The Legend [Chapter - 04]
posted on 12 Apr 2008 15:39 by pampy in TheLegend
Title: The Legend
Author: Pampy
Paring: Yunho/Jaejoong
Genre: Fantasy, Romance
Rate: PG-13
[Chapter 04]
ใต้ถุนอาคารไม้เรือนใหญ่ เหล่าชายหนุ่มองอาจร่างสูงนั่งล้อมวงอาหารเย็นหลังจากการฝึกซ้อมกระบวนท่าและหลักวิชาในช่วงบ่ายจนล่วงเลยถึงค่ำใกล้ตะวันตกดิน การเติมพลังไหนเลยจะดีเลิศไปกว่าอาหารรสเยี่ยมพร้อมชาร้อนๆ ดวงอาทิตย์ลับของฟ้าไปมากโขแล้ว อากาศเย็นจึงเข้าปกคลุมไปทั่วแผ่นดิน เสียงพูดคุยจากผองเพื่อนบ้างรุ่นพี่บ้างรุ่นน้องก่อเกิดกลบเสียงนกร้องยามอรุณลับไปเสียหมดสิ้น
หากแต่เสียงหัวเราะและบรรดามุขขำขันไม่ได้เชิญชวนใจให้อยากแก่ชเวกังชางมินสักนิด ชายหนุ่มนั่งปลีกวิเวกมาทางด้านหลังของเรือนฝึกซ้อม แม้นางครัวเดินก่ายไปมาหวังเอาใจนายทหารหน้าตาหล่อเหลาคนนี้หากแต่นักรบหนุ่มก็มิได้ชายตามองสักนิด ในหัววนเวียนเพียงความรู้สึกอาวรณ์ใจถึงคนที่วันนี้จวบตะวันขึ้นถึงลับยังไม่เห็นแม้เสี้ยวเงาสักนิด
...เสียงถอนหายใจดังขึ้น พร้อมความอัดอั้นในใจเองก็ผ่อนออกมาด้วย
“...ชางมิน” สะดุ้งสุดตัวเมื่อได้ยินเสียงหวานที่แสนจะคุ้นหู ภาพในมโนแห่งความฝันราวกับเป็นจริงทันทีที่ร่างบางเดินเข้ามาใกล้ ดวงหน้าขาวต้องด้วยแสงจากเทียนฉายชัดถึงรอยยิ้มที่แย้มให้ ในมือถือโคมไฟกระดาษสีขาวที่ใช้จนติดเป็นนิสัย กลิ่นหอมกรุ่นเจือจางรอบกายอยู่แล้วบัดนี้ยิ่งทวีรสมากขึ้นเมื่อคนที่เพิ่งปรากฏตัวเห็นได้อย่างแจ่มแจ้งว่าผ่านการชำระล้างกายมาแล้ว
ชเวกังชางมินขยับหนีอีกฝ่ายเล็กน้อยเมื่อแผ่นเสื้อสีขาวคลิปแดงทิ้งกายลงนั่งด้านข้าง เนื้อตัวเขาเหนียวด้วยไคลจากเหงื่อและน้ำ จึงไม่อยากให้คนเพิ่งอาบน้ำเสร็จเข้าใกล้นัก หากแต่คนที่คิดอยู่เสมอว่าเป็นเพื่อนก็ขยับติดอย่างไม่กลัวเกรงกลิ่นสาปแม้แต่น้อย
“เจ้าทานเยอะเหมือนเดิมเลยนะ ข้าล่ะอิจฉาเจ้าจัง” เอ่ยเมื่อเห็นถาดอาหารสีแดงว่างเปล่าเหลือเพียงเศษซากเท่านั้น ร่างบางท้าวมือไปด้านหลังส่ายเท้าที่สวมด้วยเกตะไปมาราวกับเด็กๆ
“ก็แค่ตักแล้วเอาเข้าปาก ข้าไม่เห็นว่ามันจะยากตรงไหน ...เพลงดาบยังยากกว่านี้อีกนะ ...เจ้าสิ หัดทานให้มันมากหน่อย มัวแต่ให้เจ้าสุนัขหน้าขนนั่นกินแทนเจ้าอยู่ได้”
“ใช่ซี~ เจ้าทานแล้วไม่อ้วนนินา... ข้าน่ะ กินอยู่สบายเกินไปแล้ว”
“นี่หรือที่เจ้าว่าสบาย ...ดูแขนเจ้าสิ เล็กขนาดนี้เกรงว่าจะถือคาตานะไม่ไหวแล้วกระมัง” มือเรียวคล้ำแดดเอื้อมกำรอบข้อแขนเล็กบางอย่างถือวิสาสะ หากแต่อีกฝ่ายไม่นึกรังเกียจ ปล่อยให้คนว่าถือโบกไปมาเพียงครู่ คนที่จับอยู่ค่อยคลายออกด้วยกลัวใจตนเองจะเต้นแรงกว่าที่เป็นอยู่
“เออ! พรุ่งนี้เจ้าว่างไหม ข้าจะไปสวนอาระ เจ้าไปเป็นเพื่อนข้าหน่อยสิ ...นี่แน่ะ ...ถ้าเจ้ามาด้วยพวกทหารก็จะไม่ตามข้ามา ข้าไม่ได้รำคานพวกเทยังหรอกนะ ...แต่ว่าอยู่กับเจ้าแล้วสบายกว่าเยอะ”เสี้ยวหน้ายิ้มพร้อมหันมาสบตา‘เพื่อน’คนสนิทเพียงผู้เดียวในแผ่นดินนี้ หากแต่สิ่งที่ได้รับคือใบหน้าเรียบเฉย ดวงตาน้ำตาลเข้มหลุบลงช้าๆ จดจ้องลึกบนปลายเปลวไฟจากตะเกียงเส้นเล็กในโคมกระดาษสีขาว
สายลมเย็นผ่านทั้งคู่อีกครั้ง ตะวันลับขอบฟ้าไปนานแล้ว ความมืดแห่งรัตติกาลเข้าเยือนแผ่นดินพรอนเทร่าอย่างรวดเร็ว
“แจจุง เจ้าสัญญาแล้วใช่ไหมว่าเจ้าจะไปดูพิธีศักดิ์สิทธิ”เลี่ยงไม่ตอบคำถาม หากแต่อีกฝ่ายไม่ได้ใส่ใจนัก ดวงหน้าสวยพยักหงึกหงักสองสามครั้งก่อนจะเอ่ยขยายความต่อ
“ข้าก็ต้องไปดูเพื่อนข้าเป็นใหญ่เป็นโตสิ ต่อไปนี้เจ้าก็จะได้เป็นนายของกองทหารแล้วนะเนี่ย ชเวกังชางมินซามะ~” น้ำเสียงหวานล้อเลียนพลางกระทุ้งศอกใส่แผ่นอกข้างๆ ยามใดที่ได้อยู่กับเขา ไม่ว่ากี่ครั้งกี่คราแจจุงก็ทำตัวเป็นเด็กๆและเอาแต่ใจเสมอมิเคยเปลี่ยน
และเพราะเป็นยองอุงแจจุง ชเวกังชางมินถึงได้ยอมให้ทุกๆอย่าง…
“งั้นพรุ่งนี้ข้าจะไปสวนกับเจ้า ...แต่ถ้าวันงานข้าไม่เห็นเจ้าล่ะน่าดู!” มือเรียวหยิกแก้มขาวผ่องของแจจุงเบาๆ เรียวปากอิ่มคลี่ยิ้มบางให้กับคนเอาแต่ใจ อีกฝ่ายพยักหน้าหงึกหงักก่อนจะกระโดดลงยืนเต็มตัว ผละเดินจากไปโดยไม่มีแม้คำล่ำลา มีเพียงเสียงร้องเพลง ‘ชางมินซามะ~’ดังให้ได้ยินเท่านั้น
ร่างโปร่งสูงหัวเราะเบาๆในความขี้เล่นของอีกฝ่าย หัวใจดั่งต้นไม้แห้งเหี่ยวที่ถูกรดน้ำให้แช่มชื่นขึ้นมาอีกคราเฉกเช่นเดียวกับกายาที่เหนื่อยล้า ราวกับถูกเสริมเติมพลังให้มีแรงจับดาบอีกครั้ง ...ดวงตาเรียวจ้องมองแผ่นหลังบางจวบจนกระทั้งแสงจากโคมกระดาษลับหายไป ยังคงมีรอยยิ้มประดับบนใบหน้าแม้ละสายตามาแล้วก็ตามที
ดวงตาสีเขียวเข้มดุจห้วงทะเลลึกปนเปด้วยความสุขขมที่มิอาจอธิบายได้ ...สุขยามที่ได้อยู่ชิดใกล้ กระนั้นเมื่อเห็นแผ่นหลังนั้นห่างออกไปกลับรู้สึกทรมานลึกสุดขั้ว ...ถึงอีกฝ่ายจะรู้ดีว่าตัวเขามองด้วยความรู้สึกเช่นไร แต่ไม่มีแม้แววรังเกียจฉายออกมา เฉกเช่นเดียวกับที่ไม่เคยมีอะไรเปลี่ยนแปลงระหว่างยองอุงแจจุงและชเวกังชางมิน...
เพราะกลัวจับใจที่จะไม่มีแม้ที่ว่างให้กับตนเองเพื่อยืนเคียงข้างอีกฝ่าย
...จึงทำได้เพียงแต่โอบกอดคำว่าเพื่อนไว้ด้วยความเจ็บปวดและรอคอย
รอคอยสิ่งที่ไม่อาจเกิดขึ้นได้ รอคอยบางอย่างที่ไร้ซึ่งความหวัง...
แต่ก็ยังรอ ราวกับคนโง่เขลา...
.
.
.
เท้าที่หุ้มด้วยทาบิสีขาวก้าวช้าๆผ่านระเบียงไม้ที่ทอดยาวไปทางทิศเหนือของตำหนักวังใน โคมสีขาวยังคงถือในมือด้วยท่าทางนิ่งเฉยทั้งที่ไฟจากเทียนที่ติดเป็นระยะๆรอบข้างเองก็ช่วยให้การมองเห็นถนัดขึ้นมากแล้ว เดินผ่านเหล่านางรับใช้ที่ส่งเสียงหัวเราะคิกคักเบาๆด้วยเรื่องตลกขบขันใดก็มิอาจทราบ หากแต่คนเดินมิได้ใส่ใจ เรียวตามองเลยผ่านไปยังเหล่าต้นซีบากิสีแดงสดที่เรียวรางอยู่ลิบๆ จนมาสุดทางเดิน เรียวเท้าจึงก้าวขึ้นบันไดผ่านแผ่นตาตามิที่ทอดยาวเป็นสะพาน ด้านใต้มีลำธารเล็กไหลผ่านบ่งบอกถึงการแบ่งแยกอาณาเขตอย่างชัดเจน
จนร่างเดินผ่านกลีบดอกแดงสดก็นึกได้ว่าตนเองหลงลืมอะไรไปซะสนิทเพราะในยามปกติแล้วเมื่อผ่านมาถึงตรงนี้ เฟร์ริลต้องกระโดดโผเข้าใส่เจ้าของเต็มรักหากแต่ตอนนี้ไม่เห็นแม้วี่แววของเจ้าสัตว์หน้าขนที่มักนอนหมอบอยู่ตรงที่ประจำสักนิด เท้าสองข้างเดินขึ้นชานเรือนอุเมะของตน ค่อยวางโคมกระดาษไว้ด้านข้างระเบียง เดินตรงไปก็เห็นว่าห้องรับรองด้านในที่ยังคงมีแสงสว่างลอดออกมา
...แชยอนยังไม่กลับอีกรึ?...
ร่างเพรียวบางทิ้งตัวนั่งลงตรงชานเรือนไม้ เหล่าทหารถึงกะเปลี่ยนยามแล้วเมื่อมองเลยผ่านเงาครึ้มของมวลแมกไม้ เห็นเค้าร่างด้านหน้าของเรือนมีเวรผลัดเดินผ่าน ลวดลายดอกโชบุที่ติดหราหลังฮัปปิบ่งบอกถึงตำแหน่งของทหารสังกัดฝ่ายเหนือ
ครืดด…
“แจจุง เจ้าไปเตร่อยู่แถวไหนมาเนี่ย เฟร์ริลของเจ้าจะงับหัวข้าได้แล้วนะ!”
น้ำเสียงใสติดดุด่าเล็กน้อยดังขึ้น ดวงตากลมฉายชัดถึงความลังเลอยู่นานหากแต่อีกฝ่ายคงมิได้เห็นมัน ยันตัวลุกขึ้นเล็กน้อยก่อนจะเอี่ยวตัวเห็นร่างเล็กบางคลุมด้วยชุดขาวตามระเบียบของแพทย์หลวง หากแต่เมื่อดวงตาดำขลับเลื่อนมองไปด้านหลัง ชายหนุ่มในชุดคลุมสีดำตัวเดิมยกมือข้างหนึ่งพิงไว้กับขอบประตู ส่วนไหล่อีกด้านที่ปลายชายเสื้อเลื่อนหลุดเผยผ้าพันแผลสีขาวที่ตอนนี้ไม่มีเลือดไหลซึมแล้ว ใบหน้าที่มีผมยาวประบ่าเผยยิ้มอ่อนให้กับเจ้าของตำหนัก
“นี่ยองอุงแจจุง ...แจจุง นี่ท่านยุนโฮ” น้ำเสียงหวานเอ่ยดับความเงียบ แจจุงโค้งหัวให้อีกฝ่ายเล็กน้อย สัมผัสของเจ้าสัตว์สี่ขาที่โผล่ออกมาจากห้องคลอเคลียไปทั่วต้นขา หากแต่เดินวนเวียนรอบเจ้านายไม่ถึงสองรอบดีก็หันกลับมาจ้องขู่ฟ่อใส่ร่างสูงกำยำของคนป่วยจนมือเรียวบางจำต้องลูบปลอบให้สงบ
“ดึกมากแล้ว ข้าต้องกลับเรือนรินโคเสียก่อน ...ยุนโฮ หากท่านต้องการอาบน้ำก็พอได้อยู่ ระวังมิให้น้ำซึมเข้าบาดแผลด้วย” หญิงสาวพูดก่อนที่รอยยิ้มแย้มพรายบนใบหน้างดงาม เอ่ยลาชายหนุ่มอีกสองสามประโยคก่อนส่งสั่งยิ้มให้แจจุง ปลายผมสีน้ำตาลปลิวไหวยามที่เดินผ่านไป
เจ้าของเฟร์ริลยังคงปลูกปลอบสุนัขของตน สัตว์ตนนี้มิได้ดุนัก หากแต่กับคนแปลกหน้าแล้วคุ้นเคยได้ยากยิ่ง รวมถึงการที่มันมิใช่สัตว์บ้านพื้นๆธรรมดาหากแต่เป็นสัตว์ที่เทพประทานให้ด้วยแล้ว อาการที่มันเป็นอยู่คงบ่งบอกอะไรได้หลากหลายอย่าง ตัวที่คลุมด้วยขนสีขาวสั่นน้อยๆทั่งเกรงทั้งขู่ฟ่อ ราวกับรับรู้ได้ถึงพลังแอบแฝงของชายตรงหน้า
“เจ้านี่เอาแต่ขู่ข้า ...หากแต่ไม่กัด พอข้าส่งขนมปังให้มันก็เอาไปกินหน้าตาเฉย แล้วก็ยังหันมาขู่ข้าซ้ำอีก”น้ำเสียงทุ้มเอ่ยกลั้วหัวเราะ แต่ยองอุงแจจุงมิได้หัวเราะไปด้วย
“ข้าตามใจจนมันเคยตัว ปล่อยให้เข้าออกห้องนู่น เดินเที่ยวไปทั่วยิ่งกว่าเหล่าทหารเสียอีก”
“ท่านแจจุง ...แชยองบอกข้าว่านี้คือตำหนักอุเมะของท่าน ท่านคือราชโอรสของเมืองนี้รึ?”
ร่างเพรียวบางในชุดสีขาวคลิปแดงสะบัดชายเล็กน้อยก่อนจะลุกขึ้นยืน คงเป็นคราแรกที่ยุโนว์ยุนโฮได้จดจ้องลงจริงๆในดวงตาสีรัตติกาลดำขลับ นิ่งสงบราวแม่น้ำแห่งผืนฟ้ายามค่ำคืน
“ข้าไม่รู้ ไม่เคยมีใครเรียกข้าแบบนั้นหรอก”
ริมฝีปากอิ่มเม้มเล็กน้อย นึกแปลกใจถึงความไร้มารยาทของตนที่เอ่ยวาจาด้วยความเอาแต่ใจเช่นนี้ หากแต่ก็มิเห็นแม้แววขุ่นเคืองจากอีกฝ่ายเลยสักนิด
“งั้นรึ ...บาดแผลของข้าคลายความเจ็บได้รวดเร็วจนน่าแปลกใจ หากข้าจะขอออกไปหาเพื่อนของข้า ท่านจะว่าอะไรข้าไหม”
“ข้าไม่ว่า แต่นี่ก็ดึกมากแล้ว ทหารคงไม่ยอมให้ข้าหรือท่านออกไปเป็นแน่ …ภัยอันตรายรอบข้างมากมายเสียจนทำให้กฎในวังเคร่งขึ้นจนข้าเบื่อหน่าย แต่ก่อนใช่จะมี พอท่านพ่อทราบข่าวของเมืองทางเหนือที่ล้มสลายในคืนเดียวเท่านั้นแหละ เหล่าทหารเลยจำต้องมีงานเพิ่มขึ้นอีกเท่าหนึ่ง” สุ้มเสียงเอ่ยปิดท้ายประโยคด้วยลมแผ่วเมื่อร่างโปร่งสูงตรงหน้าขยับเข้าใกล้ช้าๆ แสงจากจันทราเพียงเสี้ยวสะท้อนแววตาสีน้ำตาลให้วูบไหวหากแต่คนเอ่ยมิได้รับรู้ถึงอาการประหวั่นของชายตรงหน้า
“...กันไว้ก็มิเสียหายอะไรหรอก ข้าเข้าใจ ยามนี้แผ่นดินที่ไกลออกไปอาจจะระอุด้วยเพลิงของปีศาจแล้วก็เป็นได้ ...”
.
.
.
“ชูว์! ...ตามข้ามาเร็ว!”เสียงกระซิบแผ่วผ่านในความมืดมิดรอบกายที่ครอบคลุมและดับทุกแสงให้มอดสนิทไป ร่างเล็กที่นอนคุดคู้รีบยันตัวลุกขึ้นจากเตียงอุ่นสบายอย่างรวดเร็วตามเสียงเรียกอันคุ้นหู มือเล็กถูกยัดถุงผ้าและวากิซาคิมาถือไว้ทันที แนบด้ามดาบเล็กใส่เอวข้างตัวก่อนที่มือจะถูกคว้าไปกอบกุมด้วยความแข็งแรงอีกครั้ง ฉุดวิ่งผ่านผ้าคลุมหน้าร้านบะหมี่ชื่อดัง ในวิกาลดึกสงัดถนนแถวนี้ก็แทบไร้ผู้คนสัญจร
สองข้าก้าวตามคนนำผ่านซอกตึกคับแคบออกจากตัวเมืองในเวลาไม่นาน ลัดเลาะไปตามแนวกิ่งไผ่ตรงดิ่งเข้าไปยังป่าสนอันอับชื้น มีเพียงเสียงซวบซาบตามแรงเหยียบของรองเท้าสานบนหญ้าแห้งเท่านั้นที่ดังควบคู่กับเสียงหอบหายใจ วิ่งมาถึงชายป่าด้านเหนือก็พบรถม้าลากเกวียนขนาดพอเหมาะเพียงแค่หนึ่งคนขับหนึ่งคนนั่งเท่านั้น
ปาร์คยูชอนสบแววตาอีกฝ่ายที่เต็มเปี่ยมด้วยความสงสัยและตื่นตระหนกฉายชัด มือเรียวกระชับผ้าคลุมขนแกะอย่างดีให้คนตัวเล็กเพื่อป้องกันความหนาวที่ตอนนี้ยิ่งทวีเพิ่มขึ้นเมื่อความตื่นกลัวสูบฉีดไปแทบทั่วร่าง
“ขึ้นไปซะ! นินจาฮิวงะส่งข่าวมาบอกข้าว่า‘ไอ่พวกนั้น’มาแล้ว”น้ำเสียงทุ้มหอบสั่นยามเอื้อนเอ่ย หากแต่เรียวตาที่ซ่อนไว้ด้วยกลุ่มผมสีดำขลับยังคงไว้ซึ่งความมั่นคงดุจหินผา มือผลักเอาจุนซูเข้าในเกวียนอย่างรวดเร็ว ก่อนจะพาตนเองขึ้นขับเป็นสารถี
“ดะ ..เดี่ยวท่านยูชอน แล้วคนอื่นๆล่ะ”
“ข้าไม่มีเวลาจะช่วยใครอื่นอีกแล้ว! พวกปิศาจบ้าเลือดนั้นใกล้เข้ามาทุกที เจ้าไม่เห็นหรอกหรือว่าบ้านของเจ้าเป็นเช่นไร มีที่ไหนกันเล่าที่ตะเกียงทุกอันจะมอดดับพร้อมกันหากไม่ใช่เวทมนตร์!”
รถม้าเริ่มขยับตามการควบคุม แว่วเสียงกรีดร้องโหยหวนดังขึ้นขัดราตรีอันสงัด แม้หันมองจากระยะห่างไกลลิบก็ยังเห็นเหล่ากองทัพทหารสีดำวิ่งผ่านเข้ากลางเมืองได้อย่างชัดเจน เปลวเพลิงสีแดงฉานคล้ายฝนเลือดที่ตกกระทบบนเมืองท่าขนาดใหญ่อันรุ่งโรจน์ บัดนี้ถูกทลายด้วยอัคคีที่ลุกลามไปทั่วทุกย่อมหญ้าอย่างรวดเร็ว
ดวงตาคลอด้วยม่านน้ำบางๆยามที่เห็นดอกโอคินะงุสะที่เคยเด่นหร่าอยู่ด้านใต้ของเมือง แต่ตอนนี้ป้ายร้านสีน้ำเงินเข้มที่คู่ชีพมานานกำลังหักโค่นลงมาช้าๆ ร้านขนาดเล็กหากแต่ใช้เวลาก่อตั้งมานานนมพร้อมดอกสีม่วงอันเป็นสัญลักษณ์กลับมอดไหม้ไปในเวลาชั่วข้ามคืน เจ้าของร้านตัวน้อยได้แต่เอี่ยวหลังมองแม้ว่าจะห่างออกมาไกลโพ้นแล้วก็ตามที
“...แล้วเราจะไปไหนกันหรือ ท่านยูชอน”น้ำเสียงแหบพร่าเอื้อนเอ่ยอย่างเลือนลอย บัดนี้สองข้างทางเห็นเพียงสีเขียวครึ้มของต้นไม้ที่ต้องด้วยแสงจันทร์เท่านั้น
“ข้าพาท่านชูยองล่วงหน้าไปก่อนแล้ว... หากเดินทางจนถึงนาราแล้วคงได้เจอกัน”แว่วหวั่นจากปลายเสียงที่สั่นกระตุก ความอาวรณ์เผยแจ่มชัดในถ้อยคำที่เอื้อยเอ่ย แม้มิได้พิศใบหน้าของอีกฝ่ายซีอาจุนซุก็รู้ดีถึงความรู้สึกเบื้องลึกที่มีให้แก่นามที่เอ่ยพาดพิง
“หากพี่สาวของเจ้าปลอดภัยก็ดีสินะ...”
จุนซูมิได้เอ่ยตอบอะไร เรียวปากอิ่มเม้มเข้าหากันเล็กน้อยก่อนจะปล่อยให้ความเงียบเป็นเพื่อนของการเดินทาง ความเหน็บหนาวเสียดแทงเข้ามาเป็นเท่าทวีคูณ ทำได้แต่กกกอดร่างของตนเองที่คลุมด้วยสัญลักษณ์โอคินะงุสะบนฮันเต็นสีน้ำเงินด้วยความเดียวดายในเกวียนไม้ของรถม้าเท่านั้น
อดคิดไม่ได้ว่าถ้าหากตนไม่ใช่น้องชายของซีอาชูยองแล้ว เจ้าของแผ่นหลังกว้างตรงหน้าจะพาเขาหนีออกมารึไม่...
แต่กระนั้นจะใส่ใจทำไม ...ในเมื่อละทิ้งหรือพกพามาด้วย ผลที่ได้ยังคงมีค่าเท่ากันอยู่ดี
.
.
.
มือเรียวสัมผัสซึบะที่ต้องแสงจันทร์ยามค่ำคืนแผ่วเบา ระเบียบสั่งให้พกดาบแม้ยามหลับของท่านพ่อทำให้คนเป็นลูกต้องเบ้หน้าด้วยความขัดใจ ใช่จะใช้ไม่ชินมือ หากแต่ถ้าในตอนนี้บ้านเมืองยังคงสงบเรียบร้อยอยู่แล้วจะพกอาวุธไว้เพื่อเหตุใดกัน
ความร้อนจากด้ามไม้ที่ห่อหุ้มด้วยผ้าไหมพับเป็นลวดลายข้าวหลามตัดทำให้หวนคิดถึงความทรงจำครั้งที่ดาบเล็มนี้ถูกชักออกจากฝัก คุซานางิอาบเลือดมาหลายต่อหลายศพ หากแต่ครั้งล่าสุดนั้นกลับทำให้เจ้าของนึกรังเกียจและหวาดกลัวจนแทบไม่นึกอยากชักมันออกมาฟาดฟันอีกเลย…
กลิ่นหอมอ่อนๆลอยกระทบปลายจมูก เสียงย่ำเท้าบนแผ่นไม้เบาๆเรียกคนที่ตกในห้วงความคิดให้ปรายตามองผู้ที่เพิ่งเดินออกจากออนเซนด้านหลังตำหนัก ร่างสูงโปร่งของคนที่ยังคงแปลกหน้าหากแต่คุ้นเคยอย่างเอ่ยไม่ถูกคลุมด้วยเสื้อยูคาตะสีขาวคลิปแดงคล้ายตนหากแต่ตัวชุดดูพอดีกับอีกฝ่ายมากกว่าเจ้าของที่สวมแล้วรู้สึกหลวมไปเสีย ยุนโฮทิ้งตัวนั่งบนชานเรือนข้างกาย ก่อนจะลอบมองใบหน้าหวานที่หันกลับไปชมฟากฟ้ายามราตรีตามเดิม
“...ข้าไม่อยากเชื่อว่าท่านจะใช้ดาบเป็นด้วย”เจตนาที่แฝงคำถามมิใช่ดูถูกดูแคลน หากแต่เมื่อเห็นมือขวาที่แตะบนด้ามดาบนั้นขยับสั่นน้อยๆจึงได้แปลกใจ
“ไม่เป็นหรอกท่าน ข้าเพียงแค่ทำตามกฎเท่านั้น ...ท่านล่ะ ดาบของท่านแปลกดี ยาวกว่าสามซาคุแล้วใช้ชินมือได้อย่างไรกัน” เรียวปากสีดอกซึบากิเอ่ยหากแต่ดวงตาสีนิลยังคงทอดมองบนฟากฟ้า ปลายผมสีทองเด่นสะดุดตาไหวตามแรงลมหนาวที่พัดผ่านยามดึกสงัด
“ข้าฝึกมันตั้งแต่เล็ก ...ข้าเรียนรู้วิชากระบวนท่าป้องกันตัว ...แต่น่าขันที่ข้ากลับใช้มันได้เพียงปกป้องตนเองได้เท่านั้น”
“นั่นก็ถือว่าท่านทำได้ตรงตามหลักวิชาแล้วล่ะ เหล่าผู้มีฝีมือใช้มันเพียงปกป้องตนเองและผู้บริสุทธิ์ ...มิได้ใช้มันเพื่อฆ่าคนเปล่าๆปลี้ๆ”แม้มิใช่คำเอ่ยปลอบประโลมแก่หัวใจที่บอบช้ำ หากแต่คนที่ได้ยินกลับรู้สึกนิ่งสงบ ...ราวกับมีคนราดน้ำอุ่นบนจิตใจที่ถูกความขาดเขลาครอบงำ ดับให้ความวุ่นวายที่ก่อเกิดยามรู้สึกสับสนคลายออกได้ดั่งเยียวด้วยยาตำหรับเลิศ ช่างแตกต่างกับคนที่เอ่ยมันออกมา ปลายเสียงที่กระตุกสั่นย้ำความรู้สึกเศร้าโศกที่แอบแฝงเอาไว้โดยมิได้ต้องการแสดงให้อีกฝ่ายเห็น
ดวงตาสีน้ำตาลเข้มจดจ้องเสี้ยวหน้าขาวพิสุทธิ์ที่เชิดขึ้นเล็กน้อย ไล่มองเสียตั้งแต่ปลายเส้นผมสลวยที่คลอรอบกรอบใบหน้าหวาน แพขนตาสีดำที่กระพริบเป็นจังหวะ เรื่อยจนถึงสันจมูกโด่งและเรียวปากสีแดงเข้มดั่งดอกซึบากิสีแดงสดที่เบ่งบานปลายฤดูหนาว มองด้วยความไม่เข้าใจผสมปนเปในหัว ในใจถูกกวนให้ขุ่นยามที่นึกถึงสิ่งที่ตนครุ่นคิดในบ่อน้ำร้อนอยู่นาน
...มิใช่คนตรงหน้านี้หรอกหรือที่ช่วยเขาไว้ ...ความอบอุ่นจากอ้อมแขนเล็กที่ตระกองกอดเขาไว้ยามที่หนาวสั่นด้วยพิษไข้ จะบอกว่ามิได้มาจากร่างที่นิ่งสงบนี้หรืออย่างไร
และมิใช้กลิ่นดอกอุเมะที่เคล้าเคลียรอบกายเพรียวบางหากแต่สูงค่านี้หรอกหรือ ที่ลอยแผ่วในโสตประสาทที่ใกล้ดับสนิทในครานั้น...
ปลายผมสีทองสว่างถูกทัดด้วยมืออุ่นทำให้คนเหม่อสะดุ้งน้อยๆ มือเรียวป้องปัดตามสันชาตญาณระแวดระวังตนทันควัน อีกฝ่ายนั้นมิได้ชักสีหน้าหากแต่แย้มยิ้มอ่อน กระนั้นดวงตาสีน้ำตาลเข้มก็มิได้ยิ้มตามไปด้วย ยังคงรัดตรึงไม่อ่อนให้อีกฝ่ายหลบหลีกหนี
“ข้า ...ขอถามอะไรท่านได้รึไม่” น้ำเสียงแผ่วนุ่มลึกเอ่ยขึ้นท่ามกลางสายลมเย็น แจจุงกระชับฮาโอริให้แนบแน่นกับตัวราวกับจะสร้างกำแพงปิดกั้นตัวตนที่แท้จริงเอาไว้ ไร้ซึ่งการตอบรับด้วยสุ้มเสียง คนเอ่ยถามจึงเข้าใจว่าความเงียบคือคำอนุญาตกลายๆ
“คนที่ช่วยข้าเอาไว้ เป็นท่านใช่หรือไม่ ท่านแจจุง...”
คนถามจ้องจับพิรุธในดวงตาสีดำขลับหากแต่ไร้ซึ่งแวววูบไหว มือเรียวบางจิกแน่นบนสาบเสื้อสานที่คอยให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย ส่วนมืออีกข้างที่ท้าวไว้กับพื้นไม้ของระเบียงถูกอีกฝ่ายวางมือใหญ่แนบเบาแต่กลับทำให้ร่างบางชักหนีไม่ออก แรงบีบกระชับแน่นขึ้นเมื่อเห็นแววขัดขืนเล็กๆจากปลายนิ้วเรียว
“แจจุง...ได้โปรดบอกข้าตามจริงเถอะ”อาจเป็นการเสียมารยาทและไร้ซึ่งการอบรมเมื่อเรียกอีกฝ่ายเพียงแค่นามเปล่าโดยมิได้เอ่ยขอ หากแต่เวลานี้ยูโนว์ยุนโฮมิได้เอาใจให้คิดถึงธรรมเนียมเก่าคร่ำครึ ร่างสูงกดเสียงทุ้มเค้นเอาความจริงที่ตนมั่นใจอยู่ในทีหากแต่อีกฝ่ายยังคงนิ่ง กระดิ่งลมที่ห้อยตัวอยู่บนขอบกระเบื้องหยักขัดด้วยท่อนไม้สี่เหลี่ยมเมื่อยามสายวายุแผ่วเบาพัดมากเกิดเป็นเพียงสุ้มเสียงเดียวที่ได้ยินระหว่างร่างทั้งสอง
‘แจจุง ....รู้ไหม ว่าชางมินคิดกับยังไงกับเจ้า...’
‘...ข้ารู้’
‘…ข้าอิจฉาเจ้า แจจุง ...ในดวงตาของชเวกังชางมินสะท้อนภาพของเจ้าเสมอมิเคยแปรเปลี่ยน ...และข้ารู้ดี ...ว่าเขาจะมีเพียงเจ้าตลอดไป’
‘เจ้าจะรักเขาเพื่อข้ามิได้หรอกหรือ...แจจุง’
ข้ารู้ดี... ข้าเข้าใจดี…ว่าความเจ็บปวดในใจของแชยอนมีมากมายเพียงไร…
“ข้า...”
ลมหายใจขาดห้วงยามที่ความเจ็บร้าวดั่งเพลิงกัลป์พลันแล่นแผดเผาแผ่นหลังอีกครา ความทรมานผลักให้ลำคอกลืนคำพูดที่จะเอื้อนเอ่ยไปเสียหมดสิ้น ริมฝีปากแดงช้ำด้วยอดกลั้นเสียงร้องจากตราที่ระบมไปทั่วแผ่นหลัง กระฉากเอามือออกพลางจับไหล่ตนเองไว้อย่างหมดแรงจะยันตัว
“แจจุง..”อีกฝ่ายตกใจยิ่ง เมื่อเห็นร่างตรงหน้าสั่นคุดคู้หอบพลางหลับตา ในใจของแจจุงภาวนาเพียงให้ความเจ็บร้าวนี้จางหายไปเสียที หากแต่ไม่เลย ยิ่งแผ่นหลังร้อนราวกับถูกเผามากเท่าไหร่ ภาพที่ทำให้ชวนคลื่นเหียนอาเจียนจนใจไม่อยากเห็นมันแม้สักนิดก็ลักลอบเข้ามาในหัวอย่างมิอาจหักห้ามได้เท่านั้น
เสียงครวญแผ่วผาดหากแต่ฉายชัดถึงความกลัวที่กัดกินร่างของตน ทั้งแสบร้อนแต่กระนั้นก็หนาวยะเยือกไปทั่วสรรพางค์กาย เรียวแขนแกร่งรองเอาร่างที่ดิ้นสั่นไร้แรงขืนเอาไว้ในอ้อมกอด ใบหน้าหวานที่ซีดขาวพร้อมเหงื่อกาฬหลั่งไหลทั่วไรผมซุกซบบนแผ่นอกกว้าง แม้คนที่ตระกองกอดเอาไว้จะเจ็บอยู่บ้างเพราะเล็บที่จิกลงผ้าสีขาวบนลาดไหล่ซ้ายหากแต่เทียบเทียมกับเรือนร่างเพรียวบางตรงหน้านี้แล้วความเจ็บของเขาพลันน้อยนิดไปถนัดตา
“อย่า...แตะ.หลังข้า”
เรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายที่ผลักให้คำพูดนี้หลุดออกจากลำคออันแห้งผาก รั้งให้มือของยุนโฮหยุดไว้เพียงแค่เอวบางหากแต่ไร้ซึ่งความอบอุ่น ดวงตาเรียวฉายถึงความเจ็บปวดราวกับส่งทอดต่อมาได้ แผ่นหลังที่เกรงจัดขยับขึ้นลงด้วยความทรมาน ดอกซีบากิสีแดงตรงกลางหลังคล้ายโลหิตสีชาดสดแดงก่ำที่แล่นพล่านไปทั่วร่าง คิ้วเรียวสวยขมวดติดแน่น ดวงหน้าบิดด้วยความเจ็บพร้อมเสียงหวานที่เจือด้วยความทรมานดังขึ้นขาดเป็นห้วงๆ ไร้ซึ่งแรงขืนตัว ปล่อยให้อีกฝ่ายโอบรัดส่งผ่านความอุ่นเข้าหาเนื้อกายที่เหน็บหนาวโดยง่าย จวบจนลมหายใจหอบสั่นค่อยเข้าออกช้าลงจนกลายเป็นจังหวะปกติ
“...ข้าไม่เป็นไรแล้ว ท่านปล่อยข้าเถอะ” เอ่ยเสียงเรียบ เรียวแขนละออกจากอีกฝ่ายเล็กน้อย ยูโนว์ยุนโฮได้แต่จ้องร่างตรงหน้าด้วยความสงสารปนเปด้วยข้อสงสัยที่ประเดเข้ามาในหัวหากแต่ใจยังคงมิกล้าเอ่ยถาม
“เกิดอะไรขึ้นกับร่างของท่านกัน...”
“เป็นธรรมดาของข้าอยู่แล้ว ท่านอย่าได้คิดกังวลไป ...แต่ช่วงหลังๆ ...นับวัน มันก็ยิ่งทวีความเจ็บมากขึ้นจนบางคราเวทย์รักษาก็ช่วยได้แค่บรรเทาเพียงเปลือกนอกเท่านั้น”
“แล้วมันเพราะอะไร ...เหตุใดท่านต้องทนอยู่กับความทรมานเช่นนี้ด้วย”
ยองอุงแจจุงมิได้เอ่ยตอบ มือเรียวบรรจงเช็ดหยาดเหงื่อด้วยชายเสื้อเบาๆ ยามกระพริบตาหลับแม้ชั่วครู่ก็พลันได้กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งราวกับว่าภาพในหัวที่เห็นได้เกิดขึ้นจริงตรงหน้า ริมฝีปากอิ่มแดงถูกขบแน่น ค่อยยันกายลุกขึ้นโดยมีคนเจ็บคอยประคองเล็กน้อย แจจุงรู้สึกสมเพชในตนเองเสียไม่ได้ เขามิได้เป็นโรคร้ายอะไรเลยหากแต่คำสาปที่ฝากฝังมาในคำทำนายแห่งฝาแฝดต่างเพศกลับทำให้ตัวเขาอ่อนแอยิ่งนัก
…อ่อนเเอจนมิอาจกล้ำฝืนทวนโชคชะตาของตนได้เลยสักครั้ง...
.
.
.
ยุนโฮยกผ้าขึ้นห่มให้กับร่างเพรียวบาง กลิ่นอุเมะหวานหอมของเรือนร่างขาวกระจ่างเจือไปทั่วห้องนอนกว้างขนาดหลายเสื่อที่ตั้งอยู่ชั้นบนสุดของตำหนักทิศเหนือ ดวงตากลมโตสบกับใบหน้าที่ก้มลงมาเพียงครู่ก็จำต้องเบือนหนี ทำได้แต่ยกชายผ้าอุ่นขึ้นปิดบังเสียงเต้นแรงของหัวใจ เป็นครั้งแรกที่ยองอุงแจจุงรู้สึกคล้ายว่าจะหายใจไม่ออกยามที่ร่างโปร่งสูงตรงหน้าขยับเข้าใกล้ แสงจันทร์ที่ลอดผ่านหน้าต่างสะท้อนรอยยิ้มอ่อนที่ชายหนุ่มมักแย้มยิ้มให้เสมอ
“ข้าขอโทษ…” พูดแผ่วเบายามที่สัมผัสอบอุ่นคอยไล่ผมที่เกลี่ยบนใบหน้าออก ดวงตากลมสีรัตติกาลหม่นลงเล็กน้อย ทอดมองไปยังผ้าพันแผลบนลาดไหล่ซ้ายของแผ่นอกกว้างมีโลหิตสีแดงซึมเปื้อนออกมาด้วยความรู้สึกผิด
“ท่านเจ็บอยู่แท้ๆ แต่ข้ากลับทำให้ท่านต้องเดือดร้อน”
การกระทำตอบจากอีกฝ่ายมีเพียงมือที่ตบลงเบาๆบนกลุ่มผมนุ่มสีทองสว่าง เรียกให้ร่างที่นอนอยู่จำต้องดึงผ้าขึ้นถึงปลายคาง มือเรียวกำชายผ้าไว้แน่นด้วยคิดว่าเป็นที่ยึดเหนี่ยวเพียงหนึ่งเดียว ไม่กล้าแม้จะสบดวงตาคมกริบที่ดึงดูดใจอย่างประหลาดนั่นตรงๆสักครั้ง
แผ่นหลังกว้างห่างออกไปจากเตียงช้าๆ ก้าวเดินเกือบจะถึงบานประตูเลื่อนแล้วแต่ถูกชักรั้งไว้ด้วยเสียงหวานผะแผ่วหากแต่เจือด้วยอำนาจราวกับคำสั่งที่ไม่อาจฝืน
“...ขอบใจท่านมาก ...ท่านยุนโฮ”
ค่าตอบแทนพร้อมคำขอบคุณคือรอยยิ้มงดงามที่ได้พิศเป็นคราแรกนับตั้งแต่ได้พบเจออีกฝ่าย กลิ่นดอกอุเมะรอบกายกลับหวานขึ้นไปอีกเท่าตัวคล้ายผสมมนตร์ให้ต้องชะงัก เรียวปากที่แย้มยิ้มราวกับดอกซึบากิที่ผลิบานท่ามกลางลมหนาวแต่ต้องให้ยืนชมแม้จะความเย็นจัดจะทรมานกายก็ตาม เป็นเพียงชั่วครู่แต่ยูโนว์ยุนโฮก็รู้สึกว่ามิอาจละสายตาจากคนตรงหน้าได้เลย...
แต่เมื่อเรียกสติตนเองได้เสร็จ ร่างสูงก็บังคับให้ตนเองโค้งให้อีกฝ่ายพลางหมุนตัวเดินผ่านบานประตูเลื่อนที่เปิดอ้าไว้ ทิ้งให้แจจุงมองตามเงาสะท้อนที่เดินลงบันไดไม้หายลับจากชั้นบนของตำหนักอุเมะไปช้าๆ….
.
.
.
“ท่านยุนโฮ ...ข้า ...ไม่ได้ช่วยท่านหรอก”
พึมพำราวกับจะย้ำให้ตนรับรู้ ให้จดจำว่ามิอาจทรยศเพื่อน สายสัมพันธ์ที่มีก็มิควรผูกให้มากเพื่อจะได้ไม่ต้องเจ็บปวดมากเกินกว่าที่เป็นอยู่...เพียงเพราะเวลาแห่งวันนั้นใกล้มาถึงเต็มที... ภาพนิมิตฉายให้เห็นแจ่มชัดผ่านม่านของความเจ็บปวด สิ่งที่บ่งบอกถึงคราที่ลมหายใจของตนจะสิ้นสุดลง ทุกฉากทุกการกระทำ...แม้โลหิตสีชาดที่หลังไหลก็ชัดเจนเสียจนได้กลิ่นคาวชวนคลื่นเหียนอาเจียน ปลายคมดาบที่ฟาดฟันลงมาผ่านเนื้อร่างของตนก็คล้ายจริงจนรู้สึกได้
...ความตายของยองอุงแจจุงจะเกิดขึ้น และไม่ว่าอะไรก็มิอาจแปรเปลี่ยนโชคชะตานี้ได้
[TBC]
Talk: กลับมาแล้วค่ะ ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่น่าเที่ยวจริงๆ,,,
แถมหนุ่มแดนปลาดิบแต่ละคนก็น่ะ >___<'' ครึครึ (เปลี่ยนธีมใหม่ กดF5ด้วยนะคะ)
ไปแล้วรู้อะไรใหม่ๆมามากเลยค่ะ พล๊อตเยอะแยะเต็มหัว อยากจะเขียนๆๆๆจริงเลยน๊า~
เอาดอกซากุระมาฝากค่ะ พันธุ์นี้จะเห็นเยอะมาก แล้วก็ดังมาก แต่ว่าชอบซากุระเกียวโตมากกว่านะ
แต่สำหรับเรายังไงดอกอุเมะก็สวยกว่าอยู่ดีค่ะ หอมมากๆด้วย ^^
...สุขสันต์วันปีใหม่ไทยนะคะ
แจจ๋าโดนคนแต่งทารุณ 555555++++
ยุนแจ fighting
คนแต่ fighting
สู้ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ น้าคะ อย่าดอง fic ละ 5555+
[mali] [mali] [mali]
#1 By rainbow (61.91.95.243) on 2008-04-12 18:17