The Legend [Chapter - 02]
posted on 20 Mar 2008 00:09 by pampy in TheLegend
Title: The Legend
Author: Pampy
Paring: Yunho/Jaejoong
Genre: Fantasy, Romance
Rate: PG-13
[Chapter - 02]
.
.
.
“โอ๊ยย~ ข้าร้อนจะตายอยู่แล้ว” เสียงบ่นกระปอดกระแปดของเด็กหนุ่มดังเป็นพักๆทำลายความเงียบระหว่างร่างสองร่างที่นั่งอยู่บนนกยักษ์ทะเลทรายสองตัวที่บังเอิญจับได้ระหว่างการเดินทาง นับว่าเป็นโชคดีของทั้งสามนัก เพราะระยะทางที่ปรากฏในแผนที่ยาวไม่ถึงยี่สิบเซนดี แต่เมื่อต้องเดินทางด้วยเท้าเปล่าผ่านภูมิประเทศที่ชวนหดหู่เช่นนี้ระยะทางยี่สิบกว่าเซนต์จึงทำให้ดูขยายกว่าเดิมหลายเท่า
“ท่านซีวอนนี่ยอดไปเลยนะ ร่ายมนต์ก็เก่ง จับเจ้าสองตัวนี้แป๊บเดียวก็ทำให้มันเชื่องได้แล้ว ...ว่าแต่ ท่านไม่มีมนต์ที่ทำให้อากาศเย็นลงบ้างเลยเหรอ” ลีดงแฮเอ่ยชมร่างโปร่งสูงหากแต่ไร้ซึ่งรอยยิ้มไม่ ชเวซีวอนเพียงเอ่ยออกมาด้วยวาจาไร้ซึ่งความสงสาร
“ข้ามี ...มนต์ที่ทำให้เย็น หากเจ้าต้องการจะข้ามแม่น้ำจิอัลล่ะก็นะ หึหึ”
“ท่าน! อย่าล้อเล่นข้าแบบนั้นสิ ข้ายังไม่อยากไปหาเฮลหรอกนะ” คนเป็นเด็กยังคงเลือดร้อน ยิ่งส่งผลให้อากาศรอบข้างเพิ่มอุณหภูมิสูงขึ้นเรื่อยๆ แดดยามบ่ายช่างมีอานุภาพรุนแรงเสียยิ่งกว่าสิ่งใด ร่างทั้งสามยังคงเดินผ่านผืนทรายละเอียดที่ทอดยาวไกลสุดลูกหูลูกตาจน คนที่เดินด้วยเท้ามานานอดสงสัยไม่ได้ว่าจะมีเมืองอันอุดมสมบูรณ์อย่างที่ซีวอนบอกจริงรึไม่ ยิ่งเดินกลับยิ่งรู้สึกว่าวนเวียนมาที่เดิมเรื่อยไป ไม่มีอะไรเลยนอกจากทราย ทราย และทราย แม้ต้นไม้สักต้นหรือสิ่งมีชีวิตสักตัวก็แทบไม่เห็น...
“ขึ้นมานี่สิ ดงแฮ ข้ารู้ ขาของเจ้าแทบก้าวไม่ไหวแล้ว” แล้วคนที่เงียบมานานก็เอ่ยขึ้นเรียบๆ ร่างสูงลงจากปิโค่ตัวใหญ่ก่อนจะอุ้มให้เด็กชายพร้อมสัมภาระขึ้นไปด้วย
“ท่านยุนโฮ ข้ามิบังอาจ ข้าขอเดินดีกว่า” คำพูดที่เอ่ยออกมาได้รับคำปฏิเสธเป็นการส่ายหน้าเบาๆ ร่างสูงวิ่งขึ้นไปบนเนินทรายอันร้อนระอุ สำรวจเส้นทางเบื้องหน้า ภาพที่ปรากฏลางๆทำให้ยูโนว์ยุนโฮจำต้องตบหน้าตัวเองแรงๆว่าไม่ได้ฝันกลางวันไป ...อีกไม่ถึงสองกิโล แผ่นทรายก็จะหายไป และห่างไปจากนั้นอีกเพียงนิด เมืองที่เค้ารู้เพียงแค่ชื่อก็อยู่ตรงนั้นแล้ว
“พวกเราใกล้จะถึงแล้วล่ะ พรอนเทร่าอยู่ข้างหน้านี่เอง”
“จริงอ่ะท่านยุนโฮ ท่านอย่าหลอกข้าเล่นนะ”
ทั้งสามเดินทางต่อด้วยความดีใจเสียจนไม่ทันได้ระวังตัวสักนิดว่ามีสัตว์ร้ายแห่งทะเลทรายซุ่มอยู่ไม่ห่าง...
“จำไว้นะดงแฮ เมืองที่เราจะไปถึงนี้แม้ข้าเองก็ไม่แน่ใจว่าตอนนี้กลายสภาพเป็นเช่นไรไปแล้ว... เพราะฉะนั้น เจ้าอย่าได้เอ่ยชื่อยูโนว์ยุนโฮพร่ำเพรื่อเด็ดขาด ...ต้องระวังตัวให้มาก ข้าคิดว่าโลกิคงไม่ปล่อยให้เรารอดมาได้ง่ายๆ... ท่านยุนโฮ! ระวัง!!” เสียงของราชครูดังขึ้นเมื่อเห็นสัตว์ตัวหนึ่งโผล่ขึ้นมาจากเนินทราย แต่ร่างสูงก้าวเท้าหลบเท้าที่ตะปบเข้ามาได้ในคราแรก แต่ยังไม่ทันได้ชักดาบสู้ เขี้ยวเล็บแหลมคมของมันก็ฝังเข้าที่ไหล่ซ้ายของชายหนุ่มอย่างรวดเร็ว
“ฮึ่ม!”ร่างสูงครางออกมาด้วยความเจ็บ มือข้างขวาขยับชักดาบของตนเองก่อนจะแทงทะลุลำตัวของเจ้าสัตว์หน้าขน ปลิดชีพหมาป่าทะเลทรายทันที
“หนีเร็ว!!” ดงแฮอุ้มตัวเจ้านายของตนขึ้นด้านหลังก่อนที่ปิโค่จะควบฝีเท้าหนีด้วยสันชาตญานของสัตว์ทันที หมาป่าทะเลทรายอีกหลายต่อหลายตัวที่ได้กลิ่นเลือดก็ตามมาสมทบและไม่ยอมละเหยื่อที่ผลักหลงมา ต่างก็กวดฝีเท้าตามมาไม่ยั้ง ชเวซีวอนรีบรวบรวมสมาธิ ร่างอักษรบนทรายพร้อมท่องภาษารูนเบาๆ พื้นธรณีทรายตรงนั้นก็พลันเกิดหลุมลึกพาให้เจ้าสัตย์สี่ขาที่วิ่งตามมาหายลงไปในหลุมนั้นทันที…
.
.
.
มือเรียวยังคงทำหน้าที่ลากหมึกสีดำบนกระดาษไปเรื่อยๆ งานเทศการคานิวัลของพรอนเทร่าใกล้เข้ามาทุกขณะจึงมีงานให้ต้องสะสางมากเป็นเท่าตัว เมื่อสายตาไล่ตรวจแผ่นสุดท้ายเสร็จแล้ว กษัตริย์ฮยอนอุงจึงถอนหายใจเบาๆก่อนจะลุกขึ้นคลายกล้ามเนื้อที่ทรมานจากการนั่งมาหลายชั่วโมง
‘ป๊อบ!’
เสียงเวทมนต์ดังขึ้นพร้อมกับร่างระหงของหญิงสาวที่ปรากฏกายตามมาทันที ผิวกายขาวอมชมพูดั่งหญิงสาววัยแรกรุ่นห่มไว้ด้วยกิโมโนสีแดงเลือดหมู ผมสีเงินยาวระพื้นพร้อมกับดวงตาที่บอดสนิท กระนั้นก็ยังเป็นเทพที่คนต่างชื่นชมและให้ความนับถือตลอดมา
“สวัสดี ฝ่าบาท ทรงสุขสบายดีใช่ไหมเพค่ะ” น้ำเสียงก้องใสราวนกน้อยที่ขับขานในรุ่งอรุณ แต่รอยยิ้มที่ส่งมาให้กลับแฝงด้วยบรรยากาศชวนเศร้าหมองยิ่งนัก
“อย่ามัวพิรี้พิไรอยู่เลย ท่านโทคิโกะ” กษัตริย์สูงวัยตัดบทด้วยความรวดเร็ว หลายต่อหลายครั้งที่เทพแห่งการทำนายคนนี้ปรากฏการในเขตพระราชวังของเขา มีเรื่องดีออกจากริมฝีปากสีชมพูอิ่มนั้นนับครั้งได้
“ข้ามาเพื่อบอกข่าวแก่ท่าน ผู้นำแห่งอัศวินศักดิ์สิทธิ์ ...เมืองแกสไฮล์มได้ล้มสลายแล้ว วงล้อแห่งชะตากรรมเริ่มหมุนทีละนิด ...ท่านมิอาจทำเป็นนิ่งเฉยได้อีกแล้ว”
เรื่องที่ได้ยินสร้างความตกใจให้กับคนที่รับฟังเป็นอันมาก เมืองอันแสนยิ่งใหญ่และรุ่งเรือง เป็นถึงผู้นำในการต่อกรกับยักษ์ในศึกสงครามครั้งล่าสุด ...ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะล่มสลายในเวลาชั่วข้ามคืน
“แล้วท่านจะให้ข้าทำอย่างไร ...ข้ามิอาจทนเห็นลูกของข้าต้องสละชีพอีกเป็นครั้งที่สองได้”
“เส้นทางแห่งดาราจักรเปลี่ยนไปแล้ว ...โลกิไม่สามารถกำจัดดาวดวงแรกได้ นั่นหมายความว่า ...ดวงดาวทั้งห้าต้องมาบรรจบกันตามคำทำนาย ...”
“แล้วเหตุใดเล่าที่ทำให้แจอาจำเป็นต้องตาย…”
“นั่นคือโชคชะตาของหล่อน ไม่มีอะไรสามารถขัดขวางความตายของยองอุงแจอาได้” น้ำเสียงของเทพสาวเด็ดขาดยิ่งนัก ผิดกับใบหน้าของกษัตริย์ที่ดูเศร้าหมองลง
“อ่อ ข้าเกือบลืม... เมื่อชายหนุ่มที่เป็นความหวังมาถึงยังเมืองของท่าน ในเทศกาลคานิวัล น้ำพุแห่งความเยาว์วัยจะมีอิทธิฤทธิ์อีกครั้ง ...ฝ่าบาททรงโปรดให้ประชาชนของท่านดื่มมันเสียเถิด เขาเหล่านั้นจะได้ไม่ถูกเมล็ดพันธุ์ของโลกิครอบงำ”
“เมล็ดพันธุ์ของโลกิ?”
น้ำเสียงของฮยองอุงเริ่มกลับมามั่นคงดังเดิม แววตาฉายถึงความกระหายที่จะปกป้องบ้านเมืองของตนเองทันที เทพโทคิโกะลอยไปมาบนอากาศอย่างไม่ทุกข์ร้อน ชายกิโมโนของหญิงสาวและผมสีเงินปลิวไปมาตามการเคลื่อนไหว “มันคือสิ่งที่ทำให้มนุษย์เกิดความเกลียดชังกันและกัน ...และนั่นคือพลังของโลกิที่ใช้ทำลายเมืองแกสไฮล์ม เหล่าผู้กล้าและทหารทั้งหลายต่างฆ่าฟันกันเอง...ช่างน่าเวทนานัก”
“งั้นข้าควรเก็บน้ำแห่งความเยาว์วัยแบ่งปันให้เมืองรอบข้างด้วย...ท่านจะเห็นเป็นเช่นไร?”
“ท่านทรงมีน้ำใจนัก ฝ่าบาท แต่ข้าเกรงว่าน้ำศักดิ์สิทธิ์คงไม่เพียงพอสำหรับชาวเมืองทั่วแผ่นดินมิดการ์ดหรอก ...หากข้าจะช่วยนำไปมอบให้เพียงแต่บุคคลที่สมควร ท่านจะเห็นด้วยรึไม่?”
“ไม่! ข้าไม่เห็นด้วยคนหนึ่งล่ะ” น้ำเสียงหวานแต่แฝงด้วยอำนาจดังขึ้นตรงบานประตู ร่างบางก้าวเข้ามาใกล้ทั้งคู่อย่างรวดเร็ว
“โอ้ สวัสดี ยองอุงแจจุง ท่านสบายดีสินะ?” รอยยิ้มเอนดูจากโทคิโกะไม่เรียกให้ใบหน้าของอีกฝ่ายนั้นแย้มยิ้มกลับแม้แต่น้อย เรียวคิ้วโก่งได้รูปยังคงขมวดมุ่น
“ท่านจะพอมีวิธีไหม ที่จะสามารถแบ่งปันน้ำทั้งหมดให้กับชาวมิดการ์ดทุกคนได้...”
“...แม้ท่านจะไม่ได้จิบเพียงอึกเดียวก็ยอมงั้นรึ?” น้ำเสียงของเทพสาวกังวานใสแต่กลับแฝงด้วยความเจ้าเลห์ กระนั้นคนที่ถูกยั่วก็ไม่โอนอ่อนตาม
“แน่นอน หากเหล่าประชาทั่วดินแดนมิดการ์ดจะได้จิบน้ำนั่นทุกคน” สิ้นคำตอบ ทั่วทั้งห้องโถงโออ่าเงียบงัน มีเพียงเสียงลมพัดผ่านไปมาเท่านั้น แจจุงสบดวงตาสีเงินใสทั้งที่รู้ดีว่าเทพตาบอดสนิทอย่างไม่กลัวเกรง หารู้ไม่ว่าโทคิโกะมีตาจิตที่ล่วงรู้การกระทำของสิ่งมีชีวิตแทบทั้งหมด... รอยยิ้มจากริมฝีปากนั้นกว้างขึ้นเรื่อยๆจนกลายเป็นการระเบิดเสียงหัวเราะครั้งใหญ่ เทพสาวยกปลายกิโมโนสีแดงสดของตนขึ้นปิดปากด้วยความสำรวม
“ฮ่ะๆๆ ข้าล่ะชอบท่านเสียจริงๆยองอุงแจจุง ความดื้อร้นของท่านทำให้ข้าพอใจ... ก็ได้ ข้าจะไปขอร้องท่านเฮเรียให้”คำรับปากจากเทพสาวส่งให้ดวงหน้าสวยมีรอยยิ้มบางด้วยความพึงพอใจ
“แล้วข้าจะรู้ได้ไงว่าชายหนุ่มที่เป็นความหวังเดินทางมายังแผ่นดินของข้าแล้ว?”
“อย่าได้กังวลไป ฝ่าบาท ชายผู้นั้นได้มาถึงแล้ว แม้จะเจออันตรายอยู่บ้าง แต่ก็ยังคงมีชีวิตอยู่ ...โปรดอย่าได้ทรงตามหาเขา สายลับของโลกิมีอยู่ทั่วไปหมด... การประกาศก้องถึงตัวเขาจะทำให้พวกมันรู้ตัว” เมื่อพูดจบยังไม่ทันได้เอ่ยลาใดใด ร่างระหงของเทพแห่งการทำนายก็หายวับไปทันที
ผู้เป็นบิดานั่งนิ่งอยู่นาน แววตาทอดไปยังความว่างเปล่าตรงหน้าที่เดิมเทพสาวลอยตัวอยู่... ในใจก็คิดครวญถึงคำพูดทิ้งท้าย
ชายหนุ่มที่เป็นความหวัง...งั้นรึ
“...แจจุง ลูกมีคู่ไปงานคานิวัลแล้วรึยัง?” คนเป็นบิดาเมื่อหลุดจากห้วงความคิดของตนก็หันมาเอ่ยถามลูกชายของตน ยองอุงแจจุงส่ายหน้าเบาๆเป็นคำตอบ
“ชางมินเข้าพิธีศักดิ์สิทธิ์ ข้าเลยกะว่าไปชมพิธีจนเสร็จสิ้นแค่นั้นคงจะดีกว่า ข้าไม่ชอบที่ที่มีคนพลุกพล่านนัก” มือเรียวหยิบเอาผลไม้สีแดงสดลูกพอเหมาะสองสามลูกใส่ในย่ามสีขาวของตนเอง
“เจ้าแตกต่างจากแจอาจริงๆนะ มีงานทีไร พี่สาวเจ้าตื่นเต้นทุกที” รอยยิ้มอบอุ่นวาดผ่านใบหน้าส่งให้เครื่องหน้านั้นดูอ่อนวัยลงถนัดตา
“ข้าไม่เหมือนพี่แจอาหรอก ...ข้าไม่รบกวนท่านพ่อล่ะ ถึงเวลาเวรของข้าแล้ว” มือที่จับขนนกของกษัตริย์ปล่อยเครื่องมือที่ใช้เขียนในมือลง พลางเอื้อมมาตบหัวที่ปกคลุมด้วยเส้นผมสีทองสว่างของลูกชายเบาๆ
“งานราชองครักษ์น่ะ ลูกไม่จำเป็นต้องทำก็ได้นิ ...มีอัศวินมากมายคอยดูแลประชาชนอยู่แล้ว ...ลูกน่าจะใช้ชีวิตสุขสบายในวังมากกว่าออกไปเที่ยวเล่นภายนอกนะ”
“ท่านพ่อ ...ชีวิตของข้า ข้าย่อมรู้ดีกว่าใคร ...หากทุกวันข้ามัวแต่หาความสำราญในวังโดยไม่สนใจประชาชนของข้า แล้ววันที่เพลิงแห่งนรกเผาผลานร่างนี้ไป ข้าคงเสียใจจนไม่กล้าสู้หน้าเฮลเป็นแน่”
ประโยคที่เอ่ยมามิได้แฝงไว้ในความตลกขบขัน แต่เจือด้วยความเศร้าที่ทำให้คนได้ยินรู้สึกสงสารจับใจ ร่างบางหมุนตัวเดินช้าๆไปยังประตูโค้งบานใหญ่ ก่อนจะหันมาสบตาผู้เป็นพ่อ รอยยิ้มแห่งความสุขเปี่ยมประดับบนใบหน้าที่งดงามเสียยิ่งกว่าสตรีนางใดในแผ่นดินนี้
.
.
.
“ไม่มีที่ห้องพักว่าง หรือร้านขายสมุนไพรบ้างเลยรึไงนะ” ชเวซีวอนเอ่ยขึ้นด้วยความร้อนรนผสมความเบื่อหน่าย ร่างทั้งสามเดินหาโรงเตี๊ยมมาราวครึ่งชั่วโมงได้จนป่านนี้ก็ยังไม่ได้ที่พักเลย ถามจากผู้คนก็ล้วนแล้วแต่ได้รับคำปฏิเศษอยู่ร่ำไป
“ท่าน! ท่านจะหลับไม่ได้นะ!” ดงแฮโวยวายออกมาเสียงดังจนประชาชนที่สัญจรไปมาเนืองแน่นหันมาพินิจทั้งสามคนด้วยสายตาสงสัยใคร่รู้
“ชูว์! ข้าบอกเจ้าแล้วไงว่าอย่าส่งเสียงดัง มานี่ก่อน เร็วๆ!”
“ดงแฮ ข้า... ขอพักหน่อย…” น้ำเสียงอ่อนแรงส่งออกจากลำคอที่แห้งผาก ทั้งสามฝ่าฝูงชนจนออกห่างจากย่านชุมชนได้ในที่สุด คนที่ช่วยประคองทั้งสองจึงค่อยๆปล่อยตัวผู้เป็นนายลงบนเก้าอี้สีขาวใต้ต้นซากุระใหญ่ที่ค่อนข้างลับตาคน
ชเวซีวอนกัดริมฝีปากด้วยความหงุดหงิด แม้เขาจะมีพลังเวทที่กล้าแกร่งแต่เวทของเขานั้นก็มิใช่ทางบำบัดรักษาจึงทำได้เพียงเรียกน้ำมาเพื่อชำระล้างแผลเท่านั้น บาดแผลที่เกิดจากเขี้ยวของหมาป่าทะเลทรายนั้นไม่ลึกมาก แต่เหตุใดกันเล่าที่ทำให้ร่างกายของเจ้าชายอ่อนแรงถึงเพียงนี้
“ดงแฮ เจ้าลองไปถามคนแถวนี้ว่าพอมีที่พักให้คนเจ็บบ้างไหม …ข้าจะลองไปเดินๆดูแถวพระราชวัง อาจพอมีทางอยู่” กำชับเสร็จราชครูหนุ่มก็แตะมือเข้าที่เปลือกไม้ของต้นซากุระ หลับตาอยู่นานก่อนจะลืมตาขึ้นอีกครั้ง
“ท่านทำอะไรน่ะ?”
“ข้าขอร้องจิตวิญญาณของต้นไม้ให้ช่วยดูแลท่านยุนโฮ หากเกิดอะไรไม่ดีขึ้นข้าก็จะรู้ทันที เจ้า เมื่อได้ที่พักแล้วก็รีบพาท่านยุนโฮไปเลยนะ แล้วข้าจะมารอเจ้าที่ตรงนี้เอง”
.
.
.
“ท่านออกมาแบบนี้ไม่ปลอดภัยนะครับ ท่านยองอุง” เสียงกระซิบจากทหารในสังกัดราชวงศ์คนหนึ่งดังมาจากทางด้านหลังของร่างบาง แต่คนเป็นนายยังคงไม่สนใจ ร่างเล็กเดินร่อนไปทั่วตลาดด้วยความตื่นเต้นคล้ายเด็กๆ
นับเป็นครั้งแรกที่ยองอุงแจจุงก้าวออกมาจากเขตราชสถานโดยมิได้สวมเครื่องแบบราชองครักษ์ ร่างบางสวมเพียงเสื้อคลุมสีน้ำตาลตัวใหญ่ปิดบังเครื่องทรงภายในและรูปร่างรวมไปถึงสีผมสีทองที่เด่นสะดุดตา นับเป็นครั้งแรก ที่ได้ลงมาสัมผัสชีวิตของประชาชนจริงๆ
“ขโมยย!! ใครก็ได้จับเด็กนั้นที” เสียงแม่ค้าคนหนึ่งดังขึ้นลั่นตลาด ประชาชนผู้หวังดีหลายคนวิ่งตามแผ่นหลังของเด็กนั้น แต่สายไป เด็กชายคนนั้นหายวับไปกับตาทันที...
“อื้ออ! อื้อออ! อื้ออออ!!”
ช่องที่เป็นมุมอับจากสายตาคน มือเรียวขาวจัดกุมปากเล็กๆของเจ้าหัวขโมยนั่นแน่นไม่ให้ส่งเสียงอะไรออกไป ...แต่ยังไงเด็กก็ยังคงเป็นเด็กวันยันค่ำ เมื่อมีเหตุการณ์แปลกๆแบบนี้จึงมักส่งเสียงโวยวายเป็นธรรมดา
“เงียบๆสิ ข้าช่วยเจ้าเอาไว้นะ”
เมื่อเห็นว่าเด็กชายหัวขโมยสงบลงบ้างแล้ว แจจุงจึงคลายมือออกจากการจับกุมก่อนจะแตะไหล่ของเด็กเอาไว้ แววตาสีดำสนิทจ้องเด็กชายตรงหน้าอย่างเอาจริงเอาจัง
“ทำไมเจ้าถึงต้องขโมย?” เด็กชายคนนั้นก้มหน้าก้มตา นิ่งอยู่นานจนในที่สุดก็พึมพำคำตอบออกมาเบาๆ
“พี่น้องของข้าหิวเหลือเกิน พวกเราไม่ได้ทานอะไรมาหนึ่งวันเต็มๆแล้ว”
“งั้นรึ...พาข้าไปพบพี่น้องของเจ้าหน่อยสิ” เด็กชายมีท่าทีลังเลต่อคำขอนั่น แต่เมื่อเห็นดวงหน้าสวยคล้ายสตริของคนถามพร้อมผมสีทองสว่างจึงรู้สึกวางใจอย่างประหลาด ร่างเล็กค่อยๆก้าวเดินนำทางไป
แจจุงเดินตามร่างของหัวขโมยน้อยเข้าไปใต้ชายผ้าสีน้ำตาลที่ค้ำไว้ด้วยไม้แท่งบางๆติดกับกำแพงของบ้านทรงสูงข้างๆ ผ้าบางเขร่อด้วยฝุ่นที่เด็กเล่านี้ใช้เป็นที่หลบฝน และในขณะเดียวกันก็เป็นที่พักอาศัยด้วย ช่างคับแคบยิ่งกว่าบ้านของสุนัขในวังเสียอีก เสื้อผ้าของแต่ละคนขาดวิ่นเห็นได้ชัดเลยว่าเป็นของเก่ามากแค่ไหน ร่างบางกัดริมฝีปาก ทั้งที่ประชาชนหลายร้อยคนอยู่ดีกินดี แล้วทำไมเด็กพวกนี้ถึงได้ถูกทอดทิ้งอยู่เล่า?
มือเรียวส่งแอปเปี้ลสีแดงสองลูกให้กับเด็กเหล่านั้น ภาพรอยยิ้มเปี่ยมสุขจากของกินเล็กๆน้อยๆสร้างความชุ่มชื่นใจให้กับตัวแจจุงเองและเหล่าทหารที่ตามมาด้วย
“พวกเจ้าอยากมีกินไหม?” สิ่งที่ตอบรับจากเด็กเหล่านี้คือแววตาที่เบิกกว้าง ราวกับว่าพวกเขาไม่เคยได้ยินคำพูดแบบนี้จากที่ไหนเลย
“จงเข้าวังไปซะ ...ไปฝึกฝนและเรียนรู้ แล้วสักวันพวกเจ้าก็จะได้เป็นอัศวินศักดิ์สิทธิ แล้วถึงครานั้น พวกเจ้าต้องปกป้องประเทศนี้เป็นการตอบแทนข้าก็แล้วกัน” สิ้นเสียงรับสั่งกลายๆ ทหารอีกสองคนก็โผล่มา ค่อยๆพาเด็กไปทีละสองสามคน จวบจนเหลือเพียงเด็กขี้ขโมยคนสุดท้ายที่ยังคงยืนอยู่ที่เดิม
“พี่สาว ข้าชื่อมุนบิน พี่สาวคือใครกัน?” เด็กชายตัวน้อยแนะนำตัวเองก่อนจะเอียงคอด้วยความสงสัย แจจุงยิ้มพลางถอดกำไลสีขาวที่ตนสวมอยู่เป็นประจำใส่ในแขนผอมบางของเด็กชาย
“ข้ามอบมันให้กับเจ้า เก็บรักษาไว้ให้ดี ...แล้วสักวัน เมื่อเจ้าเป็นอัศวินแล้ว เจ้าต้องนำมันมาคืนข้านะ” ดวงหน้าสวยไม่ได้ตอบคำถามของเด็กชาย มีเพียงรอยยิ้มส่งให้กับดวงตาสีน้ำตาลเข้มเปี่ยมไปด้วยความกล้าหาญและยิ่งใหญ่ของหนุ่มน้อย
“อื้อ! ข้าจะเป็นอัศวินให้ได้ ข้าสัญญานะพี่สาว บ๊ายบาย”
“อื้อ บ๊ายบายมุนบิน” แจจุงโบกมือลาเด็กชายตัวน้อยจนลับตาไป อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเศร้าในส่วนลึกของจิตใจ สัญญาที่มิอาจเป็นจริงได้ ในเมื่อเวลาในชีวิตของเขาใกล้หมดไปเสียทุกที...
อย่างน้อยข้าก็หวังเพียงกำไลนั่นจะวางอยู่เหนือหลุมศพของข้านะ ...มุนบิน
...เรียวเท้าก้าวพาตนเองออกมาจากมุมตึก ดวงหน้าหวานหันไปตามเสียงเรียกเบาๆที่แผ่วลอยตามลมเสียงนั้นไม่ได้แสดงถึงการหัวเราะเยาะหรือแม้แต่การทักทายสักนิด แต่กลับบ่งบอกถึงความทรมานแทน
ยองอุงแจจุงกระชับเสื้อคลุมสีน้ำตาลแน่นก่อนจะค่อยๆก้าวเข้าไปหา หลังต้นซากุระที่เรียงรายกันอยู่ มีเก้าอี้ไม้เก่าๆสีขาวที่มักมีแต่คนรักสงบเท่านั้นมาใช้งาน
“ผลั่ก!”
ร่างบางสะดุ้งสุดตัวเมื่อได้ยินเสียงสิ่งที่ตกกระทบกลีบดอกสีชมพูขาวบนพื้น ดวงตาสีรัตติกาลเห็นเพียงแผ่นหลังที่คลุมด้วยผ้ามันสีดำเท่านั้น เมื่อหายตกใจแจจุงก็รีบเข้าไปใกล้เพื่อช่วยเหลือ มือเรียวขาวค่อยๆประคองแผ่นหลังกว้างที่หมดสติไป
“ท่านๆ เป็นอะไรมากไหม” มืออีกข้างควานหาน้ำดื่มในย่ามของตน รีบจ่อปากขวดกับริมฝีปากแห้งผากของคนป่วยพลางเอาผ้าคลุมสีดำที่สร้างความอึดอัดให้กับชายหนุ่มออกอย่างรวดเร็ว ส่วนของใบหน้าและเครื่องทรงจึงปรากฏเด่นชัด พลันทำให้คนที่ได้เห็นเบิกตากว้างยิ่งกว่าเดิม…
ไม่น่าเชื่อ... ท่าน?…
“ซีวอน... เหรอ?” น้ำเสียงอ่อนแรงพึมพำออกมา ดวงตาคมพยายามปรือขึ้นด้วยสุดเรี่ยวแรงที่มี ร่างบางไม่ได้ตอบอะไร ดวงตาสีดำสนิทตกใจยิ่งกว่าเมื่อผ้าคลุมลื่นหลุดออกจากร่างก็เห็นว่าชายหนุ่มมีแผลที่ไหล่ซ้าย ผ้าที่พันแผลไว้หยาบๆมีเลือดซึมออกมามากเสียจนน่ากลัว
ดวงหน้าสวยเหลือบมองคนเจ็บเพียงชั่วครู่ ก่อนที่มือเรียวจะคว้าเอามีดพกเล่มเล็กค่อยๆตัดเอาผ้าพันอันเก่าออก ควานหาผ้าสะอาดติดตัวก็มีเพียงผ้าผืนเล็กที่ตนพกอยู่เป็นประจำเท่านั้น
มือขาวจัดบ่งบอกถึงเชื้อชาติแตะเข้าที่ไหล่บาง เปลือกตาอ่อนล้าพยายามเพ่งมองร่างตรงหน้าอย่างเต็มที่ สีผม ท่าทาง รูปร่าง รวมไปถึงกลิ่นหอมอ่อนๆที่โฉยออกมาบ่งบอกว่าร่างตรงหน้านี่ไม่ใช่คนที่เขารู้จัก...
“ท่าน...ไม่ใช่ซีวอนนี่ ...ท่าน...เป็นใคร” แม้คนพูดพยายามประคองสติมากเท่าไหร่ แต่ดูเหมือนว่าร่างกายจะไม่สามารถทานทนได้แล้ว ความอุ่นที่สัมผัสได้จากการแตะร่างของคนแปลกหน้ากลับทำให้ทั่วร่างกายของเขาไขว้คว้าหาสิ่งนั่น
“อย่าเพิ่งเอ่ยอะไรเลยท่าน ข้าจะ...”ยังไม่ทันที่คนรักษาจะพันแผลเสร็จดี ร่างทั้งร่างกลับจมหายไปในอ้อมแขนของบุรุษลึกลับนี่ แจจุงเบิกตากว้าง เรี่ยวแรงคนเจ็บทำไมมีมากมายเสียจนเขาแทบขืนตัวออกจากการเกาะกุมไม่ได้ ยองอุงแจจุงเอื้อมมือเพื่อจับแขนของอีกฝ่ายให้ออกจากร่างของตนก็พบว่าอุณหภูมิของคนเจ็บสูงยิ่งนัก
“ข้า ...หนาว”เอ่ยออกมาเพียงแค่นั้น ยูโนว์ยุนโฮก็หมดสติไปอีกครั้งทันที
.
.
.
[TBC]
อะไรที่จะพิมพ์ลืมหมดเลย =////=" แค่ยุนแจเจอกันเราก็ดีใจออกนอกหน้าขนาดนี้เลยนะเนี่ย TwT
#1 By クルーナチク★ on 2008-03-20 12:36