The Legend [Chapter - 03]

posted on 01 Apr 2008 11:01 by pampy  in TheLegend

Title: The Legend
Author:
Pampy
Paring:
Yunho/Jaejoong
Genre:
Fantasy, Romance
Rate: PG-13

[Chapter -03]

.
.
.

ชเวซีวอนเดินอย่างร้อนรนไปตามกำแพงสีขาวสูง ในใจยอมรับว่าเป็นห่วงผู้เป็นนายยิ่งนัก แต่ในเวลาเช่นนี้เขาจำเป็นต้องเยือกเย็น และพยายามสงบใจค่อยๆคิดวิเคราะห์ถึงความแปลกของเมืองนี้ที่ไม่มีแม้โรงยาสักแห่งให้เห็นเลย

แล้วเวลาที่ประชาชนป่วย จะรักษาด้วยอะไรกันเล่า?

ร่างโปร่งสูงขบคิดหมกมุ่นอยู่นานเกือบจะไล่ติไปถึงกษัตริย์ที่ปกครองเมืองอยู่แล้ว แต่ก็จำเป็นต้องหยุดความคิดชั่วครู่เพราะสิ่งที่เห็นเบื้องหน้า... ประชาชนสี่ห้าคนที่กำลังต่อคิวกันอยู่หน้าประตูกำแพงสีขาวล้วนดูท่าทางอิดโรย บางคนก็กำลังอุ้มบุตรของตนที่ส่งเสียงร้องไห้โวยวายไม่ยอมหยุด

ราชครูตัดสินใจเดินเข้าไปไถ่ถามชายคนหนึ่งที่กุมขมับตนเองอยู่ตลอดเวลา

“พวกท่านกำลังยืนรออะไรอยู่รึ?”

“รออะไรรึ? ท่านนี้ตลกดีนะ...รึท่านจะไม่สบายจนลืมไปแล้วว่าตนเองเป็นใคร” ชายคนนั้นตอบพลางหัวเราะในลำคอเบาๆ ราชครูเม้มปากแน่นพลางระงับอารมณ์หงุดหงิดในใจ ผ่อนลมหายใจเบาๆก่อนจะใช้ควาอดทนถามออกไปอีกครั้ง

“แล้วหากข้าไปสบายจนลืมไปจริงๆล่ะ ข้าจะรักษามันได้อย่างไร?”

“ท่านก็ควรรีบมาต่อหลังข้า หากท่านโชคดีพอ ท่านก็จะได้รับการรักษาจากท่านฮีซอลภายในวันนี้ แต่หากท่านโชคร้ายก็ต้องรอถึงวันรุ่ง” คำตอบของชายหนุ่มไม่ทำให้สิ่งที่ขบคิดในใจของซีวอนกระจ่างนัก แต่ร่างโปร่งสูงก็จำต้องยืนด้านหลัง ระหว่างที่รอคอยคนป่วยคนแล้วคนเล่าเข้าไปภายในกระโจมหลังเล็กคนที่หงุดหงิดก็ทำได้แต่ชะเง้อมองเท่านั้น

ระหว่างที่จดจ่องเก็บรายละเอียดนั้น ก็อดรู้สึกทึ่งไม่ได้เมื่อเห็นหญิงคนหนึ่งได้รับบาดเจ็บที่แขนจนเลือดหยดเป็นเม็ดตามทาง เมื่อเข้าไปภายในกระโจมนั่นเพียงครู่เดียว หล่อนก็เดินออกมาอย่างไร้วี่แววของบาดแผลเลย

ร่างโปร่งยืนรออยู่เพียงครู่ก็ถึงตาของตน เท้ายาวค่อยๆก้าวเข้าไปก่อนจะเปิดผ้าสีน้ำตายอ่อน ภายในกระโจมเล็กๆนั้นกลับดูกว้างขวางกว่าที่เห็นภายนอก ของในนั้นมีเพียงพรมสีขาวที่ปูและน้ำยาต่างๆบรรจุโถเงินสีโปร่งใสสะท้อนออกมาวิบวับ บุคคลที่ยังอยู่ตรงกลางไม่ได้หันมามองผู้ที่เข้ามาใหม่ ร่างผอมบางห่มกายด้วยเสื้อคลุมสีขาวสว่าง มีผ้าสีดำรัดอยู่ที่เอว ท่าทางไม่เหมือนแพทย์เลยสักนิด ร่างนั้นกำลังคนน้ำยาบางอย่างในหม้อใบเล็ก ก่อนที่จะเบือนหน้ามาสบแขกผู้มาเยือน

“ท่านเจ็บป่วยตรงไหนรึ?” เรียวตาของคนถามจับจ้องไปยังอีกฝ่าย จากที่เห็นภายนอกแล้วร่างโปร่งสูงที่เข้ามานี่แทบไม่ปรากฏร่องรอยของความเจ็บปวด มีเพียงความอิดโรยเล็กน้อยเท่านั้น

“ข้า มีเรื่องจะขอร้องท่าน” ชเวซีวอนตัดสินใจเอ่ยออกไป แต่เมื่อทิ้งระยะเวลานานแล้วกลับไม่ได้รับคำตอบใดใด ชายหนุ่มจึงเอ่ยต่อ

“เพื่อนร่วมทางของข้าได้รับบาดเจ็บ ท่านจะกรุณารักษาเขาได้รึไม่”

คิมฮ๊ซอลหันมามองคนที่เอ่ยขอร้อง เรียวตาพินิจใบหน้าของอีกฝ่ายด้วยความไตร่ตรอง

“ท่านไม่ใช่คนในพรอนเท่ร่า ท่านมาจากเมืองไหนกัน?” เป็นธรรมดาของนักเวทบำบัดฟื้นฟูที่สามารถจดจำผู้คนในเมืองได้ ในเมื่อสักครั้งในชีวิตของประชาชนก็จำต้องมาให้เขารักษาโรคอยู่แล้ว อีกอย่าง การแต่งกายของอีกฝ่ายนี้ดูยังไงก็ไม่ใช่คนแถวนี้อย่างแน่นอน

“ข้า... มิอาจบอกท่านได้ แต่ท่านโปรดกรุณารักษาเพื่อนของข้าด้วยเถิด”

ทั้งสองสบตากันอยู่ชั่วครู่ ก่อนที่เสียงของทหารจะดังมาจากภายนอกโดม

“ท่านหญิงแชยอง ฝ่าบาทต้องการพบท่าน” สิ้นเสียง หญิงสาวที่อยู่อีกห้องของกระโจมก็รีบก้าวเดินผ่านคนทั้งคู่ออกไปอย่างรวดเร็ว ปลายผมสีน้ำตาลทองพลิ้วไหวเป็นสิ่งเดียวที่ร่างโปร่งสูงได้เห็น แต่ชเวซีวอนก็มิได้ใส่ใจนัก ในตอนนี้นายของเขาสำคัญกว่าเรื่องอื่นใด

“ท่าน ได้โปรด..”

เมื่อเห็นใบหน้าเรียวยังคงขมวดคิ้วด้วยความขัดใจ ร่างสูงโปร่งจึงทำได้แต่แอบผิดหวังเงียบๆ แต่เมื่อคนตรงข้ามมีท่าทีผ่อนลง คำพูดต่อมาของอีกฝ่ายสร้างรอยยิ้มของซีวอนให้ปรากฏเป็นครั้งแรกในรอบวัน
 
“...ข้าเป็นแพทย์ เพราะฉะนั้นเมื่อมีคนเจ็บป่วยข้าจึงมิอาจนิ่งเฉยได้ เพื่อนของท่านอยู่ที่ใดเล่า” 

.
.
.


“ท่านฮีซอลอยู่ในระหว่างทำงานอยู่ ตอนนี้คงไม่ว่างนัก ...ท่านช่วยตามแชยอนหรือคนอื่นให้ข้าที” น้ำเสียงเป็นกังวลของใครบางคนดังขึ้น ร่างสูงพยายามลืมตาขึ้นแต่ก็เห็นเพียงภาพเลือนลาง สติรับรู้เพียงแค่แผ่นหลังที่ได้สัมผัสที่นอนนุ่มสบายเป็นครั้งแรกนับจากการเดินทางหลายต่อหลายวัน ความเย็นจากผ้าที่คอยเช็ดบนหน้าผากทำให้รู้สึกดียิ่งนัก แต่กระนั้นยูโนว์ยุนโฮยังคงสงสัยว่าใคร ภาพที่เห็นจากการฝืนลืมตามีเพียงรูปหน้าไม่คุ้นเคยพร้อมผมสีทองสว่างเท่านั้น

ยองอุงแจจุงเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายพยายามเพ่งมองใบหน้าของตน จึงค่อยๆบรรจงซับผ้าขนหนูบนหน้าผากนั่นเบามือยิ่งขึ้น

“...ท่านตัวร้อนมาก ข้าควรทำอย่างไรดี”

เสียงหวานพึมพำออกมาเบาๆ พลางกัดริมฝีปากตนเอง นึกเสียดายว่าทำไมตนเองถึงไม่มีความสามารถในการรักษาอย่างฮีซอลหรือแชยอนบางเลยนะ ยิ่งคิดก็ยิ่งสมเพชตนเอง ...ทั้งที่ปกติไม่เคยคิดถึงเรื่องพวกนี้ให้น้อยใจเองเลยสักครั้ง…


ร่างสูงไม่รู้ตัวว่าหลับไปอีกครั้งเมื่อไหร่ รู้สึกอีกทีก็ได้ยินเสียงพูดคุยกันเบาๆระหว่างคนสองคน ความเจ็บปวดบริเวณไหล่ซ้ายทุเลาลงบ้างแล้ว เหลือแต่ก็เพียงความร้อนในกายที่ดูจะปะทุมากขึ้นในทุกที

“ข้าว่าพิษจากน้ำลายของหมาป่าคงทำให้ท่านผู้นี้อ่อนแรง ...จวนของท่านฮีซอลเองก็ไม่มีเซรุ่มรักษาเสียด้วยสิ”

“...ข้าเกรงว่าเราจะไม่มีทางเลือก นอกจากหนทางเดียว”

ร่างสูงไม่ได้ยินตำพูดต่อ อาจเป็นเพราะทั้งคู่สื่อสารกันโดยใช้ท่าทางก็เป็นได้ ความเงียบปกคลุมอยู่นานก่อนที่เสียงวัตถะโลหะเสียดสีกับปลอกหุ้มจะดังขึ้น ร่างกายรับรู้เพียงสัมผัสของเรียวมือเล็กที่ค่อยๆเปิดผ้าพันบาดแผลออกอีกครั้ง ความอุ่นจากของเหลวบางอย่างกระทบบริเวณไหล่เบาๆ

“เพียงหยดเดียวข้าคิดว่าเพียงพอแล้ว…”

“อืม ...อ่ะ!ไม่เป็นไรหรอกแชยอน ปล่อยไว้ซักพักก็หายเอง”

แม้คนป่วยพยายามลืมตามากเท่าไหร่แต่ดูเหมือนร่างกายจะไม่ตอบสนองเลยสักนิด ปลายประสาทรับรู้เพียงความอุ่นที่ค่อยๆซึมผ่านไปทั่วร้ายกาย มิใช่ความร้อนแบบที่เป็นมา แต่เป็นความอบอุ่นที่ทำให้รู้สึกดีอย่างเห็นได้ชัด

“ข้าขอตัวก่อนนะ ฝ่าบาททรงเรียกพบข้า... เดี๋ยวข้าจะมาดูอาการเขาอีก”


.
.
.


ร่างเล็กของชายหนุ่มเดินไปเดินมารอบต้นซากุระสูงใหญ่อย่างกระวนกระวาย ความหนักใจยิ่งทวีเพิ่มมากขึ้นเมื่อกลับมาแล้วไม่เห็นนายของตนที่ควรรออยู่ตรงเก้าอี้นี่ หัวสมองคิดเป็นตุเป็นตะถึงอันตรายรอบข้างที่อาจเกิดขึ้นจนในอกร้อนรนไปหมด เมื่อสายตาเห็นบุคคลอีกคนที่วิ่งตรงมาอย่างรวดเร็ว ลีดงแฮจึงรีบพลุ่นพลันเข้าไปหาทันที

“ท่านยุนโฮอยู่กับท่านรึเปล่า?”

“เปล่านิ ทำไมกัน?” เมื่อได้รับคำตอบ ฝ่ายถามจึงยิ่งเบิกตากว้างด้วยความตกใจ แม้จะเห็นผู้มาใหม่อีกคนที่มีท่าทีสงบนิ่งแต่ก็มิอาจบงคับให้ปริปากถามได้เพราะตอนนี้เรื่องนายสำคัญกว่านัก

“ท่านยุนโฮหายไป ข้ากลับมา ก็ไม่เจอเขาแล้ว” ชเวซีวอนไม่รอช้า สิ้นคำบอกกล่าวของอีกฝ่ายราชครูหนุ่มก็รีบพุ่งตรงไปยังเก้าอี้สีขาวข้างต้นซากุระทันที

ฮีซอลเดินตามด้วยท่าทางไม่ไว้ใจเท่าไหร่ ดูจากคำบอกเล่าของคนแปลกหน้าสองคนนี้แล้ว พอเข้าใจได้ลางๆว่าเกิดอะไรขึ้น แต่อีกใจก็มิสามารถวางลงให้เชื่อถือคำพูดจาของอีกฝ่ายได้

“ไหนล่ะท่าน เพื่อนของท่านน่ะ?” พยายามกดเสียงให้นิ่งที่สุด แววตาจับจ้องท่าทางของคนที่พาตนเองออมาจากจวนที่ทำงานด้วยสายตาระแวดระวัง

ร่างโปร่งสูงไม่ได้เอยตอบอะไร ริมฝีปากเม้มเน้นเข้าหากันจนเป็นเส้นตรง มืออีกข้างยกขึ้นแตะเปลือกต้นไม้ ก่อนจะหลับตา ท่าทางของชเวซีวอนทำให้คนที่จ้องอยู่อดรู้สึกแปลกใจไม่ได้

“ท่าน...??” เสียงเล็ดลอดออกจากปากของฮีซอลไม่เรียกร้องความสนใจแก่อีกฝ่าย ราชครูหนุ่มหันมาพลางพึมพำคำพูดเบาๆ

“เกิดอะไรขึ้น” ลีดงแฮที่เงียบอยู่นานเอ่ยขึ้นอย่างร้อนรน เด็กหนุ่มไม่สามารถเก็บอาการกระวนกระวายได้ สีหน้าจึงฉายชัดถึงร้อนรนอย่างที่สุด ซีวอนยังคงเงียบ มือเรียวจับคางของตนด้วยความเคยชิน ภาพที่ได้รับจากจิตวิญญาณของต้นไม้ฉายชัดในหัว

...ผ้าคลุมสีน้ำตาลและปลายผมสีทองสว่างโผล่พ้นออกมายามที่มือเรียวบรรจงเทผ่านน้ำในลำคอของผู้เป็นนาย หลังจากนั้น ร่างของยูโนว์ยุนโฮก็ถูกพาออกไปที่ไหนสักแห่ง...

แต่การที่ไม่ได้แจ้งเตือนเขาแสดงว่าคงไม่ได้เกิดเหตุร้ายสินะ

“ท่านหมอ ท่านรักษาคนทุกวัน พอจะรู้ไหมว่าในเมืองมีใครที่มีผมสีทองบ้างรึเปล่า?”

เรียวตาตวัดมองคนที่ถาม ...ผมสีทองสว่าง ...รึจุดประสงค์ที่แท้จริงของชายหนุ่มสองคนนี้คือ...

“ท่านถามทำไมรึ?”

“ข้าฝากเพื่อนของข้าให้ต้นไม้ดูแลสักพัก ท่านต้นไม้บอกข้าว่าเพื่อนของข้าถูกพาตัวไป โดยคนที่มีผมสีทองสว่าง ตัวค่อนข้างบาง ข้าไม่แน่ใจนักว่าเป็นผู้หญิงรึเปล่า เพราะเขาสวมผ้าคลุมสีน้ำตาล ท่านพอจะรู้จักคนที่มีท่าทางเช่นนี้บ้างไหม”

...ผมสีทองสว่าง ...เพียงแค่นี้คนที่ถูกถามก็รู้แน่แล้วว่าเป็นใครในแผ่นดินนี้...

“...ข้า ...รู้จัก” สีหน้าของสองหนุ่มที่ฟังคำตอบนั้นค่อยสู้ดีขึ้นมานิดหนึ่ง เมื่อเห็นความโล่งอกชัดเจนเช่นนั้น คนตอบจึงคิดขันในใจว่าทำไมตัวเขาต้องคิดระแวดระวัง ในเมื่ออีกฝ่ายไม่ได้เสแสร้งแกล้งเล่นละครเลยสักนิด 

“...แต่ข้ามิอาจบอกได้เพราะข้าไม่รู้ว่าท่านทั้งสองคือใคร”

“ขออภัยท่านที่ข้าไม่ได้แนะนำตัวเสียก่อน ข้าซีวอน ส่วนนี้ดงแฮ… พวกเราเป็นเพียงนักเดินทางเร่ร่อนเท่านั้น”

“นักเดินทางเร่ร่อน? หากท่านบอกข้าว่าท่านเป็นเพียงแค่นั้น แล้วเหตุใดทำให้ท่านมีความสามารถที่แปลกประหลาดเช่นนี้”ปลายเสียงทิ้งลงด้วยความเย็นชา เรียวตาดุดันจดจ้องค้นหาความจริงในตาสีดำสนิทของอีกฝ่าย หากแต่ชเวซีวอนไม่มีแม้ความหวั่นไหวให้เห็นเพียงนิด

“ข้าเพียงแค่เดินทางไปหลายต่อหลายที่ ได้เรียนรู้มาบ้างก็เท่านั้นแหละท่าน”

“งั้นรึ…” แม้จะตอบรับคำอธิบาย ดวงตากลมโตเคลือบด้วยความสงสัยแต่สักพักก็ค่อยคลายออก ร่างโปร่งบางในชุดคลุมสีขาวสะบัดผ้าไปด้านข้าวเพียงนิด ก่อนจะก้าวเดินนำ

“ข้าจะนำพวกท่านไป ...แต่ก่อนหน้านั้น ข้ามีเรื่องของร้องท่าน ...ซีวอน…”

.
.
.
 

“เฟร์ริล ขนมปังนี้ของโปรดเจ้ามิใช่รึ จะมัวคาบไว้ทำไมเล่า” น้ำเสียงหวานดังขึ้นในสวน ร่างเพรียวบางมิได้เอ่ยพูดจากับใครอื่น นอกจากเจ้าสัตว์หน้าขนที่นั่งหมอบอยู่ด้านล่างผู้เป็นนาย ในปากของเจ้าสุนัขยังคงกัดขนมชิ้นโตไว้ไม่ยอมปล่อย

ยองอุงแจจุงเหม่อมองไปเรื่อยเปื่อย ถาดอาหารสีทองถูกแตะเพียงนิดก่อนที่เจ้าของจะมองมันให้กับเฟร์ริล สุนัขขนสีขาวไปจัดการส่วนที่เหลือ แต่ดูเหมือนว่าเจ้าตูบหน้าขนนี้จะรับรู้ถึงการกระทำของเจ้านายจึงพาลไม่กินไปด้วย ได้แต่คาบมันไว้อยู่อย่างนั้น

เป็นเวลานานแล้วที่ยองอุงแจจุงได้แต่นั่งตรงเก้าอี้ตัวยาวนี้ ต้นไม้ที่ปลูกรอบสวนพร้อมสายธารที่ผ่านลำไผ่ส่งเสียงเบาๆทุกครั้งยามที่ปลายไผ่ตกลงตามแรงน้ำ แต่กลับไม่สร้างความรำคานให้เลย ร่างบางยังคงพึงพบใจในความสงบแบบนี้

แต่ถึงสภาพแวดล้อมรอบข้างจะสงบเพียงใด จิตใจส่วนหนึ่งกลับคิดพะวงไปถึงชายหนุ่มที่ยังคงไม่ฟื้นจากพิษของบาดแผล ใบหน้าหวานมักเหลียวไปมองด้านหลังของตนอย่างไม่รู้ตัวอยู่บ่อยครั้ง แต่เมื่อไม่เห็นแม้เงาวูบไหวแม้สักนิดในช่องประตูที่ไม่ได้ปิด คนเผล่อมองก็ได้แต่หันกลับมา ...ทั้งที่ไม่รู้ว่ารอคอยอะไร และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าร่างสูงคนนั้นเป็นใครมาจากไหน

 ...แต่ภาพที่ได้เห็นผ่านความเจ็บปวดในวันนั้นกลับผุดขึ้นในมโนความคิดอยู่เรื่อย
และคอยแต่ทำให้บางสิ่งในอกวูบไหวอย่างประหลาด...

มือเรียวตบหัวที่ปกคลุมด้วยขนนุ่มสีขาวเบาๆ ก่อนจะเลื่อนมาหยิบช้อนตักอาหารเข้าปาก แม้เพียงคำเล็กๆ แต่เมื่อเฟร์ริลได้เห็นนายของมันยอมทานบ้าง มันจึงค่อยๆเขี้ยวตาม หางสายไหวไปมาแสดงความรู้สึกเบื้องลึกในจิตใจ

จนขนมปังคำโตในปากของมันถูกกลืนเข้าไป สุนัขตัวโตจึงผุดลุกยืนสี่ขาเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าที่กระทบมาตามระเบียง เสียงครืดของบางประตูปิดลง ปลายผมสีน้ำตาลทองยาวตรงเป็นสิ่งที่บ่งบอกได้ชัดเจนว่าเป็นใครที่เข้าไปในนั้น

แจจุงผ่อนลมหายใจอยู่นานก่อนจะค่อยๆลุกขึ้น เรียวเท้าที่สวมด้วยรองเท้าเกี๊ยะกระทบกับพื้นหญ้าไม่ส่งเสียงดังมากนัก ร่างบางเข้าไปใกล้ประตูจนได้ยินเสียงพูดคุยในนั้นอย่างชัดเจน

“ท่านช่างมีความอดทนเสียจริง พิษลามไปทั่วร่างท่านแล้วตอนที่ข้ามาพบท่าน”

“ขอบคุณท่านมาก ข้านึกว่าจะตายเสียจริงๆแล้ว ข้าจะตอบแทนท่านอย่างไรดี”

คนที่ยังคงยืนอยู่ด้านนอกได้ยินประโยคทั้งหมดแต่ไม่อาจก้าวเข้าไปได้ ไม่รู้เพราะเหตุใด เขากลับรู้สึกว่าการสนทนานี้เขาไม่ควรเข้าไปข้องเกี่ยวนัก

“เดี่ยวข้าจะไปยกอาหารมาให้ท่านนะ รอข้าสักประเดี๋ยว …อ่ะ แจจุง” เจ้าของชื่อสะดุ้งสุดตัวเมื่อจู่ๆบานประตูก็เลื่อนเปิดขึ้น แล้วแชยอนในเสื้อขาวก็ร้องทักเขาด้วยใบหน้าสดใส ยองอุงแจจุงสบดวงตาเรียวคมสีดำสนิทเพียงครู่ ก่อนที่มือเรียวบางของสตรีคว้าจับมือเขาพาร่างบางเดินออกห่าง

เมื่อมาจนถึงห้องครัวทีตอนนี้บรรดาแม่ครัวต่างก็ค่อยๆยกถาดอาหารกลับมา แต่ยังคงมีอาหารวางเรียงรายรออยู่เต็มไปหมด แชยอนบรรจงจัดอาหารในถาดสีทองจนเสร็จก่อนจะปริปากพูดในที่สุด

“แจจุง  ข้า  ...ในอกข้ามันเต้นโครมครามจนข้าแทบควบคุมไม่อยู่… ข้าพูดไปว่าข้าเป็นคนช่วยท่านยุนโฮ ข้าขอโทษนะแจจุง”

ยองอุงแจจุงได้แต่มองหน้าหญิงสาวที่เอ่ยบอกความในใจ พวงแก้มขาวจัดฝาดไปด้วยสีแดงที่สูบฉีด รอยยิ้มกว้างที่ปรากฏออกมาเมื่อเอ่ยถึง ‘ท่านยุนโฮ’ บ่งบอกชัดเจนถึงความรู้สึกเบื้องลึกที่มีให้อีกฝ่าย

“ได้โปรดเถอะนะ แจจุง ...ข้า ท่านก็รู้ว่าข้าเคยรักใคร และท่านก็รู้ดีว่าข้าไม่เคยสมหวังเลย ...เพราะฉะนั้น ครั้งนี้ ข้าขอร้องท่าน...”

ร่างบางทำได้แค่ส่งยิ้มบางๆให้อีกฝ่าย มือแตะบนไหลบางเล็กของสตรีเบาๆ

“ข้าเจอท่านนั้นที่ใต้ต้นซากุระ แถวนอกตลาด ...ข้าไม่คิดหรอกนะว่าเขาจะจำข้าได้ ...เพราะฉะนั้นเจ้าก็พยายาม ...พยายามเข้านะ”
แจจุงพูดออกไปด้วยน้ำเสียงแผ่ว แต่อีกฝ่ายไม่ได้สนใจในท่าทางนัก รูปหน้าสวยส่งยิ้มกว้างเป็นการขอบคุณ ก่อนที่จะยกถาดเดินออกไปอย่างรวดเร็ว

คนที่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลังยิ้มอ่อน แต่ก็ค่อยๆคลายลงอย่างช้าๆ มือเรียวบีบแน่น

...ข้าเข้าใจเจ้าดีแชยอน

หลายปีมาแล้วที่หญิงสาวทำได้แค่หลงรักชเวกังชางมินแต่เพียงผู้เดียว แต่ความรักนั้นกลับเป็นเพียงรักข้างเดียวที่ไม่มีวันได้รับสิ่งตอบแทน ในเมื่อใจของชางมินผูกพันแต่เพียงคนคนเดียวเท่านั้น

แต่น่าขันที่คนคนนั้นก็ไม่มีใจให้เขาเลยเช่นกัน...ทุกอย่างในสายตาของยองอุงแจจุงคิดกับชเวกังชางมินมีเพียงคำว่าสหายเท่านั้น…


...ทั้งที่น่าจะยินดีที่แชยอนอาจจะได้พบกับคนใหม่ จะได้ไม่ต้องเจ็บปวดอีกต่อไป

แต่เหตุใดกันนะ ข้าถึงคิดว่าตนเองอาจจะต้องเจ็บปวด

ในเมื่อข้าไม่เคยรัก ‘ท่านยุนโฮ’ เลย

.
.
.
[TBC]

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

หวัดดีค่ะ เจ๊แปม สบายดีมั้ยคะ

แต่งฟิคแนวนี้ด้วยเหรอ น่าสนุกนะคะ เดี๋ยวว่างๆจิมาอ่าน

บ๊ายบายค่ะ

#1 By LiGHT™ on 2008-04-01 22:58

แอ๊ก ยายแชยอน กี๊ด

แล้วยุนจำแจม่ะได้หรอ (ตอนที่ช่วยนะ)

นึกให้ออกสิอิหมี อย่าเป็นหมีเบื๊อกน่ะ

#2 By rainbow (61.91.95.130) on 2008-04-06 23:38

แว๊กกกกกก อะไรก๊านนนนนน ผู้หญิงคนนั้น อยู่ดี ๆ มาแอบอ้างเฉยเลย

ยุนโฮทำไมจำแจจุงไม่ได้ล่ะ เคืองแทนนะเนี่ย รีบ ๆ รู้ตัวเข้านะยุนโฮ

#3 By double ^p^ (117.47.8.31) on 2008-04-10 22:59