Private Heart[Heart-18.5]
posted on 23 Apr 2008 08:28 by pampy in PrivateHeart
Title: Private Heart
Author: pampy
Category: Drama, Romance
Pairing: Yunho/Jaejoong
Rating : NC-17,Rate-R
หมายเหตุ ทีพีโอดี “TPOD” ย่อมาจาก ‘The Pazsion of Deva’
[Heart-18.5] … my Pure Heart wanna hold you
Talk : ภาคพิเศษก่อน Heart 19 ค่ะ ตอนนี้ร่างไว้นานแล้ว ตั้งแต่เริ่มคิดพล๊อตเรื่องเลยด้วยซ้ำ ชื่อบอกแล้วว่าเป็น 18.5 ก็แสดงว่ามันโยงกับ Heart18 นั่นเอง ^^ จะเป็นก่อนที่ยุนโฮจะได้รับโทรศัพท์ด่วนจากญาติ(?)ทางเกาหลีนั่นเองค่ะ
[Heart-18.5] : my Pure Heart wanna hold you
“คิดอะไรอยู่ครับ?”
เสียงทุ้มกระซิบจากด้านหลัง เรียวแขนมาพร้อมความอบอุ่นโอบเข้าที่ช่วงเอวบางของคนเหม่อที่ไม่ได้ขัดขืนใดใดต่อการสัมผัส ปล่อยให้ใบหน้าหล่อซุกไซร้ไปตามไรผมและแผ่นหลังที่โผล่พ้นจากคอเสื้อกว้างโดยไม่เบี่ยงหนี
“...รู้ไหม ว่าทำไมฉันถึงยอมบอกทุกอย่างตอนนี้ ทั้งที่ฉันก็เห็นว่าทั้งนาย ทั้งยูฮวาน ค้นหาเรื่องนี้แทบเป็นแทบตาย”
“ฮ่ะๆ ผมนะเหรอแทบเป็นแทบตาย ผมก็แค่คนอยากรู้อยากเห็นเท่านั้นแหละ” ยุนโฮพูดกลั้วหัวเราะ อีกฝ่ายเพียงแค่เผยยิ้มอ่อน ดวงตากลมดาสนิทผ่อนลงเล็กน้อย ภาพในหัวไม่ใช่ต้นไม้สีเขียวครึ้มด้านนอกหากแต่เป็นความทรงจำที่ยังคงจำได้ติดตาราวกับว่ามันเพิ่งเกิดขึ้นไม่นาน ทุกความรู้สึกและทุกลมหายใจ ยังคงตราตรึงไม่อาจลบได้ดั่งใจอยากสักนิด
“แต่เรื่องที่แจจุงถามนะ ผมไม่รู้จริงๆนะ” ท่านประธานชองพูดเสียงอ่อย ซบหัวลงบนบ่าบางๆของอีกฝ่ายด้วยท่าทางงอนง้อ แจจุงยังคงทอดสายตามองออกไปยังที่ไกลแสนไกลด้วยใบหน้าเรียบ มือเรียวถูกสอดประสานด้วยมือแกร่งของอีกฝ่าย แจจุงออกแรงบีบกระชับตอบรับสัมผัสอบอุ่น ก่อนริมฝีปากจะเอื้อนเอ่ยคำพูดอีกครั้ง
“...นายจะว่ามันไร้สาระไหม ถ้าฉันยังคงอิจฉา ...อิจฉาคำว่ารักที่นายและยูชอนบอกกับคิมจุนซูมาตลอด... ทั้งที่มันก็เป็นเพียงแค่ลมปากเท่านั้น”
“แต่ฉันกลับหวังว่าสักวัน ...สักวันหากมีใครบอกฉันแบบนั้น ฉันก็พร้อมที่จะเล่าทุกอย่างให้เขาฟัง หวังให้เขาเข้าใจ ...และหลังจากนั้น ถ้าเขาคนนั้นจะยังคงรักฉันแม้จะรู้ว่าฉันเคยเป็นใคร เคยทำอะไรมา ...แม้บางทีมันอาจจะไม่มีวันเป็นจริง ไม่มีวันที่ฉันจะได้แบ่งเรื่องนี้ให้ใครได้รับรู้ด้วยก็ตามที”
คำตอบรับที่ได้รับคือสัมผัสร้อนจากริมฝีปากอิ่มที่ประทับบนต้นคอขาว ท่อนแขนโอบแน่นรั้งให้ร่างบางตรงหน้าทิ้งตัวลงระหว่างเรียวขาของตน มือลูบเล่นบริเวณของแข็งสีเงินที่ล้อมรอบนิ้วนางของอีกฝ่ายเบาๆ ปล่อยให้คนที่วันนี้ช่างพูดเสียเหลือเกินได้จมดิ่งในห้วงความคิดของตนเสียบ้าง เงียบเสียงไปได้ไม่นานแจจุงก็เอ่ยคำถามขึ้นเสียก่อน
“นายจำวันนั้นได้ไหม?” คิ้วเรียวเลิกขึ้นเป็นคำถามกลับของจองยุนโฮ ร่างบางอมยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยขยายความ
“...วันที่นายเจอฉันครั้งแรก”
.
.
.
บางทีการที่เราได้มาเจอกัน
อาจไม่ใช่แค่ความ ‘บังเอิญ’
ภายในห้องสีเทาที่มีผู้ชายถึงสามชีวิตอยู่ในนั้น ความเงียบที่ชวนอึดอัดปกคลุมไปทั่วทุกบรรยากาศ คนหนึ่งก็ตีสีหน้าเรียบ ดวงตากลมโตที่บวมช้ำจดจ้องไปยังพื้นราวกับว่ามันมีอะไรที่น่าสนใจวางอยู่ตรงนั้น ร่างทั้งร่างของคนเหม่อลอยผ่านไปราวชั่วโมงครึ่งก็แทบไม่ขยับเคลื่อนไหวสักนิด ส่วนอีกคนก็นั่งไขว้ห้างด้วยท่าทางกวนโมโห เรียวคิ้วขมวดด้วยความหงุดหงิดไร้หนทางระบาย และคนที่เด็กที่สุดในทั้งหมดก็ทำได้แต่เดินไปเดินมาด้วยความอึดอัด มองหน้าพี่ใหญ่สลับกับอีกคนเป็นพักๆ
สาเหตุแห่งความเงียบที่สนิทจนน่ากลัวของแจจุงและอารมณ์เดือดที่ใกล้ปะทุของฮีซอลคงไม่ใช่จากอะไรอื่นเสียนอกจาก พวกเขากำลังเสียมือเบสของวงไป โดยที่ปาร์คยูชอนไม่มีแม้คำเอ่ยลาหรือคำขอโทษ ... และเป็นแจจุงที่เพิ่งมาบอกให้อีกสองคนได้รับรู้ ใจของคนได้ยินอย่างฮีซอลก็เดือดดาลด้วยความโมโห โมโหทั้งแจจุงแต่ในขณะเดียวกันก็สงสารจับใจ จึงโบยความพิโรธทั้งหมดไปยังบุคคลที่เป็นต้นเหตุของเรื่อง
ชิมชางมินเดินวนไปมาจนในที่สุดก็ทิ้งตัวนั่งบนเก้าอี้เหล็กตัวเก่า ถอนหายใจแรงๆทีหนึ่ง มองไปยังธนบัตรเงินที่เจ้าตัวมอบมันให้กับอีกฝ่ายเพื่อเป็นค่ารถ แต่แจจุงก็ไม่มีทีท่าจะหยิบมันไปใช้สักที สิ่งที่ขุ่นมัวในใจจนล้นก็ถูกพ่นออกมา
“พี่แจจุง จะไม่ไปจริงเหรอ”
ยังคงมีแต่ความเงียบ แต่คนถามก็ไม่ได้ขู่เค้นเอาคำตอบนัก ชิมชางมินยกแขนเรียวดูนาฬิกาข้อมือที่ตนพกติดตัวก็พบว่าอีกไม่นานนกเหล็กที่มุ่งสู่ประเทศญี่ปุ่นจะออกเดินทางแล้ว เรียวปากจึงกัดแน่นด้วยความขัดใจที่ตนเองไม่สามารถช่วยอะไรพี่ชายได้เลย
ฮีซอลขว้างไม้ตีกลองลงพื้นเสียงดัง แต่คนที่สติไม่ได้อยู่ที่นี่ก็ไม่มีการสะดุ้งให้เห็นสักนิด ดวงตาสีดำสนิทละจากพื้นที่เคยจดจ้องอยู่นาน กวาดมองไปรอบห้องที่มีความทรงจำระหว่างเขาและปาร์คยูชอนสะท้อนอยู่
‘…Kim Jaejoong u r my Deva...’
และเป็นประโยคนี้ที่สะกดให้คิมแจจุงหยุดสายตาเอาไว้ ความรู้สึกร้อนผ่าวกัดกินไปทั่วลำคอเรื่อยจนถึงใบหน้าจนในที่สุดหยดน้ำตาที่เคยคิดว่าแห้งเหือดไปเสียก็พลันไหลออกมาอีกครา กลืนทุกคำพูดให้กลับลงไปดั่งเดิม จ้องอยู่นานจนในที่สุด ร่างเพรียวก็ผุดลุกขึ้นเรียกสายตาของสองร่างให้จับจ้อง แจจุงหยิบธนบัตรก่อนจะผลักประตูเหล็กเนื้อบางออกไปจากห้องทันที
เท้าเรียวที่สวมด้วยรองเท้าผ้าใบอันเก่านำพาเจ้าของให้มาถึงด้านในสนามบินอินชอนได้ในที่สุด เรียวตากวาดมองไปทั่วก็คิดได้ว่าป่านนี้ยูชอนอาจไปนั่งรอขึ้นเครื่องในเกทแล้วก็เป็นได้ ใบหน้าสวยจึงหม่นลงเล็กน้อย กล่าวคำว่าโง่แก่ตนเองที่ทำอะไรไม่เคยคิดหน้าคิดหลัง ตอนนี้ก็เอาเงินของน้องมาผลานอย่างเปล่าประโยชน์อีกต่างหาก
เกือบจะเดินกลับแล้วหากไม่มีมือเรียวที่แตะสัมผัสไหล่บางของตนเอง แจจุงสะดุ้งเล็กน้อย หันไปอย่างรวดเร็วแต่ก็พบว่าบุคคลที่อยู่ตรงหน้าไม่ใช่คนที่ใจหมายอยากพบเลยสักนิด
“ผิดหวังหรือครับที่ผมไม่ใช่ปาร์คยูชอน?”น้ำเสียงทุ้มยั่วนิดๆเมื่อเห็นสีหน้าผิดหวังของอีกฝ่าย
“เปล่า ไม่คิดว่านายจะมาอยู่ที่นี่” แจจุงตอบออกไปเบาๆ รอยยิ้มบางของชเวซีวอนปรากฏขึ้นเล็กน้อย
“ผมมาส่งท่านประธาน และผมก็เดาว่าคุณน่าจะมา ก็เลยมารอ ว่าแต่...ผมช่วยคุณได้นะ”
ดวงตาดำขลับรี่ลงเล็กน้อยด้วยความชั่งใจ ไม่ทันได้ตอบรับคำ ร่างโปร่งสูงของเลขาก็พาเขาเดินผ่านเข้าไปด้านใน ผ่านกลุ่มคนที่ยืนรอตรวจพาสเปอร์แถวยาวได้อย่างง่ายดาย
“คนรวยนี่ก็เส้นเยอะจริงนะ เข้าออกตามสบายไม่ต้องตรวจอะไรสักอย่าง” แจจุงพูดออกมาลอยๆ พลางรับเอาน้ำกระป่องจากคนที่ยื่นมือเข้ามาช่วย
“ฮ่ะๆ ต้องขอบคุณพ่อของคุณมากกว่า ผมก็แค่ช่วยตามหน้าที่เท่านั้น ...เอาล่ะ ผมมาส่งแค่นี้นะครับ ท่านประธานสั่งให้ผมรอด้านนอก ถ้าท่านมาเห็นผมเดินเตร่แถวนี้คงโดนดุแน่เลย ...แล้วคืนนี้ก็อย่าลืมนะครับ”
“อืม ไม่ลืมหรอก BMW สีดำ ทะเบียน PH 2703 เที่ยงคืนหนึ่งนาที ...ขอบใจมากนะซีวอน”
“แล้วโทรหาผมบ่อยๆนะ ผมคงคิดถึงคุณแย่” สุ่มเสียงชวนคุ้นหูดังเข้ามาในโสตประสาทของแจจุง ใบหน้าหวานหันไปทางต้นตอของเสียงเมื่อเห็นสาเหตุร่างทั้งร่างจึงรี่หาที่หลบทันที ก็ไม่เข้าใจว่าตนเองจะหลบไปทำไมในเมื่อความจริงแล้วอีกฝ่ายก็คงจำไม่ได้ด้วยซ้ำ แต่ส่วนลึกของใจก็ยังคงไม่กล้าที่จะเผชิญหน้าตรงๆอยู่ดี
ร่างเล็กๆของคิมจุนซูจมหายไปในอ้อมแขนกว้างของจองยุนโฮ รอยยิ้มที่เปื้อนบนใบหน้ายังคงไม่คลายจากความสดใสร่าเริงที่เจ้าตัวมีอยู่เต็มเปี่ยม หากแต่ดวงตากลับเจือไปด้วยความเศร้าที่ฉาบไว้บางเบาแต่ก็จับสังเกตได้ไม่ยาก แจจุงไม่รู้ตัวสักนิดว่าตนเองกลายเป็นพวกซุ่มแอบดูชาวบ้านเสียตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่เมื่อเห็นใบหน้าหล่อเหลาของจองยุนโฮที่วันนี้ดูหมองลงกว่าเดิมกลับเชิญชวนใจให้ไม่อาจละสายตาออกไปได้เลยสักนิด
...แม้ว่าใจจะกดภาพของเขาให้จมดิ่งสู้ก้นบึ้งแล้ว แต่ความคิดถึงบางอย่างก็กวนให้มันฟุ้งขึ้นมาอีกระลอกอย่างห้ามไม่อยู่
เฝ้ามองจวบจนจองยุนโฮโบกมือลาอีกฝ่าย คนมองก็รีบเดินเร็วๆมาทางด้านหลังของเคาท์เตอร์ตรวจบัตร ร่างบางมองผ่านประชาชาวเกาหลีและต่างชาติที่นั่งเรียงรายอยู่ทั่วไปหมดจนในที่สุดก็เห็นร่างของคนที่ทำให้วันนี้เขาต้องมายืนอยู่ตรงนี้ …ปาร์คยูชอนสวมเสื้อแขนยาวมีฮูดพร้อมกับกระเป๋าใบใหญ่วางข้างกาย ใบหน้าเรียบเฉยแย้มยิ้มเมื่อเห็นร่างเล็กๆเดินเข้ามาหา แขนเรียวเข้าโอบไหล่บางพร้อมคว้าเอากระเป๋าลากใบโตไม่แพ้กันมาวางให้ ยกของที่ตนวางจองไว้ออกให้เกิดที่ว่างเพื่อคิมจุนซู
แจจุงกลืนน้ำลายที่ฝืดเคืองในลำคอด้วยความยากเย็น รสหวานซ่าที่มากับน้ำกระป๋องไม่ได้ช่วยให้หัวปลอดโปร่งเลยสักนิด ตอนนี้รู้แล้วว่าเขาไม่ควรจะมา ความจริงที่เห็นด้วยตาของตนเจ็บกว่าที่คาดไว้นัก รับรู้และยกธงยอมแพ้ทุกอย่าง เพราะไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับคิมแจจุง คนที่ยูชอนเป็นห่วงที่สุดก็ยังคงเป็นจุนซูอยู่ดี เรื่องวุ่นวายที่เกิดขึ้นและอยากจะเอ่ยเล่าให้ยูชอนได้รับฟังบัดนี้จางหายไปในความเจ็บปวดที่ราวกับเข็มทิ่มแทงลงในใจช้าๆ
ไม่อาจทนมองภาพตรงหน้าได้แต่ก็แทบหมดแรงที่จะพาตนเองกลับ ร่างเพรียวจึงทำได้แต่พิงตัวข้างกำแพงกระเบื้องเย็นเฉียบ กอดเข่านั่งคุดคู้ท่ามกลางความเงียบของห้องน้ำชาย ปล่อยหยาดน้ำตาให้ไหลเรื่อยอย่างไม่คิดจะหักห้ามมัน
...เขาเป็นคนอ่อนแอแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่นะ
ได้แต่ถามตัวเอง แต่ก็ไม่มีซึ่งคำตอบที่จะช่วยปลุกปลอบใจให้หายเศร้าเลย ยันตัวลุกขึ้นช้าๆ มองใบหน้าที่สะท้อนผ่านกระจกเงา ดวงตากลมสวยที่เคยส่องประกายบัดนี้อ่อนแรงจนด้านชา เรียวปากอิ่มแดงถูกกัดจนเลือดห้อ จ้องมองผิวพรรณที่เคยเปล่งปลั่งบัดนี้โทรมลงจนเห็นได้ชัด มือเรียวบิดก๊อกน้ำ ตวงเอาของเหลวอุณหภูมิต่ำขึ้นล้างใบหน้าของตนอย่างลวกๆ ก่อนจะลงมือตะปบแก้มตนเองแรงๆเพื่อเรียกสติ
แต่แล้วดวงตาก็ต้องเบิกกว้างเมื่อร่างโปร่งที่เปิดเข้ามาในห้องน้ำสะท้อนให้เห็นผ่านกระจกเงาใสบานใหญ่ ปาร์คยูชอนเองก็ตกใจไม่แพ้กันเมื่อเห็นแผ่นหลังและดวงหน้าขาวที่อยู่ตรงหน้า ไม่อาจเอ่ยอะไรได้นอกเสียจากชื่อของอีกฝ่าย
“แจ...”
น้ำตาจะย้อนขึ้นมาอีกคราแล้วเมื่อใบหน้าของปาร์คยูชอนพลันหมองด้วยความรู้สึกผิดฉายชัดให้แจจุงได้เห็นมัน ร่างบางพยายามก้าวขาหมุนให้ตนเองหันไปสบตาอีกฝ่าย กล้ำกลืนก้อนความเศร้าเอาไว้พลางฝืนยิ้มอ่อนให้คนตรงหน้า
“จะไปแล้วสินะ” ราวกับเสียงที่เปล่งออกไปไม่ใช่เสียงของตนเองเลยสักนิด แจจุงออกแรงจับขอบกระเบื้องแน่น กลัวว่าร่างทั้งร่างจะไม่อาจทนยืนได้อีกต่อไป น้ำหนักบางอย่างที่กดทับบนบ่าทำให้ทั่วร่างมีแต่ความหนักอึ้ง
“...ขอโทษ” ปาร์คยูชอนทำได้แค่พูดออกมาสั้นๆ คำแก้ตัวที่เคยคิดไว้ไม่อาจเอ่ยอธิบายอะไรออกไปเพราะถูกสะกดไว้ด้วยดวงตาเจ็บปวดของอีกฝ่าย คิมแจจุงเม้มปากแน่น รวบรวมเรี่ยวแรงที่เหลืออยู่ก้าวเท้าเข้าใกล้ ปาร์คยูชอนแต่งกายด้วยเสื้อแบรนด์ดังราคาแพงที่แจจุงไม่รู้จักชื่อ หากแต่ก็ไม่ได้ถอยหนีเมื่อร่างบางก้าวเข้าใกล้ ดวงตาเรียวมองใบหน้าหวานตรงหน้าที่ไม่ได้เห็นมาแล้วหลายวัน รอบดวงตากลมโตดูแปลกไปอาจเพราะบวมช้ำด้วยพิษจากการร้องไห้ จวบจนใบหน้าชิดกันจนลมหายใจปะทะ สุ้มเสียงแทบพร่าก็เอ่ยออกมาอีกครั้ง
“แจ ...ขอ”ไม่อาจเอ่ยได้จบถ้อยคำเรียวปากอิ่มก็ถูกปิดด้วยสัมผัสแผ่วเบา แม้ความอบอุ่นที่ส่งผ่านมาในรสจูบแต่ก็ไม่อาจดับความหนาวเย็นที่คละคลุ้งด้วยความเจ็บรุมเร้าในอกได้เลย คิมแจจุงหลับตาลงเพื่อฝังภาพที่เห็นตรงหน้าให้ตราตรึงในความทรงจำ เพียงเพราะเขาคงไม่อาจได้เอื้อมไขว่หาความอบอุ่นแบบนี้ได้อีกแล้ว ...มันไม่มีอีกแล้ว
“...ยูชอน ...ปีหน้า กลับมาหาบ้างได้ไหม ...กลับมาให้เห็นหน้าหน่อย นะ... วันนี้ของปีหน้า... จะได้ไหม”
พึมพำออกมาเบาๆ พลางเงยหน้ามองอีกฝ่ายด้วยความลังเลใจ ยังคงไม่อาจตัดใจได้ ไม่อาจปล่อยไปได้ด้วยความสมัครใจสักนิด แม้จะรู้ดีแก่ใจว่ามันไม่มี ไม่มีทางที่เขาจะได้ยืนอยู่เคียงข้าง ในเมื่อทั้งใจของปาร์คยูชอนมีเพียงคิมจุนซุ และคิมแจจุงแน่ใจว่ามันคงไม่อาจมีวันแปรเปลี่ยน แต่ก็ยังคงตั้งความหวัง ขอเพียงให้มันเป็นเป้าหมายที่จะทำให้เขามีลมหายใจต่อไปอีกสักปีก็ยังดี
“สัญญาสิ”
“อืม ...สัญญา”
เสียงคาดคั้นที่ดูเอาเรื่องเรียกคำตอบรับพร้อมรอยยิ้มและใบหน้าที่แช่มชื่นขึ้นเล็กน้อยจากอีกฝ่าย แต่กระนั้นดวงตาก็ยังคงเจือไปด้วยคำเพียงคำเดียว ...คำที่แจจุงไม่อยากได้ยินมันสักนิด เรียวแขนผอมบางโอบรอบร่างตรงหน้าไว้หลวมๆเพราะรู้ดีแก่ใจถึงตำแหน่งที่ตนเองยืนอยู่ แจจุงพิงตัวซบอกกว้างเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะผละออกช้าๆ ฝืนยิ้มอ่อนให้กับอีกฝ่ายแม้ในใจจะเจ็บเหลือเกิน
“ขอโทษ...”
“ไม่ต้องบอกอะไรฉัน ...ขอร้องล่ะ นายอย่าขอโทษฉันเลย”
...เพราะมันยิ่งทำให้ฉันหายใจไม่ออก
“...ฉันไม่เป็นไรหรอก”
ทิ้งรอยยิ้มกว้างเป็นครั้งสุดท้าย ตัดสินใจทิ้งปาร์คยูชอนเอาไว้เบื้องหลัง เรียวเท้าพาตนเองก้าวหนีออกมา จากห้องน้ำ ผ่านลานกว้างภายในสนามบินจนออกมาด้านนอกที่ยังคงมีคนเดินกันขวักไขว่ แต่เท้าทั้งสองยังคงออกแรงวิ่งอยู่แม้ไม่รู้จะมุ่งไปทางไหนหรือทำอย่างไร ในหัวรับรู้เพียงว่าไม่อยากเห็นดวงตาที่ฉายชัดถึงความสำนึกผิดนั่นอีกต่อไปแล้ว…
...ก็เหมือนกับในนิทาน
ไม่ว่าพี่เลี้ยงใจร้ายจะพยายามมากสักแค่ใดก็ไม่อาจใส่รองเท้าแก้วที่ไม่ใช่ของตนเองได้
...และยังคงไม่สามารถเข้าไปในใจของเจ้าชายได้สักนิด แม้จะดิ้นรนจวนสิ้นแรงแล้วก็ตามที
เสียงดนตรีจังหวะช้าที่ดังกล่อมในโสตประสาท พร้อมผู้คนที่เดินกันประปรายในบาร์ไม่ได้เชิญชวนใจให้เข้าไปร่วมวงเลย ร่างสูงนั่งลงตรงเคาท์เตอร์ด้านข้างที่คนค่อนข้างบางตา จมดิ่งในห้วงความคิดตนเองโดยไม่ใคร่จะให้ใครร่วมรับรู้ด้วยสักนิด
น้ำสีอำพันถูกยกขึ้นจิบเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วไม่รู้
จองยุนโฮรู้เพียงว่า เขาแพ้อย่างหมดท่าแล้ว...
“วอกก้า …ออนเดอะร๊อค” สุ้มเสียงดังขึ้นข้างตัวเป็นคำสั่งแก่พนักงานหนุ่มก่อนที่เก้าอี้ทรงสูงข้างกายจะถูกคนร่างบางจับจอง ปลายผมสีดำที่คลอเคลียผิวแก้มขาวปิดบังเสี้ยวหน้าด้านข้างหากแต่จองยุนโฮก็ไม่ได้สนใจนัก จ้องมองเพียงชั่วครู่ก็หันกลับมาอยู่ในโลกส่วนตัวของตนอีกครั้ง
ทั้งสองไม่ได้เอื้อนเอ่ยไถ่ถามอะไรกันจวบจนยุนโฮสังเกตเห็นว่าคนข้างกายเพิ่มดีกรีเหล้าแรงขึ้นเรื่อยๆอย่าไม่มีทีท่าว่าจะพอ คนมองจึงอดสงสัยไม่ได้ว่าเจ้าของร่างเพรียวบางคนนี้ผ่านอะไรมาจึงดื่มน้ำเมาได้ราวกับดื่มน้ำเปล่า มองไล่ไปยังเรียวปากอิ่มไม่ได้เคลือบลิปสติกแต่กลับแดงฉ่ำด้วยหยาดน้ำ คงจะเริ่มเมาหนักแล้วใบหน้าหวานจึงซุกซบบนท่อนแขนเรียวที่วางทาบไว้บนขอบโต๊ะ ส่วนมืออีกข้างก็ขยับแก้วใสที่ยังคงมีน้ำอยู่เกือบครึ่งส่ายเล่นไปมา ดวงตาสีดำสนิทที่บวมช้ำจ้องใบหน้าหล่อของคนที่นั่งเคียงข้าง ราวกับเพิ่งจะรับรู้ว่าจองยุนโฮนั่งอยู่ตรงนี้
สบตากันอยู่นานเรียวปากอิ่มจึงคลี่ยิ้มให้อีกฝ่ายพร้อมเสียงหัวเราะในลำคอคล้ายคนเพ้อจัด แจจุงไม่รู้ตัวว่าขยับเข้าใกล้คนข้างๆเสียตั้งแต่เมื่อไหร่ จนได้กลิ่นโคโลญจ์ที่ติดตัวอยู่เท่านั้นถึงรู้ว่าเขาเข้าใกล้มากเกินไปแล้ว ยังคงยิ้ม ส่งแก้วใสที่เต็มด้วยน้ำสีอำพันให้ร่างสูงราวกับเชิญชวนให้ดื่มด้วย จองยุนโฮกลับไม่ได้หลีกหนี แววตาที่ส่องประกายราวกับลูกแก้วสีนินราคาแพง พร้อมกับริมฝีปากอิ่มที่เผยเสียงหัวเราะกลับเชิญชวนใจให้มองไม่คลาดสายตา สังเกตไปทั่วจนอดสะกิดใจนิดๆไม่ได้
“...เราเคยเจอกันที่ไหนมาก่อนหรือเปล่า?”
คำถามของยุนโฮเรียกรอยยิ้มหวานฉ่ำจากเรียวปากอิ่มได้ไม่ยาก หากแต่แจจุงไม่เอ่ยตอบ ร่างบางแลบลิ้นเลียริมฝีปากตนเอง เจ้าตัวกลับไม่รู้เลยว่าท่าทางนั่นยั่วให้ใจของคนที่มองอยู่กระตุกสั่น มือแกร่งเอื้อมลูบปลายเส้นผมสวยสีดำสนิทที่คลอเคลียลำคอผุดผ่องเบาๆอย่างถือวิสาสะ แต่แล้วจู่ๆหยาดน้ำใสก็หล่นจากคลองตาไหลอาบพวงแก้มแดงด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์ยาวลงมาเป็นสาย
“นายมันงี่เง่า! ...ตาบ้า! นายมันบ้า! บ้าที่สุด!”นิ้วเรียวที่ลูบเส้นผมสีดำพลิ้วเบามือหยุดลงทันทีเมื่ออีกฝ่ายกระแทกคำใส่ แต่น้ำเสียงพร้อมคำด่าทอนั่นไม่ได้หมายจะส่งให้จองยุนโฮ กลับเป็นใครสักคนที่สะท้อนในดวงตากลมโต ใครสักคนที่ยังคงอยู่ในใจที่เจ็บร้าวนั่น
“...แล้วความฝันของเราล่ะ ...ความฝันของนายล่ะ หรือนายไม่เคยมี ใช่สินะ ...นายมันก็แค่โกหกฉัน ”เรียวปากเอ่ยออกมาราวกับว่าคนที่ตนตั้งใจจะพูดด้วยอยู่ตรงหน้า ดวงตากลมโตจบจ้องมาที่จองยุนโฮไม่หลีกหนี แต่ละคำที่เอื้อยเอ่ยเป็นดั่งเครื่องคั่นเอาหยาดน้ำใสให้ไหลลงมาอาบใบหน้าไม่ยอมหยุด
“ปล่อยฉันไว้กับความฝันโง่ๆ ...นาย ...ทิ้งฉันไว้คนเดียว”
คนตรงหน้าดูงดงามเกินกว่าที่จิตรกรคนใดจะลงมือวาดออกมาให้เหมือนได้ ผิวกายขาวเนียนละเอียดผุดผ่องต้องแสงสลัวในบาร์ให้ขับให้ดูลึกลับน่าค้นหา หากแต่ประกายหยดน้ำที่ลาดไหลลงมาเรื่อยๆไม่มีทีท่าจะหยุดนั้นกลับบ่งบอกถึงความเศร้าที่ไม่อาจอธิบายได้ ดวงตากลมโตวางสายตาลงที่ใบหน้าของคนมอง ทว่ามันราวกับไม่ได้จดจ้องที่ตรงนี้ นัยน์ตาสีดำสนิทเหม่อมองไปยังที่ไกลแสนไกล ที่ที่ใจของเจ้าตัวถวิลหา
จองยุนโฮอาจเมามายหนักแล้วก็เป็นได้เมื่อรู้สึกตัวว่าไม่อาจละสายตาจากสิ่งสวยงามตรงหน้าได้เลย ความเจ็บปวดแต่กระนั้นก็แสนเย้ายวนใจอาบเป็นออร่าทั่วร่างสะกดให้เขาจำต้องนิ่งมอง แลบลิ้นเลียริมฝีปากแห้งผากของตนพร้อมก้มใบหน้าชิดเข้าหาคนด้านข้างโดยไม่หักห้ามใจสักนิด จวบจนลมหายใจร้อนปะทะข้างแก้มใส สายของน้ำที่กลั่นจากดวงตาจึงถูกซับด้วยริมฝีปากอิ่มแผ่วเบา มือไล่โอบต้นคอก่อนจะออกแรงรั้งให้ร่างบางเข้ามารับรสจูบที่ยังคงเจือกลิ่นแอลกอฮอล์ขมเข้มในนั้นให้ได้ลิ้มชิมรสด้วย
แม้ความอบอุ่นจะส่งผ่านมาในสัมผัสจาบจ้วงหากแต่คนรับก็ไม่อาจรับรู้ถึงบุคคลตรงหน้าได้เลย ภาพหลอนที่ซ้อนขึ้นในหัวเร่งให้หยาดน้ำใสไหลออกมาอีกระลอก ความหวังที่ตนคิดว่าสักวันจะได้รับความอ่อนโยนเฉกเช่นริมฝีปากที่ประทับอยู่บัดนี้มลายหายไปสิ้นแล้วเมื่อคนที่รักที่สุดได้จากเขาไป อีกฝ่ายก็ไม่ได้ต่างกันนัก จองยุนโฮรู้ดีว่ากำลังทำผิด แต่กระนั้นแม้เศษเสี้ยวเดียวของความคล้ายคลึงในร่างตรงหน้ากับคิมจุนซูก็ยวนใจให้เอื้อมมือไขว่หาอย่างช่วยไม่ได้ ทั้งที่ภายนอกแตกต่างกันขนาดนี้แต่บางส่วนในใจของเขากลับร่ำร้องเรียกหาอยู่ดี
...ทั้งที่ครั้งหนึ่งจองยุนโฮเองก็เคยมีคนที่คอยเติมใจให้เต็มอยู่เคียงข้าง หากแต่เวลานี้ข้างกายเขาก็ว่างเปล่าเฉกเช่นเดียวกับหัวใจ
ก็คงไม่ต่างอะไรกับคนที่กำลังเมามายอยู่ในอ้อมแขนของเขา...
“...นายรู้วิธีที่ทำให้น้ำตาหยุดไหลบ้างไหม...”น้ำเสียงแหบพร่าเอ่ยขึ้นเบาๆหยุดชะงักการเคลื่อนไหวของอีกฝ่าย “บางทีฉันก็คิดว่ามันจะไม่มีอีกแล้ว ...แต่พอรู้สึกตัวอีกทีก็ยังไหลออกมาอีก”
“ ...เมื่อไหร่จะหมดไปสักทีนะ…” ริมฝีปากอิ่มของคนพูดคลี่ยิ้มบางหากแต่ก็เป็นรอยยิ้มบาดใจคนมองเสียเหลือเกิน สติที่จะคอยควบคุมตัวเริ่มจางหายไม่อาจรู้สาเหตุที่แน่ชัดได้ อาจเป็นเหล้ารสแรงหรือกลิ่นกายหอมหวนที่เจือในทุกอณูผิวค่อยกล่อมให้โสตประสาทไร้ซึ่งการไตร่ตรองไปเสียสิ้น ไล่ลิ้มชิมรสกลีบปากที่ชวนให้ติดใจจนไม่อาจละได้ หากแต่รสหวานที่ทำให้เมามายเสียยิ่งกว่าเหล้ารสดีกลับผลักเขาออกเบาๆ เมื่อเจ้าของดวงตากลมโตที่ปรือปรอยเหลือบเห็นเสี้ยวหนึ่งของนาฬิกาสีดำข้างผนังขยับเข้าชิดขีดสีแดงด้านบนบ่งบอกเวลาที่เจ้าตัวจำต้องทำบางสิ่งบางอย่าง
ลุกจากเก้าอี้ทรงสูงได้อย่างยากเย็น เป็นเพราะหัวที่เริ่มหมุนจนมึนและอาการหลุดลอยของหัวใจที่ปวดร้าวกอปรกับเรียวแขนแกร่งที่ไม่ยอมละออกจากเอวของเขาเสียที คิ้วเรียวขมวดแน่นเมือสลัดร่างสูงออกแล้วรีบสาวเท้าผ่านกลุ่มคนที่เดินขวักไขว่ ประคองสติจนมาถึงด้านหลังร้านได้สำเร็จ ถนนที่แทบไร้รถผ่าน แสงไฟจากนีออนส่องให้พอเห็นทางเท่านั้น คิมแจจุงประคองตัวเองกับตู้โทรศัพท์ ยกนาฬิกาข้อแขนที่พกติดตัวขึ้นมาดูก็พบว่าเหลือเวลาอีกสามสิบวินาทีเท่านั้น จะก้าวออกไปจากริมทางแล้วหากแต่ข้อมือกลับถูกฉุดรั้งไว้ หันเสี้ยวหน้าไปสบก็พบว่าคนที่จับกุมข้อมือของเขาไว้ยังคงเป็นคนเดิม
“ผม จองยุนโฮ ...คุณล่ะ”
...ฉันเหรอ...??
ดวงหน้าสวยทำได้แค่หัวเราะเบาๆในลำคอ ดวงตาเรียวรีที่คมเข้มของอีกฝ่ายจ้องมาด้วยความฉงน แจจุงคลี่ยิ้มยั่ว หากแต่ใจยังไม่รู้จะเอ่ยชื่ออะไรออกไปดี ในเมื่อคิมแจอาที่คนตรงหน้าเคยรู้จัก ...ก็กำลังจะตายในไม่ช้าแล้ว และคิมแจจุงเองก็ยังคงไม่พร้อม ยังไม่พร้อมที่จะรู้จักจองยุนโฮ
ไฟสีขาวหน้ารถBMWสีดำสาดส่องเข้ามาทางถนน ห่างออกไปเพียงไม่ถึงครึ่งเมตรดี ร่างระหงก็สลัดออกจากการเกาะกุม พุ่งตัวเข้าไปกลางพื้นคอนกรีตสีเทาหม่นทันที คิมแจจุงรู้ดีว่ากำลังทำอะไร แผนที่ว่าไว้คือแค่พอให้เฉี่ยวๆเป็นข่าวแล้วแต่งเสริมเพิ่มเติมเท่านั้น หากแต่เพราะใจอ่อนล้าและเหนื่อยเสียเหลือเกิน ร่างจึงล้มลงกลางถนน ส่วนลึกในใจกลับร่ำร้องให้คิมแจจุงตายไปได้เหมือนแจอาบ้างก็คงดี
เสียงเหยียบเบรกดังลั่นเข้ามาในโสตประสาท สิ่งสุดท้ายที่ดวงตากลมโตได้เห็นคือใบหน้าหล่อคมของจองยุนโฮที่กระจ่างชัดตรงหน้า สัมผัสอบอุ่นของร่างกายที่กอดรัดเขาเอาไว้ พร้อมกับแสงสะท้อนจากป้ายทะเบียนรถPH 2703ที่พร่าเลือนดับวูบไปกับสติสัมปชัญญะ
แสงที่ลอดผ่านหน้าต่างไล่อาบใบหน้าหวานที่ขยับตัวอย่างนึกรำคานบนเตียงสีขาวในโรงพยาบาล พลิกซ้ายทีขวาทีอยู่นานดวงตากลมโตจึงค่อยๆปรือขึ้นเล็กน้อย ความเงียบสงัดในห้องไม่กว้างนัก พร้อมกับแสงที่แยงตาทำให้ร่างกายจำต้องเปิดสวิตซ์เริ่มต้นทำงานใหม่ ผุดแผ่นหลังที่เหมื่อยขบขึ้นพิงกับหมอนใบนุ่ม กวาดมองไปทั่วร่างก็พบว่าตัวเองแทบไม่มีริ้วรอยการบาดเจ็บอะไรเลย
ไม่มีแม้เสียงทักทายจากคนที่นั่งอยู่มุมห้อง คิมฮยองอุงเพียงแค่ดันขอบแว่นให้เข้าที่ เงยหน้าขึ้นสบใบหน้าของคนที่ฟื้นแล้วพร้อมส่งยิ้มกว้าง พับหนังสือพิมพ์ในมือส่งให้กับอีกฝ่าย ร่างบางรับมาพร้อมตีสีหน้าฉงนแต่เมื่อไล่สายตาดูแล้วก็พบคำตอบในคอลัมน์เล็กๆที่ยัดอยู่ในหน้าข่าวสังคม
‘คิมแจอา ลูกสาวของประธานคิมฮยองอุงถูกอุบัติเหตุรถชนเมื่อเวลา 12.01 เมื่อคืนวาน และนำส่งโรงพยาบาลในเวลาต่อมา แต่ทางแพทย์ไม่สามารถรักษาชีวิตได้... ’ เนื้อข่าวและภาพประกอบมีต่ออีกยืดยาวถึงการเสียชีวิตของมารดาในเหตุเพลิงไหม้และการเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุของคนเป็นลูกสาวในเวลาถัดมา พร้อมกับคำพร่ำพรรณนาถึงความเศร้าโศกในบ้านตระกูลคิม แจจุงอดกระตุกริมฝีปากยิ้มหยันขึ้นไม่ได้เมื่ออ่านถึงอาการเศร้าของคิมจุนซูที่สูญเสียพี่สาวเพียงคนเดียว และการเอ่ยถึงลูกเลี้ยงที่คุณนายคิมรักราวกับเป็นลูกจริงๆ ...อ่านเพียงผ่านๆแล้วจึงโยนปึกกระดาษกรอบๆลงกับพื้นอย่างไม่ใยดี
“...ลูกเป็นอิสระแล้ว” พูดพร้อมตบมือเบาๆราวกับแสดงความดีใจให้ ยกฝ่ามือขึ้นลูบกลุ่มผมสีดำพลางส่งยิ้ม แจจุงไม่ได้ขยับหนี แต่ก็ไม่ได้นึกชอบใจนัก ร่างบางทอดสายตามองดูแผลที่ใหญ่ที่สุดตรงท่อนแขนด้านขวาที่เสียดครูดไปกับรอยขรุขระของพื้นถนน ผ้าสีขาวปิดยาวมาถึงข้อแขน หากแต่ส่วนอื้นก็แทบไร้ร่องรอยเมื่อเขาถูกคนหวังดีคนหนึ่งช่วยไว้โดยที่เจ้าตัวไม่รู้ถึงแผนนี้สักนิด
“พ่อให้ เอาไปใช้ซะ” มือเรียวรับเอาสมุดบัญชีเงินฝากที่มีเลขระบุในนั้นเป็นจำนวนมากมาถือไว้โดยที่ไม่ได้ใส่ใจจะเปิดดู แล้วร่างสูงวัยก็เดินออกไปจากห้องเป็นเวลาเดียวกับที่ชเวซีวอนเดินเข้ามา ใบหน้าที่เรียบเฉยส่งยิ้มสุภาพ ร่างสูงคำนับให้ผู้เป็นนายที่เดินสวนออกไปก่อนจะปิดประตูห้องคนป่วยไล่หลังเบาๆ
“แสดงเก่งจังเลยนะครับ ผมสิเกือบแย่... เบรกไม่ทันผมคงโดนไม่ใช่น้อย”ร่างโปร่งสูงพูดพลางลากเก้าอี้มานั่งข้างเตียงคนป่วย “เป็นคนดีจริงเลยนะ ท่านประธานของนายเนี่ย” แจจุงตอบพลางมองออกไปนอกหน้าต่าง ชันเข่าขึ้นมาเล็กน้อย
“พอท่านฟื้นก็เรียกผมไปตักเตือนเป็นชั่วโมง ...คุณนั่นแหละ ไปทำอะไร ท่านประธานถึงกระโดดตามคุณมาซะแบบนั้น”
“เปล๊า! ....เขาก็แค่อยากรู้จักฉันเท่านั้น”ประโยคแก้ต่างที่เสียงขึ้นสูงทำให้อีกฝ่ายที่ได้ยินอดยิ้มออกมาไม่ได้
“แล้วคุณแจจุงอยากรู้จักเขาบ้างรึเปล่า” คำถามเรียกความลังเลให้เคลือบบนดวงตา เสมองไปบนผ้าห่มสีขาวบนเตียงก่อนจะพึมพำคำตอบออกมาเบาๆ
“...ไม่รู้สิ” เมื่อได้ยินชเวซีวอนก็ยิ้มกว้าง ร่างโปร่งสูงเอ่ยอวยพรให้อีกฝ่ายหายป่วยทั้งแผลกายและแผลใจโดยไวก่อนจะบิดลูกบิดเปิดประตูพร้อมโค้งหัวเล็กน้อยเพื่อเป็นการกล่าวลาคนป่วยที่นอนอยู่ เดินออกมาจากห้องพร้อมกับเสียงร้องเพลงสบายอารมณ์
หลับใหลไปอีกรอบด้วยฤทธิ์ยาก่อนจะตื่นขึ้นมาเพื่อตรวจร่างกาย หลังจากนั้นก็ได้รับอนุญาตจากแพทย์ให้ออกจากโรงพยาบาลได้ภายในวันนี้ เมื่อทำทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ดวงตากลมโตก้มสำรวจร่างกายที่บางแห่งยังคงมีผ้าสีขาวปิดรอยแผลถลอกไว้ ในหัวเองก็ก่นด่าถึงการกระทำของตนเองที่ไม่พยายามยับยั้งใจเลยสักนิด ปล่อยให้ความเจ็บปวดชักนำให้ทำโดยไม่คิดหน้าคิดหลังตลอด ในส่วนลึกเองก็อดคิดกังวลไม่ได้ว่าหากดื่มหนักไปมากกว่านั้นป่านนี้จะเป็นยังไงแล้ว
พยายามทบทวนภาพความจริงที่เลือนรางราวกับความฝัน ฉับพลันเงาโครงร่างใบหน้าที่คุ้นเคยก็เข้ามาแทรกแซง น้ำเสียงทุ้มนุ่มที่ได้ยินยังคงก้องในประสาทหูราวกับฟังคำนั้นซ้ำๆ สัมผัสร้อนรุ่มเองก็ยังคงรู้สึกได้ดีแม้ผ่านมาหลายชั่วโมงแล้วก็ตาม ทุกอย่างเป็นเครื่องยืนยันอย่างชัดเจนว่าแจจุงไปยุ่งกับใครมาเมื่อเมามายเกือบไม่ได้สติ มือเรียวตบหน้าผากตนเองแรงๆ เมื่อนึกได้ว่าลืมเอ่ยถามซีวอนถึงอาการของคนที่ช่วยเขาไว้ไปสนิท แต่เมื่อไม่เห็นเลขาทุกข์ใจและคำบอกเล่าว่าอีกฝ่ายตื่นขึ้นมาก็มีแรงด่ากล่าวลูกน้องได้ทันที ก็หมายความว่าคงไม่เป็นอะไรมาก
ความกังวลใจคลายลงทันทีที่เห็นโน้ตแผ่นเล็กวางไว้บนโต๊ะเล็กๆข้างเตียง คาดว่าเจ้าของคงจะมาวางไว้ตอนที่เขาหลับไปอีกรอบ นิ้วผอมบางหยิบแผ่นกระดาษขึ้นมาอ่านอย่างละเอียดโดยไม่รอช้า
‘ผมออกค่ารักษาให้คุณหมดแล้วนะ ต้องขอโทษด้วยที่ลูกน้องผมขับรถไม่ระมัดระวัง...
แต่อย่าหวังนะว่าผมจะยกโทษให้คุณ ที่ผมได้แผลก็เพราะคุณนั่นแหละ
ผมคิดว่าความฝันของคุณต้องยิ่งใหญ่มากๆ และมันคงไม่จบง่ายๆเพียงเพราะใครบางคนที่ทำให้คุณเจ็บปวด...เพราะฉะนั้นอย่าทำอีกนะครับ ^^
ถ้าผมเจอคุณอีกทีห้ามหนีนะ บอกชื่อคุณมาซะ แล้วผมจะยอมยกโทษให้ก็ได้
ปล. ผมอยากยกโทษให้คุณจริงๆนะ นี่เบอร์ผม 012 - 602060218 หยิบมือถือแล้วโทรมาซะ
จองยุนโฮ ’
เมื่อสายตาไล่ประโยคเอาแต่ใจจนหมด เรียวปากอิ่มสีแดงสดก็คลี่ยิ้มออกมาช้าๆ ย้อนไปอ่านทวนแต่ละบรรทัดใหม่ด้วยจิตใจที่บ่งบอกอารมณ์ไม่ถูก แม้เขาในตอนนี้จะเป็นคิมแจจุงอย่างเต็มตัวแล้ว แต่ความสุขครั้งที่เป็นแจอาก็ยังคงตราตรึงในใจไม่จางหาย บางสิ่งในส่วนลึกกลับถูกกวนให้ฟุ้งขึ้นมาอีกอย่างช่วยไม่ได้ ความทรงจำเก่าๆและความรู้สึกแบบเดิมที่เคยคิดว่าลืมมันไปหมดสิ้นแล้วก็ย้อนเข้ามาให้รับรู้อีก นับเป็นครั้งแรกในรอบอาทิตย์ ที่รอยยิ้มบนใบหน้าหวานเผยออกมาโดยที่ใจไม่ได้ฝืนเลย
อ่านทวนอีกรอบก่อนจะพับเก็บไว้ในกระเป๋าสีน้ำตาลใบเก่าอย่างระมัดระวัง เมื่อหัวสมองไม่ได้หมกมุ่นในเรื่องชวนหนักอกหนักใจแล้วเสียงของโทรทัศน์ที่เปิดคาไว้ก็เล็ดลอดเข้ามาในโสตประสาททันที
“...มาต่อกันกับข่าวงานหมั้นในอนาคตที่จะอาจทำให้สาวเล็กสาวใหญ่อกหักดังเปาะไปหลายรายกันเลยทีเดียวคะ ...จากที่ลือลือกันมาน๊านนนนนาน ล่าสุดเมื่อวานมีคนพบเห็นหนุ่มจองยุนโฮของเราไปส่งว่าที่คนรู้ใจในอนาคตถึงสนามบิน ทางด้านคุณแม่เองก็บอกอีกว่าไม่แน่ปีหน้าก็คงมีข่าวดีออกมาให้สาวๆได้อิจฉากันแล้ว ...ผู้สื่อข่าวสาวของเราได้ไปดักรอหนุ่มยุนโฮถึงหน้าตึกทำงาน ได้โอกาสเข้าไปถาม หนุ่มฮ๊อตของเราก็เอ่ยคำตอบจากปากมาแล้วค่ะ”
“...ต้องรอให้จุนซุเรียนให้จบก่อน เจ้าตัวเขาตั้งใจมากเลยครับ ... คุณแม่ท่านก็บอกว่ารอได้ ...ส่วนผมตอนนี้ก็คงตั้งใจทำงานก่อนครับ”
“อ่อ... เรื่องนั้นตอนนี้ผมยังยุ่งๆอยู่ แต่ถ้ามีเวลาก็อยากจะลองทำงานด้านถ่ายแบบดูเหมือนกันครับ”
“...ฮ่ะๆ ไม่ขนาดนั้นครับ ทางผู้ใหญ่ก็คุยกันไว้ว่าจะหมั้น แต่ผมยังไงก็ต้องขอถามจุนซูก่อน”
ดวงตากลมสีนิลจ้องที่หน้าจอไม่ขยับไปไหน ทั้งใบหน้าหล่อที่ยังคงไม่แปรเปลี่ยนไปจากเมื่อคืนหากแต่ดูดีขึ้นมาก ริ้วรอยตามเนื้อตัวคงไม่ได้เห็นเพราะสูทสีดำเนื้อดีปกปิดผิวกายไว้ ดวงตาเรียวคมที่เอื้อนเอ่ยไม่มีแม้แววเศร้าโศกหรือเจ็บปวดเลยสักนิด รวมไปถึงรอยยิ้มสุภาพนั้นด้วย
เขายังคงพูดถึงคนที่เขารัก พูดถึงคิมจุนซู ...ด้วยสีหน้ามีความสุข
ไล่สายตาลงจากกภาพบนจอสีสันต่างๆลงไปยังหน้าหนังสือพิมพ์ที่ยังคงวางอยู่บนพื้นอย่างไม่มีใครสนใจใยดี หัวข้อข่าวอุบัติเหตุแม้มันจะพิมพ์ด้วยตัวหนังสือขนาดเล็กเพียงใด แต่ไม่ต้องอ่านทวนอีกรอบเจ้าตัวก็จำได้ดีว่ามันมีเนื้อหาเป็นเช่นไร
...คิมแจอาตายไปแล้ว และที่ยังอยู่ คือคิมแจจุง...
นั่นสินะ... เราไม่เคยรู้จักกัน
ฉันคือคิมแจจุง
...ส่วนนายก็คือจองยุนโฮ ประธานบริษัทร้อยล้าน
...ฉันรู้จักนาย ...แค่นี้เอง
.
.
.
ความเงียบปกคลุมระหว่างร่างทั้งสอง หากแต่ไม่เจือด้วยความอ้างว้าง ริมฝีปากอิ่มสีแดงเผยยิ้มออกมาน้อยๆเมื่อนึกถึงเรื่องที่ตนเองคิดอยู่ในใจ เช่นเดียวกับจองยุนโฮ ดวงตาเรียวจดจ้องไปยังความว่างเปล่าเบื้องหน้า ก่อนที่เสียงทุ้มจะดังขึ้นเอ่ยถาม
“...หลังจากรถชน ทำไมคุณไม่โทรหาผม”คำถามเรียบง่ายเรียกเสียงหัวเราะในลำคอเบาๆ แจจุงขยับตัวหาอีกฝ่าย สบนัยน์ตาที่เต็มไปด้วยคำถาม ก่อนจะคลี่ยิ้มบาง
“ฉันไม่มีตัง มือถือก็ไม่มี... ที่สำคัญ ฉันไม่อยากเห็นหน้านาย” ตอบด้วยเสียงเบาพลางหลุบตาลง ซบกลุ่มผมสีทองลงบนแผ่นอกกว้าง ฟังเสียงเต้นของหัวใจที่ดังตุบตุบเป็นจังหวะ
“...คุณไม่ชอบหน้าผม?”เสียงทิ้งท้ายยกขึ้นสูงเป็นคำถาม ใบหน้าสวยเงยขึ้นสบดวงตาเล็กเรียวที่จบจ้องอย่างฉงน อมยิ้มเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยเพื่อไขข้อข้องใจ
“…ฉันหมั่นไส้นายต่างหาก”คำยอกย้อนกลับเรียกรอยยิ้มขำจากร่างสูง มือเรียวโอบไหล่บางเข้ามาในอ้อมแขน ไม่ว่าจะเอ่ยอะไรคิมแจจุงก็ยังคงเป็นแบบนี้วันยันค่ำ เศษเสี้ยวเล็กน้อยที่ประกอบเป็นจิตใจเคลือบด้วยความแข็งแต่กระนั้นลึกเข้าไปก็ซุกซ้อนไว้ด้วยความอ่อนแอ แม้จะเร้นลับสักแค่ไหน จองยุนโฮก็ยังอยากจะเห็นมัน อยากจะสัมผัส และคอยปกป้อง...
“ตอนนั้น...ทำไมนายถึงช่วยฉัน?” ดวงตากลมจ้องไปบนเสื้อของอีกฝ่ายดูเหม่อลอย แต่มือเรียวที่ยกขึ้นจบบ่ากว้างกระชับแรงจับแน่นขึ้นเพื่อเรียกร้องความสนใจ ยุนโฮไม่ได้เอ่ยตอบ จนกว่าคนถามจะยันหัวขึ้นมาจ้องหน้าเขา ใบหน้าหวานขมวดคิ้วเล็กน้อยราวกับจะเค้นเอาคำตอบให้ได้ ยุนโฮยิ้มให้อีกฝ่ายพร้อมรั้งให้นอนลงบนเตียงสีขาวข้างเขา ท่อนแขนโอบบนเอวดึงให้ร่างของคิมแจจุงจมหายไปในอกกว้างทันที
“...ไม่รู้สิ”
“ตอนนั้นที่ผมกระโดดไป ผมไม่รู้เลยว่าอะไรสั่งให้ผมทำอย่างนั้น...”
“…ผมรู้แค่ว่า ผมอยากปกป้องคุณ”
ผม...อยากกอดคุณ
“...ก็เท่านั้น…ละมั่ง” จบประโยคสิ่งที่ได้รับคือการขยับของร่างเล็กๆที่ดุกดิกไปมา แขนเรียวบางเข้าชิดติดแผ่นอกกว้างราวกับหาที่ยึดเหนี่ยว ทั้งสองไม่ได้เอ่ยอะไรกันต่อจวบจนความอ่อนล้าที่รุมเร้าร่างกายและจิตใจจะนำพาทั้งคู่จมดิ่งในห้วงนิทราภายใต้อ้อมกอดของกันและกัน
.
.
.
Talk : มาลงช้าไปหน่อยเพราะpampyดันไปสะดุดบันไดล้มค่ะ (ฮา) ตอนเช้าล้มทีหนึ่งเอาหัวคว่ำลง แล้วก็คอยระวังทั้งวันเลยค่ะ แล้วพอกลางคืน มันก็ดันล้มอีกจนได้ คือลื่นล้มได้น่ากลัวมากมาย เอวด้านหลังมันชนกะขอบบันไดแบบ เต็มรัก (ฮา) เจ็บมาหลายวัน วันนี้ค่อยยังชั่วแล้วค่ะ ^^
เรื่องรวมเล่มฟิค pampyก็เริ่มทำไปบ้างแล้วนะ แต่เรื่องที่ชวนหนักใจคือจำนวนหน้า (เหงื่อตก) ตอนนี้ลองเรียงๆดูแล้วมันปาเข้าไป สี่ร้อยกว่าแล้วค่ะ ถ้ารวมเข้าไปอีกสองตอน ตอนพิเศษอีกตอน(คาดว่าจะมีให้ในรวมเล่ม) บวกกับตอนนี้อีก โอ้ว~ รวมเล่มfictionเรื่องนี้ก็จะหนาปึกปึกเลยล่ะค่า (เหอๆ) รายละเอียดจะมาแจ้งอีกทีนะคะ คงต้องลงให้จบก่อนละเนอะ
ขอบคุณผู้อ่านและคอมเม้นต์ค่ะ ^^
) เลยไม่รู้ว่าคนเขียนได้รับบาดเจ็บ ตอนนี้รู้แล้ว ยังไงก็หายเร็วๆ นะคะ^^
เค้าจาเอาไปอ่านเท่ ม. ตอนเปิดเทอม
ก๊ากกก
#1 By w i s d o m* on 2008-04-23 14:40