Private Heart [Heart-18]
posted on 17 Apr 2008 00:26 by pampy in PrivateHeart
Title: Private Heart
Author: pampy
Category: Drama, Romance
Pairing: Yunho/Jaejoong
Rating : NC-17,Rate-R
หมายเหตุ ทีพีโอดี “TPOD” ย่อมาจาก ‘The Pazsion of Deva’
[Heart-18]
หากบาปที่ร้ายแรงที่สุดคือการโกหก...
คนอย่างฉัน ...การไม่ได้รับสิ่งที่เรียกว่า ‘รัก’
อาจจะยังไม่เพียงพอที่จะชดใช้ความผิดด้วยซ้ำไป...
ในบ่ายของแต่ละวันที่น่าเบื่อและแสนจะจืดชืดสำหรับฉัน ทุกวินาทีผ่านไปอย่างไร้ค่า และทุกๆวันเงาของฉันไม่ได้เดินหายไปไหนนอกเสียจากบ้านหลังเล็กเพียงหลังเดียวในสวนป่า มีแต่ต้นไม้ต้นใหญ่สีเขียวครึ้มให้เห็นเท่านั้น นานทีหากอากาศอบอุ่นก็อาจพบดอกไม้สีสดที่ขึ้นมาแซมเสริมความแตกต่างบ้าง แต่ก็ยังคงน่าเบื่อสำหรับฉันอยู่ดี ถัดจากบ้านมองเลยออกไปหากโชคดีก็จะได้เห็นรถคันหรูชนิดที่ว่าชาตินี้ฉันคงจะไม่ได้แตะมันมาจอดอยู่หน้า ‘บ้านใหญ่’ และบุคคลในชุดดำหรือชุดสูทเป็นทางการก็จะเดินเข้าเดินออกภายในบ้านนั้นบ่อยครั้ง หรือนานทีก็เกิดปาร์ตี้ที่ฉันไม่เคยมีส่วนร่วม งานเลี้ยงคนรวยที่ฉันมองแล้วก็ยังคงไม่เข้าใจถึงความหมายของมัน
เกือบทุกวันหยุดที่ฉันไม่ต้องไปโรงเรียน สายตาของฉันก็มักเหม่อมองออกไปทางระเบียงนอกบ้านคับแคบที่รายล้อมด้วยต้นไม้ ตอนนี้กลีบของมันส่งกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่ว ตัวบ้านไม้หลังเล็กๆตั้งห่างจากตัวบ้านหลังใหญ่โอ่อ่า...ที่ดูสวยงาม เหมือนปราสาทในนิทาน ...เป็นจินตนาการที่คนอย่างฉันไม่มีวันใฝ่ถึง
ดวงตาฉันยังคงจับจ้องไปยังเหล่าพุ่มไม้ถูกจัดแต่งอย่างสวยงาม ใบของมันเปลี่ยนสีเพราะฤดูกาลจะผ่านเข้ามาแล้ว น้ำพุกลางสวนยังคงทำงาน ฉันมองไล่ไปเรื่อยมิรู้เบื่อ กาลเวลาผ่านไปนานแค่ไหนฉันก็ไม่รู้ ...ฉันรู้เพียงว่า ฉันรอ‘เขา’เพียงคนเดียว...
แล้วเขาก็มาทุกครั้ง... มานั่งเล่นหมากรุกในสวนกับเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่เรียกได้ว่าเป็นน้องชายของฉัน
น้องชายที่แตกต่างกับฉันราวฟ้ากับดิน
เราแทบไม่เคยคุยกัน...ไม่เคยเล่นด้วยกัน
กระนั้นสิ่งที่ฉันจำได้ติดตา คือรอยยิ้มเปี่ยมสุขที่‘เขา’ มีให้กับคิมจุนซู
ฉันได้แต่เฝ้ามอง
...ไม่ยิ้ม ไม่แสดงออก แต่มันไม่ได้หมายความว่าฉันจะหยุดความอิจฉาในใจได้หรอก
แล้วหลายต่อหลายวัน ฉันที่ได้แต่เฝ้ามองคงทำให้เขารู้ตัว ฉันยอมรับว่าฉันไม่อยากให้เขารู้ว่าฉันแอบมองเขาอยู่ แต่ลึกๆกลับอดดีใจไม่ได้ที่เขาเข้ามาทักฉันที่กำลังเหงา เราเริ่มคุยกัน ...ความต่างทางชนชั้นเป็นปัญหาเพียงแค่ว่าฉันเล่นหมากรุกไม่เป็นเท่านั้น จึงได้แต่เป็นฝ่ายมองเขากับน้องชายของฉันเท่านั้น แล้วสิ่งที่ฉันเพิ่งได้รับรู้คือน้องชายของฉันเป็นคนน่ารักมาก ไม่ว่าเวลาจะทำอะไรคิมจุนซูจะร่าเริงสดใสเสมอ รอยยิ้มบนใบหน้าสว่างสดใส เหมือนกับเด็กที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างดี ได้รับความรักตลอดมา...
แล้วนิทานที่คนติดตามของเขา ...ฉันได้ยินเขาเรียกว่าป้าอีอึน เล่าให้เราฟังอยู่เสมอก็คือเรื่องซินเดอเรลล่า ฉันยอมทนฟังเพราะมันเป็นนิทานฝรั่งเรื่องแรกที่ฉันเคยได้ยิน และหลายต่อหลายครั้งที่ความเป็นเด็กทำให้เราอดที่จะคิดเปรียบเทียบตัวเองกับเหล่าตัวละครในนิยายหลอกเด็กนั้นไม่ได้ แล้วตอนนี้ก็เป็นครั้งแรกอีกเช่นเดียวกันที่ฉันได้รับรู้ว่าเขา ...คิดยังไงกับน้องชายของฉัน
“จุนซูต้องเป็นซินเดอเรลล่าของผมนะ”
ฉันได้ก้มหน้ายามที่เขาลูบผมสีน้ำตาลอ่อนของคนที่เป็นน้องชายของฉันอย่างทะนุทะหนอม แม้ฉันคิดว่าตาของฉันจะไม่หันขึ้นไปมองแล้ว แต่น่าแปลกที่ในหัวฉันมีแต่ภาพตรงหน้า มันวนเวียนคอยทิ่มแทงใจ เจ็บอย่างที่ฉันก็ไม่รู้ว่ามันเกิดจากอะไร
บางทีฉันก็อาจจะแค่อิจฉา...
“แล้วพี่แจอาล่ะ?” น้ำเสียงก้องกังวานใสถามขึ้น
ฉันสลัดความคิดไร้สาระที่คอยแต่มากวนใจฉัน พยายามจดจ้องไปยังหน้าปกแข็งลวดลายภาพวาดสีน้ำของหญิงร่างระหงแต่งตัวด้วยชุดราตรีสีสดสวยก้าวลงจากขั้นบันได รองเท้าแก้วที่หลุดออกส่องประกายระยิบ…
“ซินเดอเรลล่าเหรอ นายก็เป็นเจ้าชาย ...ส่วนฉัน บทพี่เลี้ยงใจร้ายก็เหมาะดีออก”
...ฉันพูดออกไป เพราะฉันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆนิ
.
.
แต่ก็เป็นได้เพียงแค่ชั่วครู่ที่ฉันได้รู้จักน้องชายของฉันและจองยุนโฮ หลังจากนั้นฉันก็แทบไม่ได้เจอพวกเขาอีกเลย ฉันเอ่ยถามแม่ของฉันในบ่ายวันหนึ่งทั้งที่ใจก็ไม่ได้อยากถามเท่าไหร่นัก เพียงเพราะฉันได้แต่นั่งรอพวกเขาในบ้านหลังเล็ก ทำได้แต่รอเท่านั้น ความคิดถึงจึงทำให้ในอกฉันเป็นบ้า
“แจอา ...เราไม่ควรยุ่งกับพวกเขานะ แค่นี้พวกเขาก็ลำบากมากพอแล้ว”
นั่นคือคำตอบของแม่ ทุกครั้งแม่จะทำหน้าเหมือนจะร้องไห้เมื่อพูดถึงคนในบ้านใหญ่ เป็นอีกสิ่งที่ฉันไม่เคยจะเข้าใจ และแม่ก็ไม่เคยอธิบายให้ฉันเข้าใจ หลายต่อหลายครั้งที่ฉันได้เจอคนที่อาจเรียกได้ว่าเป็นพ่อ แต่แม้กระทั้งคำพูดที่ฟังดูอ่อนโยน หรือสัมผัสอบอุ่นจากฝ่ามือที่ตบลงบนหัวของฉันเบาๆ
ก็ไม่ได้เจือด้วยสิ่งที่เรียกว่ารักเลย...
ฉันถูกจับยัดเข้าเรียนในโรงเรียนคุณหนูทั้งที่ใจจริงไม่อยากนัก สังคมในนั้นจะทำให้ฉันอยากอาเจียนเสียให้ได้ ทั้งการโอ่อวดตัว การข่มกันและกันมีให้พบเห็นทั่วไป …ถึงแม้ฉันจะเป็นพี่ แต่ฉันก็ได้เรียนในชั้นเดียวกับจุนซู และการมาเรียนในโรงเรียนคนรวยนี้ก็ทำให้ฉันเข้าใจว่าเหนือคำว่ารวยก็ยังมีคำว่ารวยกว่า โดยเฉพาะน้องชายของฉัน เขาไม่ได้เป็นเพียงแค่คิมจุนซู แต่เขาคือคุณหนูตระกูลคิม ถึงแม้จะนามสกุลเดียวกับฉัน มาจากบ้านในรั้วเดียวกัน แต่ทุกครั้งที่น้องชายของฉันเดินผ่านระเบียง ไม่ว่าหญิงหรือชายในห้องฉันก็จำต้องเข้าไปมุงดู พักหลัง เสียงฮือฮาก็ยิ่งทวีความดังมากขึ้นเมื่อน้องชายของฉันเดินมากับเขา จองยุนโฮ ทายาทตระกูลคนรวย ที่สาวๆแต่ละคนแทบเพ้อเมื่อเขาส่งยิ้มให้ หรือพูดคุยด้วยประโยคแสนจะธรรมดา
...ฉันที่แตกต่างจากพวกเขาเหล่านั้น ฉันที่เป็นแค่คิมแจอา จึงทำได้แต่ตีตัวออกห่างเงียบๆ ...และนับวันฉันก็ได้แต่ถามตัวเองว่าคิดไปเองรึเปล่าที่เขาเข้ามาทักในวันนั้น ครั้งหนึ่งที่เราเคยเป็นเพื่อนกัน...ฉันคิดไปเองรึเปล่านะ...
นั่นสิ...
บางที...ฉันอาจจะบ้าไปเอง
.
.
“นี่ๆ ฉันไม่มีเพื่อนทานอาหารกลางวัน ฉันมาทานกับเธอได้ไหมจ๊ะ?” น้ำเสียงอ่อนหวานพร้อมคำพูดเรียบร้อยเข้าแบบแผนคุณหนูที่ถูกขัดเกลามาอย่างดีดังขึ้น ฉันเงยหน้าขึ้นจากเส้นอุด้งราคาถูก ใบหน้าสวยใสบวกด้วยผิวพรรณขาวผ่องก็กระจ่างเต็มสายตา หญิงสาวแนะนำตัวพร้อมอัญเชิญตนเองนั่งลงโดยที่ฉันไม่ทันได้พูดอะไร แล้วข้าวกล่องห่อเล็กของฉันก็ยิ่งดูเล็กเข้าไปใหญ่เมื่อเทียบกับเบนโตะสไตล์ญี่ปุ่นขนาดยักษ์ของเธอ
แล้วในระยะเวลาไม่นานฉันก็มีเพื่อนคนแรก โชชองฮี หล่อนไม่ได้แตกต่างจากหญิงสาวทั่วไป หากแต่มีบางส่วนที่ชองฮีทำให้ฉันรู้สึกดีเมื่อเธออยู่ด้วย เธอสวยและสูงค่า น่าแปลกที่เธอไม่ได้รังเกียจบ้านหลังเล็กคับแคบของฉันและแม่เลยสักนิด ชองฮีมาหาฉันที่บ้านเกือบทุกวันพร้อมอาหารราคาแพง เธอไม่ได้มาเพื่อข่ม เรื่องนี้ฉันรู้ดี เธอมีน้ำใจและพร้อมจะแลกอาหารกับหลักสูตรชงชาที่แม่ฉันถนัด
และแน่นอนว่าเธอไม่เคยปิดบังว่าเธอเองก็ชอบ‘เขา’เหมือนกับฉัน
“ฉันนี่ไม่มีความกล้าเลยนะแจอา ฉันเจอเขาบ่อยมากในงานเลี้ยง แต่ฉัน...แค่จะเข้าไปพูดด้วยยังไม่กล้าเลย... ฉันทำได้แค่มองเท่านั้น”
หัวอกเดียวกัน...
แต่ชองฮียังมีโอกาสมากกว่าฉัน ฉันที่ได้แต่อยู่ในบ้าน ไม่อาจออกไปไหนได้นอกจากโรงเรียน
ไม่อาจหลุดพ้นจากตัวตนจอมปลอม...
“ถ้าทำได้แค่มองละก็ ...เป็นฉัน ฉันก็จะมองไม่ให้คลาดสายตาเลยล่ะ”
“แจอามีคนที่ชอบแล้วเหรอ? ใครล่ะ? บอกหน่อยได้ไหม”
“...ไม่มีหรอก”
ฉันต่างหากที่โกหก... อีกแล้ว
.
.
ทุกอย่างที่ฉันคิดถูกระบายออกด้วยวิธีเดียวคือการร้องเพลง มันเป็นสิ่งเดียวที่ฉันไม่ต้องใช้อะไรแลก เพียงแค่สูดอากาศ แล้วก็เปล่งทุกอย่างออกมาเท่านั้น และมันก็เป็นสิ่งเดียวที่แม่ของฉันไม่ได้ห้าม แม่ชอบเสียงของฉัน แม่ชอบให้ฉันร้องเพลง และคำชมของแม่คือแรงผลักดันให้ฉันพยายาม แต่ฉันก็ยังคงไม่มีหนทาง ฉันไม่รู้จะทำอะไรต่อหากเรียนจบแล้ว ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหากเขาไล่ออกจากบ้านนี้ไปแล้วจะหาอะไรกิน...
...ทุกคืน ท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บรอบกาย ฉันก็จะออกมานั่งรับลมตรงระเบียง แม้จะหนาวสักแค่ใด แต่ฉันคิดว่ามันอบอุ่นกว่าอยู่ในกำแพงบ้านเพียงคนเดียว ช่วงหลังแม่ของฉันไม่ได้อยู่ด้วยเพราะต้องไปโรงพยาบาล คนที่ฉันรู้ว่าเป็นพ่อของฉันไม่สบายบ่อยมากขึ้นเรื่อยๆ หากแต่ฉันก็ไม่นึกอยากไปเยี่ยม ไม่ใช่สิ ถึงนึกอยากไปก็ไม่ได้ไปหรอก...
ฉันเพิ่งได้รู้ไม่นาน คำที่ไขปริศนาทุกอย่างที่ฉันเคยสงสัย...
คิมแจอาเป็นเพียงลูกนอกสมรสเท่านั้น...
เข้าใจดีถึงความไม่มีค่าของตน ...เข้าใจ ว่าทำไมน้องชายและฉันถึงได้แตกต่างกัน…
ฉันเงยหน้ามองบนฟากฟ้าสีดำสนิท บนนั้นมีใบหน้าของ‘เขา’อีกแล้ว
“...ฉันชอบนาย ชอบมากที่สุด มากที่สุดเลยนะ ...เพราะฉะนั้น ฉันจะไม่ยอมแพ้...”
ฉันเปล่งเสียงร้องออกมา ทำนองและเนื้อร้องที่คิดขึ้นสดๆทำให้เพลงฟังดูแย่ แต่อย่างนั้นฉันก็ชอบมันและร้องมันอยู่ซ้ำๆ ...ฉันที่ไม่อยากยอมแพ้สิ่งที่ผูกมัดฉันไว้
คืนที่ฉันเหงาถึงขีดสุด ...คืนนั้น จึงเป็นคืนแรกที่ฉันหนีออกไปเที่ยว
และไปในฐานะ‘ผู้ชาย’
.
.
.
นับวัน ฉันก็ยิ่งไม่อยากอยู่เพียงในบ้านเล็กๆ เพียงเพราะฉันได้ออกไปพบกับอิสระ มันทำให้ใจของฉันโหยหาตลอด ฉันรู้ว่าแม่เข้าใจว่าฉันอยากออกไปจากที่นี่เพียงใด ภายในอาณาบริเวณกว้างขวางของบ้านตระกูลคิมดูอ้างว้าง ว่างเปล่า และตอนนั้นฉันเพิ่งเข้าใจว่าตลอดเวลา ฉันและแม่ถูกกักกันไว้โดยหญิงที่ชื่อคิมชูยอง
หล่อนเป็นคนสวย ...สวยและร้ายกาจ
วันนั้นหล่อนมาหาแม่ ฉันเองก็อยู่ด้วย หล่อนพูดถึงเรื่องที่จะให้ฉันและแม่ออกไปจากตระกูล สิ่งที่หล่อนเสนอ ฉันยอมรับว่ามันยั่วยวนความปรารถนาของฉันมาก แต่ฉันถูกไล่ออกมาจากห้องและทำได้แต่แอบฟังที่ประตู เสียงเรียบสงบแต่ทรงอำนาจที่เล็ดรอดมานั้นแผ่วเบา แต่กระนั้น ฉันก็ยังได้ยิน แจ่มชัดในโสตประสาททุกคำพูดไม่ตกหล่น
“ฆ่าปาร์คยูจินซะ แล้วลูกสาวของเธอจะได้รับอิสระ”
ฆ่า... งั้นรึ?
แม่เค้นถามว่าฉันได้ยินเรื่องในคืนนั้นหรือไม่ ฉันลังเลใจ และฉันไม่อาจบอกแม่ได้ว่าฉันได้ยินเงื่อนไขที่ร้ายกาจนั้นอย่างเต็มสองหู ฉันอาจจะชินชากับการโกหกด้วยใบหน้านิ่งเสียแล้วแม่จึงจับพิรุธฉันไม่ได้ ทั้งที่ฉันรู้ แต่อิสระก็เย้ายวนใจฉันเหลือเกิน ฉันไม่ได้ไปโรงเรียนอีกแล้วเพราะแม่กลัวว่าความจริงของฉันจะถูกเปิดเผย ทั้งที่ป่านนี้ชองฮีก็ยังไม่สงสัยถึงความลับที่ฉันปิดไว้เลย
คิมชูยองมาหาเราบ่อยขึ้น เหมือนเธอจะรู้ว่าฉันคิดอย่างไร เธอจึงชักชวนฉันไปทานข้าวที่บ้านใหญ่เกือบทุกเย็น และเพราะอย่างนั้น ฉันถึงได้เจอหน้าน้องชายของฉัน คิมจุนซูยังคงมีใบหน้าที่สดใส สว่างและเปี่ยมด้วยความสุข ทุกสิ่งที่พูดออกมาล้วนสร้างรอยยิ้มให้กับคนมากมาย ฉันที่ก้มหน้าทานอาหาร ได้แต่เม้มปากเน้นเพราะไม่รู้จะพูดหรือเอ่ยอะไรออกไปดี
แล้วฉันก็ได้รับอนุญาตให้ออกจากบ้าน แต่ก็ไปได้แค่เพียงเยี่ยมผู้เป็นพ่อ ฉันไปพร้อมๆกับจุนซู แต่ตัวฉันมักนั่งอยู่ในห้องของพ่อเงียบๆ ส่วนน้องชายก็ชอบไปหาคนอื่น พ่อฉันตอบความสงสัยของฉันทันทีที่ฉันเอ่ยถาม พ่อพูดชื่อของเขา โดยที่ไม่มีคำอธิบายอะไรอื่น นอกเสียจากการวูบไหวของดวงตาสีดำสนิทที่คล้ายคลึงกับฉันเท่านั้น
‘ปาร์คยูจิน’
...คนที่ฉันได้ยินชื่อในคืนนั้น คนที่แม่ของฉันต้องลงมือฆ่า...
ข้อดีของการไปเยี่ยมพ่อมีเพียงเรื่องเดียวคือ ฉันจะได้เห็น‘เขา’ ขับรถมาส่งน้องชายของฉันเกือบทุกเย็น และบางครั้ง เขาก็มักขึ้นมาเยี่ยมพ่อของฉันพร้อมคนติดตามของเขา แม้เพียงครู่เดียวที่เขาหันมามองใบหน้าของฉัน แต่เขาก็ไม่เคยเอ่ยทัก ไม่แม้จะส่งยิ้มทักทาย ราวกับเราไม่เคยรู้จักกัน...
.
.
หลังจากนั้น เป็นเพราะว่าแม่ของฉันไม่ค่อยได้มาอยู่บ้าน และอิสระที่ฉันได้รับมากขึ้นกว่าเดิม ฉันจึงตัดสินใจออกไปจากบ้าน นานครั้งถึงจะกลับมา...อาจไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำว่าบ้านหลังเล็กนั่นไม่มีใครอยู่แล้ว เพราะไม่มีใครสนใจในการเป็นอยู่ของฉัน
“นาย ชอบร้องเพลงร๊อคไหม?”
แล้วฉันก็ได้เจอกับ ปาร์คยูชอน…
เป็นคนแรกที่ฉันได้รู้จักในฐานะที่ฉันเป็นผู้ชาย เป็นคนแรก ที่ฉันแนะนำตัวว่าฉันคือ ‘คิมแจจุง’
เป็นคนแรกที่ทำให้ฉันได้รู้ ว่าความฝันของฉัน คืออะไร…
ทั้งๆที่ปาร์คยูชอนอาจจะเป็นคนแรกที่ฉันยอมเปิดใจให้ อาจเป็นคนแรกที่ฉันอาจจะเรียกได้ว่าฉันรักเขา หากแต่ไม่เลย ทุกสิ่งที่ฉันทำไปทั้งที่คิดไว้ว่าสักวันอาจได้รับอะไรตอบแทนมาบ้าง ฉันหวัง ...เหมือนกับคนเห็นแก่ตัว
...แล้ววันหนึ่ง ฉันก็พบว่าความหวังของฉันมันศูนย์เปล่า
ยูชอนบอกฉันว่าเขาหนีออกจากบ้านและไม่มีที่ไป ฉันเองก็เหมือนกัน ห้องเล็กๆในย่านที่อยู่อาศัยหนาแน่นเป็นที่ซุกหัวนอนของฉันและเขา แม้ห้องจะคับแคบเพียงใด ค่าเช่าก็แพงเหลือเกินสำหรับฉันที่แทบหาเงินไม่ได้ ...ฉันยอมใช้ความเป็นผู้หญิงของคิมแจอาเลี้ยงตัวเองด้วยการทำงานในร้านต่างๆเพื่อค่าใช้จ่ายและค่ากินอยู่ ทำงานตั้งแต่ส่งหนังสือพิมพ์จวบจนการทำงานในร้านแพงๆเช่นร้านอาหารอิตาเลี่ยน
...แล้วเพราะอย่างนั้น ฉันจึงได้รู้ ว่าแท้จริงแล้วปาร์คยูชอนไม่ใช่เพียงแค่ผู้ชายธรรมดาที่รักอิสระ มีความฝันในดนตรีของเขาเท่านั้น หากแต่ยังมีเวลาว่างพอจะถอยรถสปอร์ตสีดำพ่วงด้วยการมาทานอาหารในร้านอิตาเลี่ยนราคาแพงที่คิมแจอาทำงานพิเศษอยู่ ...เขาไม่รู้ ไม่สงสัยสักนิดว่าบริกรที่มารับรายการของเขา นั่นคือฉัน แม้แต่เด็กชายร่างเล็กที่มากับเขาก็ไม่สงสัยสักนิดว่าฉันคือใคร
และตอนนั้นเอง ฉันก็ได้รู้บางสิ่ง…
...บางสิ่งที่ทำให้ทุกอย่างของฉันศูนย์เปล่า
ความจริงที่ว่าปาร์คยูชอนรักคิมจุนซู น้องชายเพียงคนเดียวของฉันเอง...
ฉันเก็บความเศร้านั้นไว้และไม่แสดงมันออกมา ฉันยังคงใช้ชีวิตด้วยการหลอกหลวง เมื่อเป็นคิมแจอา ฉันก็จะลืมทุกสิ่งที่เป็นคิมแจจุง
...และเมื่อเป็นคิมแจจุง ...เมื่อนั้นคือตัวตนของฉัน... ฉันยังคงยิ้มให้ปาร์คยูชอน ยังคงรักเขาแม้ใจจะเจ็บมากมายก็ตาม แต่ฉันก็แกล้งเหมือนทุกครั้ง แกล้งทำว่าฉันไม่รู้อะไร ทั้งที่หลายต่อหลายครั้งที่เห็นจุนซุอยู่กับชองยุนโฮ หลายต่อหลายครั้งที่เห็นยูชอนไปหาจุนซู รู้ดีแก่ใจว่าเขาคงไม่อยากให้ฉันรู้ ไม่อยากให้รู้ว่าเขาโกหกฉันมาตลอด ฉันพยายามที่จะไม่รับรู้ พยายามที่จะลบเลือนภาพที่เห็นให้จางหายจากความทรงจำ
...แต่ฉันมันก็ดันรนหาที่เอง จะว่าบังเอิญ ก็คงเป็นความบังเอิญที่พระเจ้าส่งมาลงโทษฉัน...
“รักคุณนะ จุนซู”
ประโยคเดียวกัน แม้ต่างน้ำเสียงและต่างสถานที่ แต่คำพูดแบบนั้นก็มอบไว้ให้เพียงคนเดียว แน่นอนว่าไม่ใช่ฉัน ...ฉันได้ยิน ยอมรับว่ามันทำให้ขาฉันแทบก้าวไม่ออก ฉันพยายามไม่นึกถึง พยายามที่จะไม่สนใจ แต่มันก็ไม่ได้ง่ายนัก บางครั้งในคืนที่อากาศหนาวจัด เสียงรถถูกกั้นด้วยบานประตูบางๆ ถึงอย่างนั้นก็ช่วยให้หายรำคานไปบ้าง ...แต่หัวใจของฉันไม่มีที่กั้นแบบนั้น ความเจ็บมันซึมเข้ามาเรื่อยๆราวฟากฟ้ารั่ว ทิ่มแทงใจเช่นเดียวกับฝนที่ตกกระหน่ำในวันที่อ้างว้าง ฉันกอดร่างของตนเองและบอกใจว่าไม่เป็นไร อ้อมแขนที่ยังคงโอบร่างฉันเอาไว้ไม่ใช่ของฉัน ที่ในหัวใจของยูชอนเองก็ไม่ใช่ของฉัน
ไม่มีอะไรเป็นของฉันสักอย่าง...ยกเว้นตัวของฉันเอง
.
.
ทุกสิ่งก็เปรียบดั่งดอกไม้ไฟ ตอนแรกทั้งเจิดจ้าทั้งสวยงาม เป็นความประทับใจชั่วครู่ชั่วยาม แล้วกลับกลายว่าจางหายไปแทบจะในทันที ความสุขเพียงชั่วครั้งชั่วคราวที่ฉันมีกับปาร์คยูชอน ไม่อาจทำลายความขมขืนในใจของฉันได้ ...วันที่ฉันไม่อาจลืมเลือน วันที่หยาดฝนตกกระหน่ำ ไม่มีทีท่าจะหยุด ฉันยืนพิงระเบียงด้านนอกห้องพักของพ่อ ดวงตาเหม่อลอย หัวสมองของฉันวนเวียนแค่เพียงเรื่องเดียว คือตั๋วเครื่องบินไปญี่ปุ่นพร้อมวีซ่าที่วางในห้องพักคับแคบของเรา ไม่มีแม้คำอธิบาย ...และฉันรู้ดีว่าตัวฉันเองไม่ต้องการคำแก้ตัวหรือคำบอกลา เพราะมันอาจจะยิ่งทำให้ฉันหายใจไม่ออก
ฉันยังคงโกหกตัวเอง… โกหกว่าฉันไม่เป็นไร ทั้งที่ความจริง แม้รอยยิ้มก็แทบจะทำไม่ได้แล้ว
ใจของฉันเจ็บปวด และรู้สึกว่าพรุ่งนี้ของฉันกำลังจะหายไป...
แล้วฉันก็เห็น ผ่านหัวสมองที่วุ่นวายสับสน ผ่านจิตใจที่อ่อนล้าจนแทบจะแบกอะไรไม่ไหวอีกแล้ว ผ่านไปยังหยดน้ำที่โปรยปรายติดต่อกันด้านนอกระเบียง คนที่คุ้นหน้าคุ้นตา ร่างกายอยู่ในชุดสีดำสนิท ใบหน้าปกปิดด้วยผ้ามันลื่น แต่ฉันก็แน่ใจและมั่นใจว่านั่น ...คือแม่ของฉัน ฉันเบิกตากว้างด้วยความไม่เข้าใจ เสียงร้องเรียกออกไปคือชื่อของแม่เพียงแผ่วเบาเท่านั้น
...แม่เหนี่ยวไกด้วยมือที่สั่นเทา
และฉันเอง ก็ตกเป็นพยานในคดีฆาตกรรมปาร์คยูจิน
พยาน ที่เอ่ยชื่อคนร้ายออกไป พร้อมจะชี้ตัวว่าฆาตกรคือคิมยองเอ
...คือแม่...แม่ของฉันเอง...
.
.
ฉันสับสนมาก เรื่องทุกอย่างทำให้ในหัวฉันหมุนไปหมด พ่อฉันใช้อำนาจไม่ให้ตำรวจเข้ามายุ่งกับฉัน พ่อยื่นเงื่อนไขเสนอให้ฉันเข้าโปรแกรมพิทักษ์พยาน ฉันรู้ว่าพ่อทำเพื่อปกป้องแม่ไม่ใช่ฉัน พ่อจับฉันส่งกลับบ้าน ฉันคิดอะไรไม่ออกเลยสักอย่าง ฉันไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรระหว่างปกปิดกับเปิดเผย ฉันเหนื่อยมากเสียจนหลับไปอย่างไม่รู้ตัว แต่กลับต้องตื่นขึ้นเพราะกลิ่นควันไฟที่ทำให้ฉันสำลัก
ดวงตาของฉันเห็นเพียงเปลวเพลิงที่พลุ่งพล่านรอบข้าง แต่รอบๆที่ฉันนอนอยู่กลับเปียกชุ่มด้วยน้ำ ราวกับว่าจงใจจะกันไม่ให้ไฟลุกลามเข้ามาหา ฉันพยายามดิ้นรนหาทางออก รอบข้างมีแต่ควันสีเทาเต็มไปหมด แล้วจู่ๆ แม่ของฉันที่ยังคงสวมชุดดำก็สาดน้ำใส่ฉันก่อนจะโยนฉันลงมาจากบ้านที่กำลังไหม้
“แม่!! แม่!!! อย่าไปนะ อย่าทิ้งผมไว้แบบนี้!”
ฉันตะโกนเสียงดัง ไม่กลัวว่าใครจะมาได้ยินสรรพนามที่ฉันใช้เรียกตัวเองเวลาอยู่กับแม่ ...ฉันเห็นแม่ส่งยิ้มให้ ยิ้มอ่อนแรง ...แล้วคานไม้ด้านบนก็ตกลงมาทับร่างของแม่ให้หายไปในกองไฟ ฉันร้องจนเสียงของฉันแหบแห้ง ไร้วี่แววของเงาคน และฉันก็พบว่าบ้านหลังเล็ก คับแคบ และไร้ซึ่งความสุขของฉันมอดไหม้ไปในเปลวอัคคีไฟหมดแล้ว
ชองฮีวิ่งเข้ามากอดฉัน หล่อนโวยวายคำพูดที่ฉันไม่รู้เรื่อง ฉันฟังไม่ออกหรือหัวสมองของฉันไม่รับรู้ก็ไม่อาจเดาได้ สิ่งเดียวที่ฉันทำคือเข้าไปกอดไว้ ก่อนที่ฉันจะผละออกช้าๆ
ฉันร้องไห้ ทุกสิ่งทุกอย่างที่สุมไว้ในอกเหมือนจะปะทุออกมา ฉันหนีออกจากความวุ่นวายในบ้านและต้องการที่สงบ ที่ที่ฉันจะได้ใช้เวลาคิดทบทวนว่าตัวเองควรทำอย่างไร ฉันวิ่งมาที่สวนสาธารณะแล้วทิ้งตัวลงลนเก้าอี้ ในกระเป๋าของฉันแทบไม่มีอะไรเลยนอกจากเศษกระดาษแผ่นเล็ก ฉันเดาว่าตอนที่ฉันหลับอยู่แม่คงเอามายัดใส่ ในนั้นเขียนด้วยลายมืออ่านง่าย หากแต่เปียกชุ่มด้วยหยดน้ำตาเป็นวงๆ
‘...ถึงแจอา
ตั้งแต่ที่ลูกเกิดมาแม่ไม่เคยเอ่ยคำว่ารักให้ลูกได้ยินเลย ลูกคงเหงาและเศร้ามาก แม่เองก็เช่นกัน แม่คงเป็นคนที่ใช้ไม่ได้เลยสินะ แม่ทำให้ลูกต้องเจ็บปวด ทำให้ลูกต้องยอมโกหกว่าลูกเป็นใคร
มันเริ่มตั้งแต่ตอนนั้น ตอนที่แม่ได้พบกับพ่อ ทั้งๆที่แม่ไม่ได้รักเขาเลย แต่คิมฮยองอุงยังคงดื้อดึง แม่ตกลงไปในหลุมพรางของคนที่เขารักพ่อสุดหัวใจ แม่ยอมรับในความรักของเขาที่มีต่อพ่อ เขายอมแลกทุกอย่างเพียงเพื่อได้แต่งงานและใช้ชีวิตร่วม หากแต่แม่ก็ท้องโดยไม่ได้ตั้งใจ คิมฮยองอุงบีบบังคับแม่เพียงเพราะคำว่ารักที่เขามีให้ เขายอมจ่ายหนีให้ครอบครัวของแม่หมดทุกข์ ด้วยความสงสารและอยากตอบแทนเขาแม่จึงยอมพนัน ...แม่พนันกับชูยองว่าหากลูกของแม่เป็นผู้ชาย เขาต้องยอมลงจากตำแหน่งภรรยา
ความเชื่อมั่นของแม่ทำให้ทุกอย่างพังทลาย เราทั้งคู่คลอดเด็กชาย แต่ฮยองอุงไม่ยอมให้แม่แพ้ เขาแลกตัวลูกชายของชูยองกับเด็กหญิงคนหนึ่งที่เกิดพร้อมๆกัน ให้ชูยองเข้าใจว่าตัวเองคลอดเด็กผู้หญิงออกมา หล่อนเกลียดการพ่ายแพ้และรู้สึกเสียหน้า ในคืนหนึ่ง หล่อนเข้ามาขู่แม่ว่าหล่อนจะฆ่าเด็กผู้หญิงคนนั้นซะ ถ้าแม่ไม่ยอมแลกลูกของแม่กับเด็กผู้หญิงคนนั้น แม่รู้สึกผิดมากจึงยอมแลกและบอกให้ฮยอนอุงเอาลูกชายที่ชูยองคลอดกลับคืนมา
แม่สัญญาว่าจะเลี้ยงเขา ให้คนอื่นเห็นว่าเป็นผู้หญิง
แม่ขอโทษ
ทั้งๆที่ความจริงควรเปิดเผยแล้ว แต่แม่ก็ยังกลัวว่าจุนซูจะรับไม่ได้ และที่หวาดกลัวที่สุดคือชูยองอาจคิดฆ่าลูก แม่คิดว่าหล่อนทำจริง จึงขอให้ฮยอนอุงช่วยปกปิดเพศที่แท้จริงของลูกเอาไว้
ให้ลูกมีชีวิตในชื่อคิมแจอา ไม่ใช่คิมแจจุง
แล้วแม่ก็ไม่อาจทนอีกได้ แม่เห็นแจจุงในตัวของแจอา และแม่ก็รู้ดีว่าลูกเองก็คงไม่อาจทนได้เช่นเดียวกัน แม่ขอโทษสำหรับทุกสิ่ง ...หากแม่ได้เจอลูกอีกครั้งซึ่งมันอาจเป็นไปไม่ได้ แม่ก็อยากจะเอ่ยคำขอโทษด้วยเสียงของแม่เอง
สุดท้ายนี้แม่อยากให้ลูกลืมทุกอย่างแล้วเปลี่ยนเป็นคนใหม่ ...เป็นคิมแจจุงอย่างที่ลูกต้องการ
แม่รักลูกที่สุด ลูกคือลูกของแม่เพียงคนเดียว ’
ฉันอ่านรอบแรกราวกับว่ามันเป็นเรื่องที่แต่งขึ้น เป็นเรื่องหลอกเด็กที่เขียนด้วยภาษาต่างชาติ แต่ฉันก็ไม่อาจหยุดหยดน้ำตาได้ ฉันร้องไห้ วันนี้ทุกอย่างมันมากเกินกว่าที่ไหล่ของฉันจะรับไหว มากเกินกว่าที่คนอย่างฉันจะทานทน
ฉันนั่งอยู่ที่นั่นราวชั่วโมงกว่า รถที่ขับผ่านและผู้คนที่เดินประปรายในยามค่ำคืน ไม่มีใครที่จะหันมาสนใจฉันเลย หยาดน้ำตาแห้งเหือดเหลือเพียงจิตใจที่อ่อนล้า
ตอนนั้นฉันคิดเพียงว่า ...พรุ่งนี้ ฉันจะยังคงมีลมหายใจอยู่ไหมนะ
.
.
ฉันหิวข้าวและคิดอะไรไม่ออกนอกเสียจากเรื่องที่ฉันตัดสินใจแล้ว เพียงเรื่องนี้เรื่องเดียววนเวียนในหัวฉัน ฉันไม่มีเงินพอที่จะโบกรถ ฉันเดินไปเรื่อยๆ จนในที่สุดก็มายืนหน้าห้องพักของพ่อ ฉันถอนหายใจก่อนจะบิดลูกบิด เปิดประตูเข้าไปหาคนด้านใน เขายังคงนั่งอยู่บนเตียงพร้อมเอกสารปึกหนาที่ไม่มีทีท่าว่าจะลดลงเลยจากวันก่อน พ่อส่งยิ้มให้ฉันราวกับว่าหวังจะปลอบใจ แต่ฉันแทบไม่มีเรี่ยวแรงเหลือพอที่จะยิ้มตอบ นั่นเลยนับเป็นครั้งแรกที่ฉันได้ทานอาหารต่อหน้าพ่อของฉัน บะหมี่ที่พ่อเลี้ยงไม่ได้ราคาแพง เป็นเพียงรามยอนธรรมดาที่ส่งถึงที่เท่านั้น ฉันเล่าเรื่องบ้านไหม้ให้พ่อฟังโดยที่ฉันไม่รู้ตัว ราวกับว่าฉันอยากหาที่พักพิง อยากหาที่ระบายความอัดอั้นในใจ แต่พ่อก็ไม่ได้อธิบายอะไรเลยกับสิ่งที่เกิดขึ้น เหมือนว่าพ่อล่วงรู้อยู่ก่อนแล้ว และรอคอยเพียงการตัดสินใจของฉัน...
และแน่นอนว่าเขารู้แน่ว่าฉันจะต้องตอบตกลง
สองสามวันจากนั้น ฉันไม่เจอยูชอนอีกเลย ฉันไม่มีตังพอจ่ายค่าเช่าจึงต้องไปขออาศัยชางมินอยู่ ชางมินปล่อยให้ฉันอยู่คนเดียวโดยไม่คิดจะถามอะไร ฉันใช้เวลาทั้งหมดไปกับการเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างด้านหลังบ้าน ปล่อยให้ลมพัดเข้าหาใบหน้า หวังเพียงให้มันพัดความเจ็บในใจให้หายไปเสียที
...บ่ายของวันหนึ่ง ฉันที่ยังคงนั่งอยู่ตรงที่ประจำเอาแต่มองผ่านสวนขนาดย่อมๆสีสันสดสวย มองเลยไปยังบ้านขนาดใหญ่แล้วจู่ๆ รถสีดำคันยาวก็มาจอดเทียบหน้าบ้านหลังนั้น ร่างระหงของหญิงสาวก้าวเท้าลงรถปรากฏแก่สายตา หล่อนไม่ได้หันมามองฉันเลย มีเพียงใบหน้าเศร้าพร้อมเสียงที่กรอกลงในเครื่องมือสื่อสารประจำตัว ประโยคที่สั่งพร้อมคำกำชับให้คนของเธอตามหา ‘คิมแจอา’ ก้องเข้ามาในโสตประสาทของฉัน
‘ขอโทษนะชองฮี ที่ฉันโกหกเธอมาตลอด ที่จริงแล้วน่ะ...’
ฉันทำได้เพียงแค่พึมพำมันออกมาเท่านั้น ความจริงทุกอย่างกลืนหายไปในลำคอทันทีที่เห็นหญิงสาวขย้ำผมสีน้ำตาลอ่อนยาวสลวยที่เจ้าตัวรักหนักหนาพร้อมพิงตัวซบลงตรงกำแพงหน้าประตูอย่างท้อแท้ แววตาของหล่อนจ้องบนฟ้าสีครามราวกับค้นหาใครบางคนบนนั้น
เพราะได้เห็น ...ฉันจึงตัดสินใจได้...
‘ผมตกลง ...ผมยอมทุกอย่างที่ไม่ต้องกลับมาที่นี่อีก ...ผมยอม ถ้าผมจะได้เลือกทางเดินของผมเอง’
ฉันพูดออกไปด้วยน้ำเสียงไม่หนักแน่นนัก แต่แน่นอนว่าฉันมั่นใจในสิ่งที่ฉันตัดสินใจ ฉันอยากออกไปจากเรื่องวุ่นวายนี่เสียที ฉันเบื่อที่จะต้องโกหกไปตลอด และเรื่องเป็นพยานก็ลืมไปได้เลย ฉันไม่มีความกล้าพอ ทั้งแม่และคิมชูยองต้องได้รับโทษ ฉันทำไม่ได้แม้ฉันจะไม่ได้รักแม่จริงๆเลยก็ตามที
การเข้าร่วมโปรแกรมพิทักษ์พยานของพ่อที่ยัดเงินให้เหล่าเอฟบีไอคือทางรอดสู้อิสระที่เห็นแก่ตัวของฉัน หนทางที่ฉันอยากจะเลือกเดินโดยไม่ต้องมานั่งหัวเราะพร้อมน้ำตาแบบนี้อีกต่อไป ทางที่ฉันจะได้หลีกหนีทุกอย่าง ไม่ได้ทำเพื่อพ่อ ทำเพื่อแม่ หรือทำเพื่อคิมชูยอง
ไม่ได้ทำเพื่อใคร ...นอกจากตัวฉันเอง
พ่อสร้างเหตุการณ์ที่ทำให้มันคล้ายเกิดขึ้นจริง คิมแจอาถูกอุบัติเหตุรถชนในคืนวันศุกร์ เธอตายไปพร้อมกับตำแหน่งพยานคดีฆาตกรรมปาร์คยูจิน กลายเป็นคดีที่ไม่อาจสาวตัวไปหาผู้ร้ายได้ แน่นอนว่าไม่อาจปิดคดีได้เช่นเดียวกัน แต่ในคืนนั้นที่พ่อส่งชเวซีวอนให้มาเล่นละครขับรถชนฉันที่เดินออกจากบาร์ ฉันรู้ดีในแผน แต่การจากไปของปาร์คยูชอนทำให้ฉันเกือบจะเป็นบ้า ยอมรับว่าตอนที่เดินออกจากบาร์ก็แทบไม่ได้สติเลยสักนิด ในหัวรับรู้เพียงว่าเวลาเที่ยงคืนใกล้จะมาถึง และคิมแจอากำลังจะตายในไม่ช้า ในตอนนั้น ฉันอาจจะหวังลึกๆว่าหากคิมแจจุงตายไปด้วยก็คงดี
แต่สิ่งที่หวังอยู่ลึกๆกลับมลายหายไปเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดถึง บุคคลที่ดันเข้ามายุ่งเกี่ยวโดยไม่ได้ตั้งใจ กลับทำให้จิตใจของฉันปั่นป่วนราวกับโยนหินลงบนผืนแผ่นน้ำที่นิ่งสนิท กวนให้มันยอมตั้งเงื่อนไขไว้บางอย่าง
...ถึงกระนั้น แผนทั้งหมดก็ผ่านไปด้วยดี และพร้อมกับใจของฉันที่พยายามลบเรื่องราวของตระกูลคิมออกไป พยายามลืมบางสิ่งที่ทั้งชีวิตก็คงไม่อาจลืมได้
แต่ความจริงก็ยังคงอยู่ เพราะคิมแจจุงยังคงไม่ลืม...หากแต่ใจก่อกำแพงปิดผนึกไว้ไม่อยากจะเอ่ยถึงเท่านั้น
.
.
.
“...น้ำเน่าไหม?” คนที่เล่าเรื่องมานานเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบและเสียงลมหนาว เวลาล่วงเลยไปถึงอีกวันแล้วหากแต่ผู้ร่วมเหตุการณ์แต่ละคนไม่มีทีท่าง่วงให้เห็นเลยสักนิด โดยเฉพาะคิมจุนซู ร่างเล็กสั่นเทิ้มด้วยความรู้สึกผิดที่กัดกินหัวใจจนกลั่นออกมาเป็นหยดน้ำตา ดวงตาที่บวมอยู่แล้วบัดนนี้ยิ่งช้ำกว่าเดิม
แจจุงส่งยิ้มน้อยๆพลางเอื้อมมือไปแตะหัวไหล่บางแผ่วเบา คนเป็นน้องปาดน้ำตาลวกๆก่อนจะรวบร่างของพี่ชายเอาไว้ราวกับเด็กๆ ใบหน้าขาวสว่างมีหยาดน้ำตาเอ่อคลอด้วยเรื่องราวของคนเป็นพี่ชายที่ตนไม่เคยได้รับรู้เลย อาจมีบางครั้งบางคราที่สายสัมพันธ์ระหว่างสายเลือดคอยพร่ำบอกจุนซูถึงบางอย่างที่ผิดไป หากแต่ไม่ชัดเจนเท่าวันนี้ น้ำเสียงหวานที่เอ่ยเล่าอดีตไม่ได้สั่นเท่าดวงตาสีดำสนิทที่วูบไหว บรรยากาศเจือไปด้วยความเศร้าที่ซึมผ่านมาตามคำพูด หากแต่เจ้าของเรื่องกลับไม่มีแม้น้ำตาหยดให้เห็นสักนิด
มือเรียวโอบพี่ชายแน่นจนแจจุงจำต้องลูบปลอบแผ่นหลังที่โอนตามแรงสะอื้น น้ำเสียงที่เอ่ยขอโทษติดๆขัดๆด้วยการฝืนแต่จริงใจจนคิมแจจุงเกือบจะร้องไห้ออกมาตามน้องชายเสียแล้ว
“...ไม่ต้องร้อง จุนซู ...พี่ไม่เป็นไรหรอก”
“ม่ะ...ไม่เอา อึก…พี่แจจุงอย่าบอกอีกนะว่าไม่เป็นไร ...อึก...พี่ไม่ได้ไม่เป็นไรสักหน่อย ... อย่าพูดอีกเลยนะ ...ผมขอโทษ อึก...ขอโทษ”
“ขอโทษอะไรเล่า จุนซูไม่ได้ทำอะไรผิดนินา” แจจุงยิ้มอ่อนยามที่คนตัวเล็กจับลาดไหล่ตนเองไว้เป็นที่พึ่ง ใบหน้ากลมของจุนซูบัดนี้แดงจนแทบดูไม่ได้ มือเรียวคอยลูบตามปลายผมสีน้ำตาลอ่อนของอีกฝ่ายหวังปลอบประโลม อีกคนที่อดเสียน้ำตาไปด้วยไม่ได้คือคิมยองเอ ...สมกับเป็นแม่ลูกกันจริง แจจุงได้แต่นึกอยู่ในใจ
รอจนเสียงเล็กหยุดสะอื้นและหยาดน้ำจางหาย มือเรียวจึงค่อยๆผละร่างเล็กของคนเป็นน้องออก ปลายนิ้วเกลี่ยน้ำตาให้กับอีกฝ่าย ลมที่พัดเข้ามาอ่อนแรงลงแล้ว นาฬิกาชี้บอกเวลาที่ล่วงเลยผ่านไปยังวันใหม่ คิมยองเอยกน้ำชาขึ้นมาจิบเพียงครู่ ละออกแล้วจึงพูดขึ้นขัดความเงียบที่เกิดอยู่นาน
“...แม่จะกลับเกาหลี จะไปจบเรื่องทุกอย่าง”
“แต่...” แจจุงขัดขึ้น ดวงหน้าสวยขมวดคิ้วหนัก รู้ทั้งรู้เต็มอกว่าหากคิมยองเอตัดสินใจอะไรไปแล้วจะไม่มีวันแปรเปลี่ยน แต่ใจคนที่ได้ยินก็ยังคงเป็นห่วงอยู่ดี เมื่อเห็นใบหน้าของอีกฝ่ายพร้อมดวงตาเรียวเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นคงจึงขัดได้เพียงคำเดียวไม่กล้าเอ่ยห้ามออกไป
“คุณยูชอน ...เพียงแค่นี้อาจไม่เพียงพอที่จะชดใช้ความผิด ผิดที่ฉันใช้ชีวิตพ่อของคุณแลกกับอิสระของแจจุง แต่นี้ก็เป็นเพียงสิ่งเดียวที่ฉันทำได้ …หากคุณปรารถนา ฉันก็พร้อมแลกลมหายใจให้สาสมกับสิ่งที่ทำลงไป”
มือเรียวของจุนซูเอื้อมแตะคนข้างกายทันที ยูชอนหันมาสบตาที่ยังคงบวมช้ำเพียงชั่วครู่ก็ล่วงรู้ถึงความในใจของอีกฝ่าย เขาพร้อมจะอภัยให้ร่างเล็กนี้เพราะสิ่งที่ได้คิดตัดสินใจในวันนั้น แม้มันจะผิด ถึงอย่างนั้น ไม่ว่าจะเป็นคิมจุนซูหรือคิมยองเอ ...ทั้งคู่ ก็ทำไปเพราะ “ความรัก” ที่มีให้กับคนที่สำคัญที่สุดทั้งนั้น
“…เพียงแค่คุณยอมเปิดเผยและยอมรับความผิดทั้งหมดแก่ผมและน้องชาย ผมคิดว่ามันเพียงพอแล้ว ...คนเรามีชิวิตอยู่เพื่อสิ่งสำคัญ แม้สิ่งที่คุณทำไปมันจะผิดบาปแค่ไหน ...แต่ผมก็รู้ดี ว่าคุณทำไปเพื่อคนที่คุณรักมากที่สุด เพื่อคิมแจจุง ลูกชายของคุณ”
เรียวปากที่เผยยิ้มบางและน้ำเสียงนุ่มที่เอ่ยกล่าวประโยคนั้นไป เป็นดั่งหยาดน้ำเย็นฉ่ำตกรดหัวใจที่บอบช้ำ ดั่งผ้าห่มเนื้อดีที่ห่อหุ้มร่างเอาไว้ให้ความอบอุ่นแก่กายา การอภัยที่ไม่อาจเกิดขึ้นได้เลยหากความแค้นที่สุมในอกยังไม่จางหาย หากแต่ในเวลานี้ ทุกอย่างได้มาบรรจบกัน ต่างคนต่างก็รู้ถึงสิ่งที่แต่ละคนแบกรับเอาไว้ ...แม้มันจะเคยสร้างความเจ็บปวดมากมายเพียงใด แต่เมื่อเวลาผ่านไปสุดท้ายก็จะยิ้มให้กับมันได้ หากไม่มีการอภัยแก่กัน ก็อาจไม่เหลือแม้สิ่งที่จะคอยช่วยไม่ให้ลมหายใจนั้นหมดดับไป
ร่างของคนสูงวัยก้มหัวขอบคุณแทบติดพื้นเสื่อทาทามิจนปาร์คยูชอนต้องผุดลุกขึ้นมาห้ามเอาไว้ หยาดน้ำเอ่อในลำคลองรอบขอบตาด้วยความตื้นตันสุดบรรยาย คิมยองเอยังคงร่ำคำขอบคุณให้ได้ยินอีกครา ก่อนที่อีกฝ่ายจะพูดติดตลกออกมา
“ที่ผมอภัยให้คุณ เพราะหวังว่าคุณจะยกจุนซูให้ผมนะเนี่ย ...ส่วนไอ่หมีไม่ต้องยกแจให้มันหรอกนะคุณแม่” สิ้นคำพูด ทั้งมือเรียวที่ตบข้างแขนจากจุนซูและแววตาดุจากพ่อหมีก็ส่งมาให้คนพูดทันที คนที่ถูกเรียกว่าเป็นแม่โดยไม่ได้รับอนุญาตหัวเราะออกมาเบาๆ รอยยิ้มสดใสคล้ายลูกชายจึงปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน
“ยังไงก็ฝากดูแลจุนซูด้วยละกันนะ ...คุณชองก็เหมือนกัน แม่รักแจจุงมากนะ อย่าให้แม่ต้องเผาบ้านพาเขาหนีออกมาอีกครั้งล่ะ”
.
.
.
“...รับโทรศัพท์สักทีสิ”น้ำเสียงหวานงึมงำออกมา เช้าของวันใหม่ยังไม่มีแม้แสงสว่างเล็ดรอดผ่านบานหน้าต่างสักนิด ภายในห้องจึงยังคงปกคลุมด้วยความมืด มีเพียงแสงสว่างสีขาวพร้อมกับเพลงดังมาจากเครื่องมือสื่อสารเท่านั้น
ท่อนแขนที่รั้งร่างบางไว้ไม่มีทีท่าว่าจะขยับขึ้นไปคว้าเอาต้นตอของเสียงที่รบกวนนิทรารมณ์สักที คนขี้รำคาณจึงเขย่าร่างกายกำยำแรงๆหวังให้ลุกขึ้นมารับสายหรือปิดเครื่องไปเสียที ออกแรงทั้งผลักทั้งทุบอยู่นานจนความพยายามสำเร็จ ชองยุนโฮที่ยังคงไม่ลืมตา เอื้อมมือคว้าเอาเครื่องมือสื่อสารที่ส่งเสียงดังไม่ยอมหยุด มืออีกข้าวขยี้ตาไล่ความงัวเงีย ชื่อของเจ้าของสายจึงปรากฏแก่สายตา
‘เลขา ชเวชีวอน’
คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันทันทีที่รับรู้ว่าเป็นใครที่โทรมา แจจุงที่ตอนนี้เริ่มตื่นแล้วจึงยันตัวขึ้นมาจากหมอนนุ่ม ดวงหน้าขาวมองคนข้างๆด้วยความสงสัย ไม่ต่างกับเจ้าของมือถือนัก เขาแน่ใจว่าซีวอนรู้ว่ายามนี้มันไม่สมควรจะรบกวนด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง แต่การรบกวนไม่ยอมหยุดแสดงให้เห็นว่ามันต้องเป็นเรื่องอย่างแน่นอน
“..........................................กึก!!.....”
“.....หึ หลบอยู่นี่เองรึชเวซีวอน รนหาที่จริงๆนะเรา จับตัวมันไป!”
ยุนโฮเบิกตากว้างทันทีที่ได้ยินเสียงวางอำนาจเช่นนั้น แล้วสุ่มเสียงเอะอะที่เกิดจากการต่อสู้ก็ดังขึ้น ทั้งเสียงร้องโวยวายและเสียงปิดประตูดังผ่านมาทางสัญญาณข้ามประเทศ จวบจนเสียงเครื่องยนต์รถจางหายไป คนที่ได้ยินก็ปะติดปะต่อเรื่องได้อย่างรวดเร็ว
เกือบจะตัดสายแล้วพุ่งไปบอกเรื่องกับปาร์คยูชอนหากไม่ติดว่าได้ยินเสียงโทนต่ำที่เคยได้ยินมาแล้วครั้งหนึ่ง ร่างสูงจึงยั้งมือรอคอยคำบอกกล่าว
“คุณชองยุนโฮหรือ? ...ผมฮันกยองนะ ยูฮวานและซีวอนถูกคิมชูยองพาตัวไป ผมต้องการความช่วยเหลือจากคุณ ...ตอนนี้คุณอยู่ไหน?”
“ญี่ปุ่น” ยุนโฮกรอกเสียงนิ่งแต่ไม่อาจปกปิดความร้อนรนในใจได้ หยาดเหงื่อไหลลงมาตามแนวไรผมแม้อากาศภายนอกจะหนาวก็ตาม
“งั้นบินมาด่วนเลย ...ผมจะตามพวกมันไป คุณมาถึงเมื่อไหร่โทรหาผมแล้วกัน”
[TBC]
Talk : อืมม
มาลองแง้มถามดูหน่อย "หากpampy จะคิดรวมเล่มฟิคดองข้ามปีเรื่องนี้ จะมีใครสนไหมค่ะ?"
)
.....
หายไปไหนมา!!!!!!
กลับมาก่อนนนน
#1 By Haixne13 on 2008-04-17 02:20