้าสงสัยแต่ก็ไม่ได้เอ่ยถามอะไรอีกนอกจากส่งยิ้มให้เขาเท่านั้น ยิ้มกว้างนั้นสดใสและซื่อบริสุทธิ์จนเขาเองต้องยอมแพ้เพราะส่วนสึกของจิตใจที่ส่งเสียงร้อง
“ไปทางนั้นก็ได้ ...ฉันจะเดินตามเธอแล้วกัน”
.
.
.
ภายในห้องนั่งเล่นของบ้านเดี่ยวชั้นเดียวช่างเงียบสงัด มีเพียงเสียงลมหายใจเท่านั้นที่เป็นเครื่องบ่งบอกถึงการอยู่อาศัยภายในห้องนี้ ดวงตาคมไล่อ่านตัวอักษรเล็กๆเรียงรายกันลงมาอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยบนหน้าจอโน้ตบุคค่อยๆเรียงร้อยเรื่องราวและพิจารณาคำแต่ละคำ บรรทัดต่อบรรทัด แต่ละข้อความที่ระบุ มีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่จะยืนยันและบอกพวกเขาให้ชัดเจนได้ว่ามันคือเรื่องจริง
“พักหน่อยก็ดีนะครับ คุณยูฮวาน ผมเห็นคุณอ่านมันเป็นกี่รอบแล้วไม่รู้” เสียงทักอย่างนุ่มนวลดังมาจากเลขาหนุ่มที่เพิ่งกลับจากการไปซื้อกาแฟร้อนในยามดึกใกล้สว่างอันหนาวเหน็บนี้ ชายหนุ่มวางแก้วลงข้างเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดพกพาด้วยความระมัดระวัง
“คุณสารวัตรก็ด้วย จะเขียนอะไรยุกยิกแบบนั้นก็ไว้ก่อนเถอะครับ พักกันก่อนดีกว่า นะ?”
เสียงลากปลายปากกาหยุดลงเบาๆพร้อมกับที่ร่างของฮันกยองลุกเดินมาหยิบถ้วยกระดาษที่บรรจุกาแฟร้อนหอมกรุ่นเอาไว้ ตอนนี้เป็นเวลาดึกสงัดแล้ว แม้ความเพลียจะโถมทับเข้ามาเสียมากมาย แต่สิ่งที่ยังฉุดรั้งสติไม่ให้ดับลงไปคือ ความจริงที่หัวสมองได้รับรู้
...ความจริง ที่จะสามารถยืนยันทุกสิ่งทุกอย่างได้
“พวกคุณคิดว่าทำไม เอฟบีไอและพวกตำรวจระดับสูงถึงต้องเก็บเรื่องพวกนี้เป็นความลับด้วย ...ในเมื่อมันเป็นหลักฐานที่ชัดเจนอยู่แล้ว” สารวัตรเอ่ยขึ้นเรียบๆพลางดื่มน้ำรสขมเข้มเข้าไปอึกใหญ่
“...เงิน ไงล่ะคุณสารวัตร ของง่ายๆที่จะใช้ซื้ออะไรก็ได้ ...แม้ความบริสุทธิ์ของตนเอง” คนที่เงียบอยู่นานปิดปากพูดขึ้น ถึงแม้เลขาชเวจะบอกให้พัก แต่สายตาของปาร์คยูฮวานยังคงจับจ้องอยู่ที่หน้าจอสีขาว มือข้างหนึ่งลากนิ้วอย่างคล่องแคล่ว สวนอีกข้างใช้งานเพียงยกหูกาแฟขึ้นจิบเท่านั้น
“แต่เรื่องนี้มันใหญ่กว่าระดับชาติเชียวนะ เท่าที่ผมรู้มา มีไม่กี่ร้อยคนเท่านั้นที่ทางองค์กรยอมรับให้เข้าร่วมในโปรแกรมนี้”
“มันก็ไม่แปลกอะไรเท่าไหร่หรอกครับที่คิมแจอา จะเป็นหนึ่งในร้อยคนนั้น”
ชเวชีวอนเอ่ยขึ้นเบาๆ ชายหนุ่มกำลังส่งข้อมูลให้กับนายเหนือหัวที่อยู่ญี่ปุ่น บ่าวรับใช้แอบอมยิ้มเมื่อนึกถึงสีหน้าของผู้เป็นนาย พลางคิดในใจเล่นๆว่าหากรู้ทั้งหมดนี้แล้วจะทำหน้ายังไงนะ
“มันเป็นแค่คดีฆาตกรรมเท่านั้นเอง ...ไม่มีเหตุผลเลยสักนิดเดียวที่จะใช้โปรแกรมนี้ปิดบังตัวเอง หากยอมเป็นพยานก็จะได้รับความคุ้มครองอย่างดีแล้วแท้ๆ หนำซ้ำอาจจะได้สิ่งตอบแทนจากญาติของผู้เคราะห์ร้ายอีก”
“เจ้าตัวเค้าไม่อยากเองนินา ถึงจะไม่รู้ว่าทำไมก็เถอะ ...’ผู้ที่เข้าร่วมโปรแกรมนี้จะถูกเปลี่ยนทั้งชื่อที่อยู่ เลขประจำตัว และเรื่องราวทั้งหมดที่ระบุในนี้จะต้องเก็บเป็นความลับสำคัญที่สุด ห้ามไม่ให้เปิดเผยโดยพละการ’ ”
“หมายความว่าตัวตนของคิมแจอาโดนลบไป กลายเป็นคิมแจจุงอย่างงั้นรึ?”
“ใช่แล้ว...ใช้เงินซื้อความจริง บีบบังคับทุกๆอย่างเพียงเพื่อปิดบังความชั่วของตน ให้ชีวิตใหม่แก่พยานเพื่อปกป้องความผิดของตนเอง”
สิ้นคำพูดของปาร์คยูฮวาน สารวัตรฮันกยองทำได้แต่เบิกตากว้าง องค์กรระดับชาติที่เป็นถึงเสาไม้ค้ำยันประเทศต่างๆไว้ เป็นถึงสิ่งที่เขาทั้งเทิดทูนบูชาทั้งไว้เนื้อเชื่อใจมาเกือบทั้งชิวิต
องค์กรยิ่งใหญ่และคงความยุติธรรมแบบนั้น สามารถซื้อด้วยเงินได้หรือ?...
รอยยิ้มอ่อนแรงแต่ยังคงความเข้มแข็งฉายชัดในใบหน้าของทายาทตระกูลปาร์คคนน้อง ...เรื่องเดียวที่จะทำตอบแทนคุณของบิดาได้ ก็มีเพียงการจับคนโฉดชั่วลงทัณฑ์ด้วยฝีมือของตนเท่านั้น
“หากเจ้าตัวยอมบอกเรื่องทุกอย่าง ก็ดีสิ...นะ”
.
.
.
“แหม ทีรู้ว่าจะทำให้คุณแจจุง ก็มีกะจิตกระใจทันทีเลยนะ พี่ยุนโฮเนี่ย” หญิงสาวพูดออกมาพลางดื่มน้ำเย็นดับกระหาย ช่วงบ่ายของวันอากาศเริ่มอุ่นจนคนที่เดินซื้อของไม่หยุดมากเป็นหลายชั่วโมงเกิดเหงื่อได้ง่ายๆ
มือเรียวยืดขึ้นบิดเนื้อตัวคลายกล้ามเนื้อพร้อมรับลมเย็นที่พัดผ่านตลาดเวลา สวนสาธารณะสวยๆพบเห็นได้ง่ายในย่านเจริญแทบทุกที่ ชายหนุ่มยืนพิงตัวกับขอบรั้ว ดวงตาทอดมองไปยังกิ่งไม้ที่ไหวตามสายลมอ่อนๆ
“ถามจริงนะพี่ เมื่อคืนก็ยังไม่คืนดีกันเหรอ ก็พี่น่ะ…” ยุนโฮหันมาก็ต้องอมยิ้มเมื่อเห็นสีหน้าแดงๆของคนถาม ชายหนุ่มผ่อนลมหายใจออกมาเบาๆ
“ฮ่ะๆ แจจุงโกรธพี่ พี่ก็โกรธเขา ตอนนี้พี่ยังไม่รู้จะเข้าไปคุยกับเขายังไงเลย” จู่ๆคนที่เคยหน้าด้านหน้าทนก็พูดออกมาอย่างเหนื่อยล้า ...ทั้งความจริงเกี่ยวกับตัวของแจจุงที่เพิ่งได้รับรู้จากเลขาชเว ทั้งความรู้สึกที่ยังคงค้างคาอยู่ อะไรหลายๆอย่างมันโถมทับเข้ามาโดยไม่ได้ตั้งตัว จะคิดเริ่มทำอะไรก็ดูหนักหนาไปเสียหมด
...ยิ่งคิดก็ยิ่งสมเพชตัวเอง นี่รึ? จองยุนโฮผู้หยิ่งทะนงคนนั้น
“พี่รักเขาจริงๆเหรอ รักมากกว่าคิมจุนซูอีกเหรอ?”
“อืม ...สำหรับพี่ สิ่งที่พี่มีให้กับจุนซูมันไม่ได้บริสุทธิ์ พี่แค่อยากเอาชนะเขา เอาชนะปาร์คยูชอน แต่พี่ก็รู้ว่าในที่สุด พี่ไม่ได้รักเขาจากใจจริง…”
“แต่กับแจจุง มันไม่เหมือนกัน ความรู้สึกที่อยากเห็นแจจุงมีความสุข อยากปกป้อง อยากดูแล ...อยากมีรอยยิ้มแบบนั้นคอยเคียงข้าง ถ้าแบบนี้ ...มันเรียกว่ารักล่ะก็ …”
“พี่ก็พูดได้เต็มปากว่าพี่รักเขา ...รักคิมแจจุง”
ชายหนุ่มพูดออกมาพร้อมรอยยิ้ม นี่คงเป็นครั้งแรกที่เขายอมพูดความรู้สึกออกมา เป็นครั้งแรกที่ทั้งใจยอมรับโดยไม่สับสนถึงความรู้สึกส่วนลึกของตนเอง…
“กลับกันดีกว่า ชองฮี ...เดี๋ยวเราจะเตรียมไม่ทันปาร์ตี้บาร์บีคิวท้าลมหนาวนะ”
ชายหนุ่มหันมาพร้อมรอยยิ้ม คว้าเอาถุงกระดาษสีสันต่างๆที่ตนซื้อจากร้านรวงมากมายโดยที่ไม่ทันสังเกตบุคคลที่ยืนอยู่ จะเห็นเต็มตาก็ตอนที่เงยหน้าขึ้นแล้ว ใบหน้าที่ยิ้มนั้นค้างอยู่นาน มือที่จับถุงกระดาษไว้กลับต้องปล่อยลงทันทีเมื่อเห็นว่าคนที่อยู่ตรงหน้าเป็นใคร ใบหน้าเรียวสวยไม่ได้ยิ้ม มีเพียงดวงตาสีดำสนิทที่เบิกกว้างขึ้นเพราะความตกใจ พร้อมสีแดงที่สูบฉีดไปทั่วปรางค์แก้มสวย ดูจากท่าทางแล้วคงได้ยินที่ร่างสูงพูดทั้งหมดเป็นแน่
“แจ ...จุง?” ชายหนุ่มเอ่ยมาได้เพียงเท่านี้ก็เกิดคำถามในใจอย่างรวดเร็ว
...ชองฮีหายไปไหน แล้วทำไมคิมแจจุงมายืนอยู่ตรงนี้ได้?
“นาย!! ฉันโกรธนายอยู่ยังมีหน้ามาพูดเล่นแบบนี้อีกเหรอ!!”
สิ้นอาการค้าง ก็ทำได้แค่โวยวายปกปิดอารมณ์ของตนเองที่ใกล้ปะทุออกมาเต็มแก่ แจจุงหันตัวก้าวเท้าเร็วๆแต่สายไป ท่อนแขนแกร่งตวัดโอบตัวบางๆที่คลุมด้วยเสื้อโค้ตสีขาวไว้ได้อย่างรวดเร็ว
“จะหนีไปไหนครับ คนกำลังสารภาพรักอยู่แท้แท้”
“เชอะ ทั้งๆที่นายออกมากับคนอื่น ทั้งๆที่นายทิ้งฉันไว้…ใครเชื่อก็บ้าแล้ว!” ถึงแม้จะพูดไปอย่างนั้น แต่เสียงเต้นของหัวใจในอกมันดังโครมครามเสียจนกลัวว่าคนที่โอบกอดร่างนี้ไว้จะได้ยิน มันบอกแจ่มชัดถึงความรู้สึกผองโตที่ควบคุมไม่ได้ รอยยิ้มวาดผ่านใบหน้าหล่อคมเมื่อเห็นท่าทางน่ารักของคนในอ้อมแขน
“งั้นแจจุงก็เป็นคนบ้า ...ดีใจขนาดนี้เลยเหรอครับ?”
มือเรียวยกขึ้นปิดปากของตนเองกลั้นเสียงสะอื้นไว้ ทั้งโกรธที่ไม่ว่าเขาจะคิดอะไรก็เหมือนว่าอีกฝ่ายจะรู้ทันไปเสียหมด อ้อมแขนรัดแน่นขึ้นเรื่อยๆเมื่อเห็นว่าไหล่บางๆนั้นไม่มีทีท่าว่าจะหยุดไหว
“นาย พะ...พูดจริงนะ” ร่างบางเอ่ยออกมาด้วยความไม่แน่ใจอย่างกับเด็กๆ บาดแผลส่วนลึกในใจเริ่มจางหายราวกับว่ามันไม่เคยเกิดขึ้น น้ำตาที่หลั่งไหลออกมาเพราะความดีใจทะลักล้นจนหยุดไม่อยู่ มือของร่างสูงแตะไหล่หมุนร่างทั้งร่างให้หันมาทางตน ส่วนมืออีกข้างเชยคางสวยขึ้นสบตา
“จริงๆนะ” ดวงตาสีดำสนิทมีหยาดน้ำตาคลออยู่ ทั้งที่ภาพรอบข้างพร่ามัวแต่น่าแปลกที่ดวงตาเรียวคมของร่างสูงยังคงเห็นแจ่มชัด สัมผัสอ่อนโยนค่อยๆแนบลงบนกลีบปากเนิ่นนานราวกับจะย้ำความรู้สึกในใจให้ชัดเจน จากความอบอุ่นแปรเปลี่ยนเป็นความหวาบหวามเมื่อคนรุกยิ่งรุกไม่ยอมหยุดพัก บดเบียดริมฝีปากหนักหนวงเรียวลิ้นกอบโกยรสหวานจากโพรงปากอ่อนนุ่มเพื่อระบายอารมณ์ที่คุกกรุ่นในอกจนพอใจแล้วจึงผละออกช้าๆ
“...ผมรักคุณนะ รักที่สุด”
‘ถ้าพรุ่งนี้ฉันเป็นคนอื่นไปแล้ว นายจะยังจำฉันได้ไหมนะ แล้วฉัน จะยังรักนายอยู่ไหมนะ’
...นายจำฉันไม่ได้ก็ไม่เป็นไร
เพราะยังไง ฉันก็ยังรักนายเสมอ…
.
.
.
[TBC]
Talk : แฮะๆ ^______^
ดองนี้นานไหมคะ? (หลบข้าวของแทบไม่ทันเลยทีเดียวเชียว)
ยังไงก็อย่าลืม ติดตามทุกการกระทำและคำพูดนะคะ
พร้อมจุดประทัด ยินดีกับการต่อฟิก 5555
รอนานมากกกกกกกกกกกกกกก
แต่ยังไงก็รอ
ยินดีกับแจจุง ที่หมีมันบอกรักนะ
แต่
ดูท่า ลางร้าย เริ่มปรากฎ
ยังไง ตอนต่อไป ก็อย่าดองนานนะจ๊ะ สุ้ๆๆ
#1 By tatsuki (125.27.164.182) on 2008-03-16 03:31