Tha Legend [Chapter - 01]
posted on 19 Mar 2008 11:38 by pampy in TheLegend
Title: The Legend
Author: Pampy
Paring: Yunho/Jaejoong
Genre: Fantasy, Romance
Rate: PG-13
[Chapter -01]
.
.
.
แคร้ง!
“อุก!!” เสียงอุทานพร้อมความเจ็บที่ซึมผ่านผิวหนังดังออกมาจากริมฝีปากสีแดงสด ดาบสไตล์ญี่ปุ่นสีขาวสะอาดสะท้อนต้องแสงแดงในเวลาเย็นก่อนจะทิ้งตัวลงบนพื้นส่งเสียงดัง ร่างบางรีบกุมร่างของตนเองแน่นด้วยความเจ็บปวด
“มัวเหม่อแบบนี้ใช้ได้ที่ไหน ลุกขึ้นมายองอุง ข้าไม่คิดอ่อนข้อให้เจ้าหรอกนะ!!” เสียงดุด่าว่ากล่าวออกมาจากร่างโปร่งสูงของชายที่มีดวงตาสว่างใส มือที่กุมดาบปลายเล็กเรียวตั้งท่าพร้อมสู้ แต่เมื่อเห็นว่าคู่ฝึกของตนไม่ยอมขยับเสียทีจึงลดปลายดาบลง ก้าวเท้าเข้าไปใกล้
“เป็นอะไรไป ข้าไม่ได้ฟันโดนเจ้าเสียหน่อย? เก็บดาบของเจ้าแล้วลุกขึ้นมา!”
“เดี๋ยวก่อน ชางมิน ...ข้า” ดวงหน้าสวยสง่าเริ่มบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บที่แล่นริ้วผ่านเข้ามา เจ็บจนมิอาจทรงตัวอยู่ได้ เจ้าของร่างนั้นจึงได้แต่ทิ้งน้ำหนักลงบนพื้นดิน มือจับไหล่ตนเองไว้ ทำได้เพียงภาวนาให้ความทรมานนี้สิ้นสุดเสียที
“ยองอุง หรือว่า...” คำถามของอีกฝ่ายทำให้คนเจ็บปวดพยักหน้าตอบอย่างรวดเร็ว มือของชเวกังชางมินเอื้อมมาหมายจะแตะไหล่ที่สั่นเทิ้มเพื่อปลอบประโลม
“อย่าแตะตัวข้า!” โผล่งออกไปด้วยน้ำเสียงดัง แต่สายไป มือที่หวังดีนั้นเพียงแค่สัมผัสชั่ววืนาทีก็จำต้องชักกลับอย่างรวดเร็ว ผิวหนังภายนอกบริเวณที่แตะนั้นลอกออกราวกับโดนไฟนรกแผดเผา แต่ร่างโปร่งสูงไม่ได้ใส่ใจนัก จ้องมองร่างเล็กบางที่กอดคุดคู้ด้วยแววตาสงสารจับใจ
“ข้าจะไปตามท่านฮีซอลมา เจ้าอย่าไปไหนล่ะ” กำชับไว้อย่างดี แต่ใจของคนเจ็บกลับขำ เจ็บเจียนตายแบบนี้จะให้ขยับไปไหนได้เล่า ภาพที่น่าสะอิดสะเอียนหลั่งไหลเข้ามาในหัวอย่างไม่อาจควบคุมได้
...ภาพของร่างแต่ละร่างที่ค่อยๆล้มลงเมื่อความมืดจากขุมพลังแข็งกล้าคืบคลานเข้ามา...
รอยที่ถูกตีตราบนแผ่นหลังแสบร้อนมากขึ้นเรื่อยๆ ...ทั้งร้อน แต่ในขณะเดียวกันกลับรู้สึกหนาวยะเหยือก
ราวกับว่ากำลัง ...กลัว..
เกิดอะไรขึ้นกับตัวของข้ากันนะ?
มือเรียวทำได้แต่กอบกุมร่างของตนไว้ แม้เรี่ยวแรงที่จะยืนก็ไม่มีเหลือ ดวงตาหวานสีดำสนิทมองไปยังแสงอาทิตย์รำไรสีทองที่ใกล้ลับขอบฟ้าเข้าไปทุกขณะ
“ท่านยองอุง!!” สติของคนเจ็บใกล้หลุดลอยไปแล้วแต่ฉุดรั้งมาได้เพราะเสียงเรียก ปรือเปลือกตาขึ้นด้วยความอ่อนล้า พอเห็นเค้ารางได้ว่าเป็นใครก็พอยิ้มออกมาได้บ้าง
“ท่านแชยอน” น้ำเสียงเคร่งขรึมพูดขึ้นพร้อมกับที่คนเป็นลูกศิษย์พยักหน้ารับคำ แชยอนพึมพำคำพูดออกมาเบาๆ ลำแสงสีขาวจากเวทมนตร์ฟื้นฟูก็ค่อยๆโอบล้อมรอบแผ่นหลังเล็กบาง พร้อมกับความเย็นที่ค่อยๆทลายไอร้อนระอุทีละน้อย
“แชยอน ฮีซอล ข้าเห็น ...บ้านเมืองที่ห่างไกลจากเรา ...ดินแดนแห่งผู้กล้า ปราสาท ทหาร...ทุกอย่าง...กำลังถูกทำลาย ...” เสี้ยวหน้าของคนรักษานั้นตึงขึ้นมาเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำกล่าวของแจจุง ริมฝีปากเม้มเข้าหากันเป็นเส้นบางเฉียบ
“เจ้าอย่าเพิ่งพูดอะไรเลย...” มือเรียวบางของยองอุงแจจุงถูกกอบกุมด้วยความอบอุ่นจากคนที่ส่งยิ้มให้ ร่างบางทำได้เพียงแค่บีบกระชับความอบอุ่นนั้นไว้ ส่งยิ้มอ่อนแรงให้กับอีกฝ่าย
“ชางมิน ขอบใจนะ” ถึงแม้ดวงตาสีดำสนิทจะจดจ้องไปยังร่างโปร่งสูงของชเวกังชางมินที่อยู่เบื้องหน้าของตน แต่ภาพในหัวสมองกลับมีชายหนุ่มอีกคนคนหนึ่งแล่นเข้ามา…
ใครกันนะ?
ท่านคือใครกัน?...
.
.
.
ควัน...
สีแดง ...
กลิ่นสาป... เลือด?
“ไม่!!” ดวงตาเรียวคมเบิกกว้างขึ้น มือแตะตรงด้ามดาบด้วยความระแวง ภาพหลอนที่ติดตายังคงแจ่มชัดเร่งให้เส้นประสาททั่วร่างตื่นตัว เสียงหอบหายใจแรงด้วยความตระหนักยังเป็นหลักฐานแน่ชัดว่าเขายังคงมีชีวิตอยู่บนโลกแห่งความจริง
“ท่านยุนโฮ ท่านไม่เป็นอะไรนะ?” น้ำเสียงคุ้นหูดังขึ้นข้างกาย ดวงหน้าหล่อได้แต่ส่ายหน้าปฏิเสธ เหงื่อกาฬหลั่งไหลหยดเป็นเม็ดแม้ว่าอากาศรอบกายจะหนาวเย็น ชเวซีวอนคลุมผ้ามันลื่นสีรัตติกาลให้กับผู้เป็นนาย หากแต่ร่างที่สั่นสะท้านนั้นไม่ละสายตามามองสักนิด
ใต้ร่มไม้บนเนินสูงเป็นที่หลบซ่อนชั่วคราวของสองร่างที่หลบหนีมา ภาพที่เห็นเบื้องล่างนั้นน่าสะเทือนใจนัก บ้านเมืองกลับกลายสภาพเป็นซากปรักหักพังล้วนถูกทำลายด้วยเพลิงนรกสีแดงสดที่ยังคงเผาไหม้อยู่ ตามพื้นดินมีซากศพของทหารอันทรงเกียรติและเหล่าประชาผู้เคราะห์ร้ายนอนเกลื่อนกลาด ปราสาทสูงที่เคยเป็นสีขาวสดใสบัดนี้หม่นหมองด้วยฝุ่นผงจากควันไฟ ทุกอย่างถูกปกคลุมด้วยความมืด
“ข้า... ข้าทิ้งท่านพ่อไว้ ..ข้า เห็นมัน มัน…” ความกลัวสูบฉีดไปทั่วสรรพางค์กายเมื่อนึกคำนึงถึงเสียงเหยียบเย็นที่แฝงด้วยความชั่วร้ายนั่น ยุนโฮทำได้แต่ซบหน้าลงบนเข่าของตนเองด้วยความท้อแท้
ภาพที่เกิดไม่ถึงชั่วข้ามคืนดูแจ่มชัด ควันแห่งความมืดปกคลุมราวม่านราตรีที่ตกลงบนเมืองอันแสนยิ่งใหญ่ เหล่าทหารที่แข็งแกร่งล้มตายไปทีละคนสองคน ประชาชนกลับฆ่าฟันกันเองด้วยความเกลียดชัง แต่ทั้งๆที่เหตุการณ์รอบข้างวุ่นวายปั่นป่วนแต่เขากลับทำได้เพียงสู้เพื่อปกป้องชีวิตตนเองเท่านั้น...
…’ท่านพ่อ ท่านพ่อ!! ท่านไม่เป็นอะไรใช่ไหม’
‘ยุนโฮ ...คำทำนายเป็นจริงแล้ว มันกลับมาแล้ว ลูกต้องไป หนีไป...’
‘ข้าจะไป แต่ท่านพ่อต้องไปกับข้าด้วย!’
‘ไม่ ยุนโฮ ลูกต้องไป เหล่าอัศวินแห่งแสงสว่างรอลูกอยู่ ...ลูกต้องตามหา ดาวอีกสี่ดวง...’
‘ข้าไม่อาจทิ้งท่านพ่อได้ ข้า...’
‘หนีไป!! มันมาแล้ว หนีไป!!’
‘เจ้าชายยูโนว์ยุนโฮงั้นรึ? ... รูปงามยิ่งนัก นามก็สุดแสนจะไพเราะ แต่ช่างน่าเสียดาย น่าเสียดายจริงๆ’
‘กษัตริย์แห่งแกสไฮลม์ ...ข้าคนนี้กลับมาแล้ว ...พัฒนาการของโอดินก็ไม่สามารถฉุดรั้งข้าได้ ...แม้ความตาย หึหึ ท่านก็รู้ดี ...ไม่มีอะไรที่จะหยุดข้าได้ แม้คำทำนายของนางแม่มดนั้นก็ตาม ข้ารู้ว่ามันไม่มีทางเป็นความจริง’
‘อย่าบังอาจเรียกท่านโทคิโกะว่านางแม่มด โลกิ เจ้ามันต่ำช้าที่สุด’
‘ข้าต่ำช้ารึ นี่เจ้าชมข้ารึเนี่ย ข้าดีใจ ดีใจจริงๆ ...งั้นข้าจะตัดคอลูกชายของเจ้าให้เป็นของขวัญแล้วกัน’
‘ไม่!! ท่านพ่อ!!’…
“...ข้าช่างอ่อนแอ อ่อนแอยิ่งนัก...” ใบหน้าหล่อทอดสายตามองลงไปยังด้านล่าง ภาพทะเลเพลิงสีแดงสดเพราะเพลิงไหม้ที่แผดเผาทุกสิ่งทุกอย่างยิ่งย้ำเตือนให้เห็นชัดถึงความอ่อนหัดของตน
“แต่ท่านก็ยังยืนหยัด ...ข้ารู้ หากข้าไม่ใช้เวทย์พาตัวท่านมา ข้าเชื่อว่าท่านต้องสู้” ชเวซีวอนพูดด้วยรอยยิ้มเศร้า หน้าที่ที่เขาได้รับมอบมายเป็นหน้าที่สุดท้ายคือปกป้องเจ้าชาย แม้นทางที่เจ้าชายเลือกเดินจะไม่ใช้เส้นทางตามคำทำนายก็ตาม…
“ข้าไม่สามารถทำอะไรได้อีกแล้ว ข้ามันอ่อนแอ...” ดวงตาคมยังคงเหม่อมองไปยังท้องฟ้าอันว่างเปล่า ดวงดาวทั้งห้านั้นช่างดูห่างไกลกันเหลือเกิน ริบหรี่เหลือเกิน...
“ช่วยข้าด้วย!!” เสียงใสที่เอ่ยร้องบ่งบอกความหวาดผวาของเจ้าตัวได้ดี ร่างเล็กของเด็กหนุ่มเห็นเพียงเงารางๆกำลังวิ่งตรงมายังทั้งสองด้วยความรวดเร็ว ทหารสีดำที่นั่งบนบังเหียนม้าควบบึ้งมาตามหลังเด็กหนุ่มเพียงก้าวสองก้าว
“ท่านยุนโฮ!” น้ำเสียงนุ่มหวนกระชากขึ้นเมื่อเห็นว่าเจ้าชายไม่มีทีท่าจะผลุดลุกขึ้นเลยสักนิด ดวงตาเรียวคมบัดนี้ไร้ซึ่งประกายที่จะสู้ต่อ
“ท่าน ช่วยข้าด้วยยยยยยย!!” ร่างเล็กของชายหนุ่มล้มลง ปากตะโกนก้องร้องขอความช่วยเหลือ ปลายหอกสีดำกำลังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
“ท่านจะมัวเศร้าซึมไม่ได้นะ! ท่านคือความหวัง ความหวังของพวกเรา! ข้ารู้ว่ามันยากที่จะแบกรับภาระไว้ แต่เพราะข้าเชื่อ เชื่อว่าเป็นท่าน เป็นท่านยูโนว์ยุนโฮ!!” ชายหนุ่มผู้เคร่งขรึมเอ่ยออกมาด้วยพลังใจทั้งหมดที่มี หากว่าอีกฝ่ายยังคงนิ่ง อนาคตสำหรับชาวมนุษย์อาจจะไม่มีอีกแล้ว..
“...อ่อนแอ”
“ท่านทั้งสอง ได้โปรด ช่วยข้าที”
...หากอ่อนแอ เจ้าก็ต้องเข้มแข็งขึ้น...
เข้มแข็งขึ้น…
“...งั้นรึ?” ร่างสูงพูดขึ้นแผ่วเบา ภายในค่ำคืนแห่งความเจ็บปวด สายลมอันแสนอบอุ่นกลับพัดเข้ามาปะทะร่างที่หนาวสะท้านให้หยุดสะอื้น
“ท่านยุนโฮ ...ข้าเสียใจ แต่ข้ามองท่านผิดไปจริงๆ!” ใบหน้าเคร่งของราชครูมีเพียงแววตาเจ็บปวด ประสานมือวาดสัญลักษณ์บนอากาศที่ว่างเปล่าอย่างรวดเร็ว แต่ก่อนที่จะได้โจมตี เงื่องปลายคมหอกของอัศวินม้าดำที่หมายปลิดชีพกลับถูกดาบเล่มหนึ่งขัดขวางไว้
ดวงตาของชเวซีวอนมองแผ่นหลังที่เมื่อครู่ยังเด็กนักแต่บัดนี้กลับเติบใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็วของลูกศิษย์ด้วยความตกใจ
“เจ้า! ถอยไป” น้ำเสียงทรงพลังเอ่ยขึ้นเรียบๆ สั่งแก่เด็กหนุ่มที่ยังคงคลานบนพื้น ดาบแห่งนักรบเปล่งประกายสุกสว่างราวกับเป็นหนึ่งในดาวทั้งห้าที่เจิดจรัสแม้ในคืนมืดเช่นนี้
ข้า จะไม่อ่อนแออีกแล้ว...
หลับตาเพื่อรวบรวมสมาธิ ก่อนที่คมดาบจะฟาดฟันใส่ศัตรูอย่างรวดเร็ว...
เรียวตาคมเหม่อมองไปยังผืนแผ่นดินที่เขาเติบโตมา เวลากว่าสิบกว่าปีที่ได้เรียนรู้และวิ่งเล่นไปทั่วเพื่อทักทายประชาชนทั้งหลายที่คอยภักดีต่อราชวงศ์ไม่เสื่อมคลาย ระยะเวลาไม่นานนัก แต่กลับบ่มเพาะให้จิตใจรู้สึกผูกพันลึกซึ้งยิ่งนัก
“ซีวอน…”
“ข้า...ตัดสินใจแล้ว” ร่างสูงสง่าเสียบดาบกลับเข้าที่เดิม ผมสีดำสนิทปลิวไหวไปมาต้องกับสายลมอันอบอุ่นที่พัดผ่านเข้ามา
…หากยังคงมีความหวัง
ข้าก็จะสู้เพื่อความหวังนั้น
แม้มันจะเล็กน้อยก็ตามที...
“ข้าจะตามหา ...ดวงดาวทั้งสี่” สิ้นคำประกาศก้องของทายาศแห่งราชวงศ์จอง เจ้าชายยุโนว์ยุนโฮที่ได้เอ่ยถ้อยคำบ่งบอกถึงจุดหมายปลายทางของตนเอง รอยตราสัญลักษณ์แห่งคำทำนายที่ปรากฏบนต้นแขนซ้ายก็เปล่งแสงทองสุกสว่างทันที...
.
.
.
“ท่าน ข้าขอบคุณท่านมากที่ช่วยชีวิตข้าเอาไว้ ข้าเป็นหนี้บุญคุณท่าน” ร่างของเด็กหนุ่มก้มลงหัวแทบติดกับปลายหญ้า ท่าทางเงอะงะแบบเด็กๆเรียกเสียงหัวเราะขันเบาๆในลำคอของเจ้าชายได้ไม่ยาก
“ข้ารู้สึกถูกชะตากับเจ้าจริงๆ …เจ้าชื่ออะไร?” ยุนโฮจ้องไปยังเด็กหนุ่มที่กำลังปัดเสื้อผ้าที่เปรอะเปื้อนของตนเองไปมา
“ข้าคือลีดงแฮ แล้วท่านทั้งสองล่ะ”
“เจ้าไม่รู้จักข้ารึ?”
“ขออภัยท่าน ข้าเพิ่งย้ายมาอยู่เมืองนี้ พ่อของข้าเป็นช่างตีดาบ เขาเพิ่งเดินทางไปเมื่อสองวันก่อนนี้เอง ...ส่วนแม่ข้า…” รอยยิ้มจางๆของเด็กหนุ่มกลืนหายไปกับเสียงเมื่อพูดถึงมารดาของตน มือเล็กๆเอื้อมหยิบด้ามมีดเล็กขึ้นมา ร่างสูงทั้งสองเมื่อเห็นดงแฮเงียบไปจึงเข้าใจลางๆว่าเกิดอะไรขึ้นกับครอบครัวตระกูลนี้
“ข้าไม่เข้าใจเลย แม่ข้า... แม่ข้าถูกคุณน้าข้างบ้านทำร้าย เพราะเหตุใดกัน ข้าไม่เข้าใจ” ถึงแม้น้ำเสียงจะสั่นสะอื้น แต่ดวงตาสดใสนั้นไม่มีแม้หยดน้ำตาหลงใหลออกมาเลยสักนิด มือขาวจัดแตะลงบนหัวของเด็กหนุ่มพลางขยี้ไปมาแรงๆ ทายาทแห่งกษัตริย์นั่งลงตรงข้ามพลางส่งยิ้มกว้าง มืออีกข้างแตะลงบนด้ามมีดสีทอง
“เจ้าเป็นเด็กที่มีจิตใจดีงาม ใช้มีดนี้ปกป้องชีวิตของเจ้าเถิด ข้าอยากเห็นเจ้ามีชีวิตที่มีความสุข” น้ำเสียงทุ้มนุ่มปลอบประโลมร่างเล็กที่ในสายตาแล้วราวกับว่าเขากำลังจ้องมองตนเองในวัยเด็กก็มิปาน แก้วตาสุกสว่างเงยขึ้นสบเมื่อเห็นว่าร่างสูงขยับตัว มือที่ชื้นเหงื่อของลีดงแฮเอื้อมแตะบ่าฉุดรั้งยูโนว์ยุนโฮไว้
“ท่าน! ได้โปรด ให้ข้าไปกับพวกท่านด้วยเถิด ข้าเป็นหนี้ชีวิตท่าน ได้โปรดให้ข้าไปด้วย ข้าขอร้องล่ะ!!” เป็นอีกครั้งที่หน้าผากของเด็กหนุ่มก้มลงแทบติดกับรากหญ้า
“ข้าบอกเจ้าแล้วไง ว่าข้าอยากเห็นเจ้ามีชีวิตที่มีความสุข”
“ข้าไม่มีบ้านแล้ว ไม่มีที่ให้กลับไปอีกแล้ว อย่างน้อย ให้ข้าเป็นเด็กรับใช้ของท่านเถิด”
.
.
.
ภายในห้องโถงกว้างที่ซุ้มประตูถูกตกแต่งด้วยสีขาวสลับน้ำเงินครามไล่มาเรื่อยๆ บนเพดานที่โค้งเข้าหากันมีรูปเกะสลักของเทพธิดาหลายองค์กำลังหยอกเล่นกันอยู่ แสงสว่างของเช้าวันใหม่ลอดผ่านหน้าต่างกว้างหลายบานส่องให้ห้องยิ่งดูโอ่อ่ามากขึ้น ภาพวาดของกษัตริย์แต่ละองค์เรียงรายเป็นหลักฐานของการกำเนิดและก่อตั้งเมืองพรอนเทร่ามาเป็นระยะเวลายาวนาน
"แจจุงปวดตรงตรานั่นอีกแล้วรึ?” บนเก้าอี้สีขาวกว้าง ร่างที่สูงวัยแล้วแต่กลับยังคงมีไฟแห่งการทำงานอยู่เอ่ยถามคนที่มาหาพร้อมเรื่องหนักใจในยามเช้า และแน่นอนว่าเมื่อเห็นใบหน้าของสองคนนี้ เรื่องที่จะพูดคุยมีเพียงเรื่องเดียว
อาการเจ็บของแจจุง...
“ขอรับ ฝ่าบาท ข้าได้ถวายการรักษาแล้ว แต่ว่า...”
“แต่อะไร?”
คิมฮีซอลกัดริมฝีปากอย่างชั่งใจ เหลือบตามองแววตาที่มั่นคงไม่แปรเปลี่ยนของผู้เป็นนายด้วยความลังเล
“ครั้งนี้เป็นครั้งแรก ...ที่ท่านแจจุงเจ็บตรงตรานั่นมากจนผิดปกติ อีกทั้งยังทรงเห็นภาพ”
“ภาพ?”
“ขอรับ ภาพ… ข้าว่า สมควรแก่เวลาแล้วที่เราต้องบอกถึงคำทำนายแก่ประชาชน”
“เงียบนะฮีซอล! เจ้าอยากทำให้คนของเรารู้สึกหวาดกลัวงั้นหรือ? แค่เรื่องของแจอา กับน้ำพุแห่งความเยาว์วัย เจ้าเองกลับลืมไปแล้วรึไง?”
“แต่ฝ่าบาทจะปล่อยให้ท่านแจจุงเป็นอยู่อย่างนั้นรึ ข้าทนไม่ได้หรอก” น้ำเสียงใสเอ่ยออกมา ดวงตาคมกล้าของหญิงสาวบ่งบอกถึงความมุ่งมั่นและความเข้มแข็งในจิตใจ
“โชแชยอน เจ้าล่วงรู้ถึงคำทำนายทั้งหมดรึไม่?” คำถามเด็ดขาดของกษัตริย์เร่งให้หญิงสาวจำต้องส่ายหน้าอย่างรวดเร็ว คนเอ่ยถามถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนสายตาจะทอดมองออกไปนอกหน้าต่างบานใหญ่
“...การเสียสละจะสร้างดวงดาวที่สุขสว่าง” ผู้เป็นกษัตริย์เอ่ยออกมาด้วยทำนองเชื่องช้า ดวงตาที่เคยมั่นคงบัดนี้วูบไหวเป็นเงาสะท้อนความรู้สึกในก้นบึ้งของจิตใจ
“เจ้าทั้งสองคนพอจะเข้าใจไหม ว่าการเสียสละหมายถึงใคร?” ทั้งฮีซอลและลูกศิษย์พยักหน้ารับอย่างรวดเร็ว ร่างของผู้ปกครองที่เคยยิ่งใหญ่เบื้องหน้าครานี้กลับดูปกคลุมไปด้วยความเศร้า
“นี่คือคำทำนายของแจอาเพียงคนเดียวหลังเกิด ...แต่เมื่อคนที่น่าจะจุติบนโลกเพียงคนเดียว ...กลับเป็นสอง ทุกอย่างวิบัติไปหมด ...คำทำนายอีกครั้งของท่านโทคิโกะทำให้ข้าหวาดผวา”
เจ้าแห่งชีวิตถอนหายใจเบาๆอีกครั้ง ราวกับว่าการเอ่ยคำพูดกลายเป็นสิ่งที่ยากเย็นขั่วขณะ แต่กระนั้นจิตใจที่ทระนงก็ยังคงส่งให้ใบหน้านั้นมั่นคงยิ่ง
“…กระนั้นแสงจะดับมอดไปในเวลาไม่นาน
รุ่งของเช้าวันใหม่จะไร้ซึ่งพลังแห่งหนุ่มสาว
หากคราใดที่เพลิงบรรลัยกัลป์แผดเผาร่างนั่น
ความทุกข์จะมาเคาะประตูบ้านของท่าน
และแสงสว่างอันอบอุ่นจะไม่สาดส่องอีกต่อไป…”
สิ้นคำพูดของกษัตริย์แห่งเมืองพรอนเทร่า ดวงตาทั้งสองคู่ของคนที่รับฟังอยู่ก็เบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจ แต่ก่อนที่จะได้เอ่ยทักท้วงสิ่งใดทั้งสิน เสียงเท้าที่กระทบกับพื้นก้องไปในอากาศกลับเรียกร้องความสนใจแทน ผู้ที่วิ่งอย่างรวดเร็วไปตามทางระเบียงทำให้เห็นเพียงปลายเส้นผมสีทองสว่างต้องกับแสงแดดอ่อนยามเช้าพร้อมกับหยดน้ำที่ไหลรินอาบแก้มสีขาวจัด ชายหนุ่มที่ยืนพิงกำแพงสึขาวลอบฟังการสนทนาอยู่ เมื่อเห็นผู้ที่วิ่งผ่านมีสภาพเป็นเช่นไรจึงร้องเรียกออกไปด้วยความรวดเร็วไม่ต่างกัน
“ยองอุงแจจุง!”…
...พี่แจอา
ข้าร้องไห้อีกแล้วล่ะ...
บนหลุมศพที่ประดับด้วยดอกไม้นานาพันธุ์ที่มีสีขาวพิสุทธิ์พร้อมกับกลิ่นหอมโชยอ่อน กลีบดอกไม้สีขาวลอยมาตามแรงลมดูช่างสวยงาม แต่ร่างเล็กบางราวสตรีที่นั่งคุดคู่อยู่กลับกลายเป็นภาพบาดหัวใจของผู้ที่ได้เห็นเหลือเกิน
ผมสีทองไหวไปตามแรงลมบนเนินสูง ชายผ้าสีขาวที่ทอดยาวเองก็ปลิวไสวไม่ต่างกัน ทุกส่วนของร่างนี้ดูสวยงามและสูงค่า…
จนจับใจให้ชเวกังชางมินทอดมองอยู่อย่างนั้น… ไม่อาจละสายตาได้
ร่างโปร่งสูงบีบมือตนเองแน่น ทั้งที่ใจอยากเข้าไปกอดร่างนั่น อยากปลอบประโลม...
แต่ก็รู้ดีว่าไม่มีสิทธิ์...
เวลาผ่านไปเนิ่นนานกว่าร่างบางจะลุกขึ้นยืนเต็มตัว บนยอดเนินสูงอันเป็นหลุมศพทรงเกียรติของรางวงศ์ ณ ที่แห่งนี้ สามารถมองเห็นได้ทั่วทุกแห่งในเมืองพรอนเทร่า แม้น้ำพุแห่งความเยาววัยที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองยังคงเห็นเด่นชัดและมีน้ำพวยพุ่งขึ้นมาตลอดเวลามิได้ขาด ราวกับชีวิตของเขาที่ยังคงมีลมหายใจอยู่
“...ข้ายังมีชีวิตอยู่” น้ำเสียงหวานเอ่ยออกมาแผ่วเบาคล้ายจะกระซิบกับตนเอง คำสัญญาที่ได้ให้ไว้กับพี่สาวยังคงก้องอยู่ในอก คำพูดที่คอยเสริมสร้างพลังให้กับยองอุงแจจุงเสมอ...
“ชางมิน ข้า...จะตายใช่ไหม?” ลมที่ออกจากปากดูแปล่งไม่ใช่เสียงของตนเองเอาเสียเลย
“ยองอุง...” ชเวกังชางมินยังคงยืนนิ่งอยู่เอ่ยออกมาได้เพียงเท่านี้ ดวงตาจับจ้องไปยังแผ่นหลังของคนที่ยืนห่างไปเพียงแต่ห้าเมตร ...ดูยิ่งใหญ่ และช่างห่างไกลเสียเหลือเกิน ราวกับว่าเอื้อมมือสุดแรงก็ยังคว้าไม่ถึง...
“...ข้าไม่กลัวหรอกนะ”
...แม้ร่างกายนี้จะต้องดับสลายไป
แต่หากปกป้องประชาชนของข้าได้
ข้าก็ยอม...
...ฉับพลันภาพของชายหนุ่มที่ได้เห็นในห้วงความคิดเมื่อวานก็หลั่งไหลเข้ามา ร่างกายกำยำสูงสมส่วนวิ่งผ่านสนามรบชวนหดหู่และสิ้นหวัง แต่ภายใต้กลิ่นไอที่ชวนคลื่นเหียนอาเจียนนั้น ด้ามดาบสีขาวกลับเปล่งประกายสว่างสะท้อนแสงแห่งความหวังฟาดฟันศัตรูไร้ซึ่งความลังเล ดวงตาคมกริบสีดำสนิทช่างน่าหลงใหล ดึงดูดใจให้โหยหาอย่างประหลาด...
ท่านยังคงมีชีวิตอยู่ไหมนะ?
.
.
.
[TBC]
ต่อทุกเรื่องแน่นอนค่ะ ช่วงนี้ไฟลุกท่วมตัว ยิ่งกว่าโด๊บยาแน่ะ(หัวเราะ)
เนื้อเรื่องชวนติดตามมาก
อยากรูเว่าดวงดาวทั้ง 4 จะเป็รคนที่เราคิดไว้รึป่าวน๊า
#1 By minnie (58.8.122.232) on 2008-03-19 11:51