TheLegend

The Legend [Chapter - 05]

posted on 30 Oct 2008 10:35 by pampy  in TheLegend

Title: The Legend
Author:
Pampy
Paring:
Yunho/Jaejoong
Genre:
Fantasy, Romance
Rate: PG-13

*เปลี่ยน Theme ใหม่ค่ะ กด F5 ด้วยนะคะ ^^

[Chapter 05]

 

‘ข้าทำอะไรลงไป! ไม่นะ พี่ อย่าเพิ่งตาย อย่าทิ้งข้าไว้คนเดียว!!’

 


 ‘พี่  พี่! พี่!!’ 

.
.
.


เปลวไฟจากตะเกียงส่องสะท้อนต้องผิวหน้าเนียนของชายหนุ่มฉายแววกังวล มือเรียวแตะที่ปลายคางอย่างครุ่นคิด การตามชายแปลกหน้าที่ตอนนี้รู้เพียงว่าเป็นท่านหมอประจำเมืองไม่ได้มีข้อดีเพียงการได้ที่พักเรือนเล็กในชานวังสบายๆ มีข้าวอุ่นอร่อยใส่ท้องทดแทนขนมปังแข็งที่กินประทังชีวิตมาได้สองสามวัน หากแต่พาปัญหามาให้ชเวซีวอนได้นั่งคิดอีกระลอก

ใช่ว่าเขาจะเก่งกาจหนักหนา

หากแต่ชายหนุ่มก็มีความมั่นใจในระดับหนึ่งว่าญาณของตนสามารถพูดคุยและควบคุมธรรมชาติในเกือบทุกรูปแบบ

แค่เพียงติดต่อกับวิญญาณของน้ำ สายธาตุที่ง่ายดายเป็นที่สุด เหตุไฉนที่ชเวซีวอนจะทำไม่ได้กันเล่า


“แต่ข้าก็ทำไม่ได้…” ร่างโปร่งสูงพึมพำออกมากับตนเอง เรื่องที่แพทย์ฮีซอลขอให้ช่วยมีเพียงการพูดคุยกับน้ำพุกลางเมืองธรรมดาเท่านั้น แต่ลองอยู่นานก็ต้องยอมรับว่าน้ำที่ไหลอยู่นั้นไร้ซึ่งชีวิต

...เรียกให้ถูกคือ จิตวิญญาณแห่งวารีในนั้นไม่ยอมให้เขาได้สัมผัส

เป็นเพราะอะไรกัน ...แม้แม่น้ำจิอัลชายหนุ่มก็เชื่อในฝีมือตนว่าสามารถควบคุมได้ไม่แพ้แม่หญิงที่ปกครองนรกแห่งนั้นอยู่เลย

ความทะนงองอาจในเชื้อสายชเวที่ตนสืบทอดมาจากตอนเหนือของแผ่นดินมิการ์ดถูกบ่นทอนเพียงน้ำพุแห่งเดียวในเมืองนี้ ร่างโปร่งสูงกัดริมฝีปากพลางหวนคิดไปถึงคำที่บิดาได้บ่มสอนมาแต่ยังเล็ก ก่อนที่จะถูกส่งให้ผจญชีวิตมาจนถึงแผ่นดินยิ่งใหญ่ กษัตริย์แกสไฮลม์ที่เป็นเจ้าแห่งชีวิต ตระกูลสายเลือดนักปราชญ์ของเขาน้อมรับใช้เพียงแต่จ้าวแห่งนักรบเท่านั้น

และตอนนี้ชเวซีวอนก็ได้ละเลยหน้าที่ของตนเองไปเสียแล้ว เขารู้แก่ใจดี แต่มิอาจหาเบาะแสอะไรได้อีกนอกเหนือไปจากคนผมทองเพียงเท่านั้น ท่านหมอบอกให้เขารอจวบจนวันรุ่ง ตำหนักใหญ่ไม่อนุญาตให้คนนอกเข้าเพียงเพราะไม่มีกิจธุระสำคัญ ยิ่งเป็นคนนอกต่างบ้านต่างเมืองยิ่งยากเย็นเข้าไปใหญ่

ร่างโปร่งสูงจึงจำต้องระงับปากและอารมณ์ไม่ให้โผล่งไปถึงคำทำนายและภารกิจหนักหนาสาหัสแก่นายทหารหน้าด่าน เขารู้ดีว่าไม่ควรพูด และไม่ควรแสดงให้ใครเห็นว่ารู้เรื่องนี้

ทิ้งตัวลงบนฟูกผ้าสานที่สูงจากพื้นประมาณศอก สายตาเป็นกังวลปิดลงด้วยความเหนื่อยล้า ปล่อยวางเรื่องหนักใจ ในที่สุดเรื่องวุ่นวายที่เกิดขึ้นก็กดให้ดำดิ่งลงในก้นบึ้งแห่งห้วงนิทรารมณ์ จนไม่รับรู้ถึงการมาถึงอีกครั้งของคิมฮีซอล

“ข้าเกรงว่า พวกท่านคงผิดเสียแล้วล่ะ วันนี้ไม่มีคนเจ็บมาใช้เรือนรินโคของข้าเลย ซึ่งหากใครบาดเจ็บหนักก็ล้วนจำต้องพามารักษาที่นั่นแทบทั้งสิ้น”ร่างในชุดสีขาวพิสุทธิ์เอ่ยปากทั้งที่ยังไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายหลับไปแล้วรึไม่ หากแต่สิ่งที่ตนได้คาบมาบอกนั้นอาจเป็นเรื่องที่คนเร่ร่อนสองคนนี้เดือดเนื้อร้อนใจอยู่

มีเหตุอะไรที่ต้องพบกับท่านยองอุงแจจุงกันแน่ถึงกับต้องเอาเรื่องคนเจ็บมาอ้าง?

ดวงตากลมโตพิศใบหน้าหล่อเหลาที่นิ่งสงบ ลมหายใจผ่อนเข้าออกเป็นจังหวะพร้อมแผ่นอกที่กระเพื่อมขึ้นลงเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงการหลับสนิทของอีกฝ่าย เขากัดริมฝีปากอย่างชั่งใจ การที่จะให้ชายแปลกหน้าสองท่านนี้เข้าพบท่านยองอุงแจจุงคงเป็นการยากนักหากจะทำถูกต้องตามระเบียบการของตำหนัก เพียงการช่วยเหลือให้ที่พักในวังนอกแค่นี้ก็มากมายเกินไปแล้วด้วยซ้ำ ทอดสายตาจับจ้องอยู่เนิ่นนาน ในมโนความคิดมีเพียงน้ำเสียงหนักแน่นตรงไปตรงมาก้องอยู่ บางคราที่ดวงตาสีเทาฉายแววลังเลอยู่บ้าง หากแต่จับไม่ได้แม้น้ำคำของลมปากพล่อยสักนิด

หรือจะเป็นความบริสุทธิ์ใจจริงกันแน่นะ

.
.
.

 

มือเรียวไร้ซึ่งความอบอุ่นโอบเข่าที่ชันขึ้น ดวงตากลมเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกใจยิ่ง เลือดลมสูดฉีดไปทั่วจนธาตุไฟในร่างเกือบจะแตกซ่าน ทว่าไม่ใช่เพราะพิษของคำสาปกลางหลังที่ทำให้ยองอุงแจจุงเป็นเช่นนี้ สาเหตุที่ร่างเพรียวบางจำต้องตื่นขึ้นมาในกลางดึกอันเงียบสงัดเป็นเพราะฝันร้ายที่คอยรบกวนจิตใจต่างหากเล่า

ทั้งที่เป็นเช่นทุกคราที่แจจุงเจ็บแผ่นหลัง ค่ำคืนหลังจากนั้นก็มักจะฝันเห็นเรื่องที่ทั้งเชื่อมโยงและไม่เชื่อมโยงกันเข้ามาฉุดปลูกให้ตื่นจากการพักผ่อนภายใต้ราตรีอันสงัด เฉกเช่นเดียวกับครั้งนี้ หากแต่นิมิตที่ได้เห็นกลับกลายเป็นเรื่องอดีตที่เจ้าตัวไม่อยากรับรู้เท่าใดนัก อาจเป็นเพราะอีกไม่นานนัก ทุกอย่างก็คงจะเกิดเฉกเช่นเดียวกัน ย่ำซ้ำรอยเก่าที่เป็นเงาของอดีตกาลดังเดิม

ใบหน้าหวานซุกซบลงบนท่อนแขนเรียวของตนเอง อากาศหนาวเย็นรอบกายดูเหมือนจะไม่ซึมซ่านเข้าผิวเลยเมื่อรู้สึกเพียงก้อนเนื้อขนาดเล็กในอกเจ็บดั่งถูกรัดตรึงด้วยเชือกเหล็กไหล ลาดไหล่เล็กของตนเป็นที่รองรับแรงของเล็บที่กดจนเกิดรอยช้ำ หยาดน้ำใสไหลอาบผิวแก้มราวกับสายธารลำเล็กที่กลั่นจากสรวงสวรรค์

รีบเช็ดเอาหลักฐานที่บ่งบอกถึงความอ่อนแอออกจากใบหน้าหวานเมื่อสุนัขสีขาวสว่างที่ภัคดีต่อนายปรากฏกายขึ้น แม้ไม่อาจสื่อสารกันในภาษาเดียวกันได้หากแต่ในดวงตากลมที่คล้ายลูกแก้วทองคำกลับเจือด้วยแววที่บ่งบอกถึงความสงสารผู้เป็นนายจับใจ เจ้าเฟร์ริลทิ้งกายลงข้างผิวเนื้อเย็น แนบขนสีขาวลงบนปลายเท้าข้างซ้ายของแจจุงอย่างแผ่วเบา

แตะผิวเนื้ออ่อนนุ่มของฝ่ามือบนขนสีขาวกระจ่างที่ปกคลุมบนหัวของสัตว์เลี้ยง นัยน์ตาสีทองของมันหลับพริ้มลงรับรสสัมผัสอ่อนโยนของเจ้าของ ปลายลิ้นแลบเลียนิ้วเรียวของแจจุงด้วยความเคยชิน ทว่าร่างบางกลับทำได้แต่จดจ้องบนมือของตนเอง

ดวงตากลมเบิกกว้างอีกครั้ง คราที่ภาพความฝันหลอนซ้อนบนความเป็นจริง ฝ่ามือสีขาวพลันชุ่มโชกด้วยโลหิตสีแดงลามไล่ไปทั่ว ริมฝีปากสีแดงขบเม้มแน่นจนเลือดห้อ พยายามข่มหลับตาลงฝังเรื่องราวในอดีตให้จ่มดิ่ง แต่ก็มิอาจห้ามหยดน้ำตาที่รื้นขึ้นมาอีกครั้งได้เลย

“ข้าไม่ได้ทำผิดใช่ไหม...”


“ได้โปรด ...บอกข้าทีเถิด”

“พี่แจอา”

 

 

เรียวตาคมเข้มดุดันติดจะเคร่งขรึมต้องสะท้อนแสงนวลของเสี้ยวจันทร์กลางดึก ไม่อาจปล่อยจิตให้จมในห้วงแห่งนิทราลงได้อีกคราเมื่อเสียงสะอื้นที่แผ่วเบาราวกลับจะกลืนหายไปในอากาศผ่านเข้ามาในโสตประสาท แม้นเบาเสียจนคล้ายลมพัดผ่านช่องประตู หากแต่ความคุ้นเคยราวกับผูกพันกับน้ำเสียงหวานนี้มานานแสนนาน

เมื่อก่อนหน้านี้ไม่กี่ชั่วยามร่างเพรียวบางเจ็บปวดด้วยบางสิ่งบางอย่างกลางหลังที่เจ้าตัวไม่ยอมเปิดเผยให้เขารับรู้ ความสงสารจึงเพิ่มเป็นเท่าทวีคูณเมื่อนึกถึงว่าเจ้าของผมสีทองสว่างไม่เพียงต้องทนความเจ็บเช่นนั้น กลางดึกดื่นที่น่าจะได้นอนหลับพักผ่อนอย่างเป็นสุขกลับต้องมาร่ำไห้อีกเชียวหรือ

ทว่า ถึงใจจะร้อนรนเพียงใดยุนโฮก็รู้ดีว่ามิควรขึ้นไปหาเพราะเป็นการไม่เหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง จึงหวังเพียงเสียงสะอื้นที่บ่งบอกถึงความเศร้านั้นจะเงียบลง นึกประหลาดใจตนเองเงียบๆ จนป่านนี้พึ่งจะมานึกอิจฉาราชครูหนุ่มที่เก่งกาจของเขา หากเขามีพลังเช่นนั้นคงจะสามารถส่งต่อความรู้สึกไปทางสายลมที่พันเอื่อยยามดึกสงัด

คงจะสามารถบอกเจ้าของใบหน้างดงามนั้นได้ว่าตัวเขานั้นเป็นห่วงมากเพียงไร…

มโนความคิดที่ไร้ซึ่งการกลั่นกรองเรียกรอยยิ้มหยั่นให้กับตนเองทันควัน

...ห่วง? งั้นรึ

คงจะบ้าไปแล้วยูโนว์ยุนโฮ

.
.
.


“เราคงมาไกลพอดู ...ข้าว่าเราน่าจะพักกันก่อน เจ้าหิวไหม” น้ำเสียงทุ้มนุ่มหากแผงแววอำนาจเอ่ยขัดความเงียบสงัดของราตรีกาล คนทั้งสองที่เดินทางมาหลายชั่วยามไม่ได้เอื้อนเอ่ยอะไรกันแม้สักนิด

ซีอาจุนซูลืมตาตื่นขึ้น เขาผล่อยหลับไปอย่างไม่รู้ตัว รู้สึกตกใจและอดไม่ได้ที่จะก่นด่าตนเองเงียบๆ ทั้งที่อากาศรอบกายหนาวถึงเพียงนี้ หากแต่เขากลับรู้สึกปลอดภัยจนวางใจให้หลับลงได้กระนั้นหรือ นิ่งเงียบอยู่นานจนกระทั่งยูชอนมองลอดเข้ามาในเกวียน ร่างเล็กๆที่เหม่อลอยจึงยอมลุกออกมา

ถ้าอากาศในเกวียนหนาวดั่งคืนที่ไร้ผ้านวมห่มคลุมแล้วล่ะก็ ด้านนอกนั้นเป็นยิ่งกว่านรกพายุหิมะ ความเย็นบาดเข้าไปในเนื้อจนซีอาจุนซูอดที่จะมองคนที่ทนกับอากาศแบบนี้มานานหลายชั่วยามอย่างรู้สึกผิด

“...ท่านไม่น่าขับเกวียนเลย เดี่ยวข้าจะขับแทนท่านเอง” พูดพลางนั่งลงตรงข้ามอีกฝ่าย ปาร์คยูชอนเหลือบตาขึ้นมองอีกฝ่ายเพียงครู่ ก่อนที่จะหันมาสนใจกองฟืนตามเดิม เขาพึมพำประโยคเบาๆในลำคอ เปลวไฟสีน้ำเงินก็ค่อยๆปะทุขึ้น ก่อนที่ปลายของมันจะกลายเป็นสีแดงในที่สุด

มือเรียวยาวยื่นห่อส่งให้ จุนซูรับมาเปิดออกก็เห็นว่าเป็นขนมดังโงะชื่อดังร้านที่อยู่เยื่องกับกิจการของเขาไปไม่กี่หลัง แววตาทอดมองชื่อร้านที่เขียนด้วยหมึกสีชาดด้วยความอาลัย หากแต่น้ำตาไม่ไหล อาจเพราะแห้งเหือดไปกับอากาศหนาวที่สุดแทนจะทรมานนี้ก็เป็นได้

อีกฝ่ายยังคงไม่ปรีปาก แววตาที่เคยเปล่งประกายหม่นหมองอย่างประหลาด
“...ท่านไม่เป็นไรนะ ข้าว่าท่านน่าจะพัก…”

“ข้าไม่เปนไร”

“แต่!”

“กินซะ ข้ารู้ เจ้าน่ะ ไม่ได้กินอะไรเลยตั้งแต่เมื่อค่ำวานไม่ใช่รึ” สั่งกลายๆพร้อมคำอธิบายส่งผลให้ซีอาจุนซูตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ สีหน้าแบบนี้เรียกรอยยิ้มหยั่นจากยูชอนได้ประเดียว ก่อนที่ใบหน้านั้นจะกลับมานิ่งเฉยเช่นเดิม

“...นะ...นั้นก็เพราะ ข้า ...ข้าไม่หิวต่างหาก”

“อย่าเอ่ยวาจาโป้ปดต่อหน้าข้า ...ข้าล่ะเกลียดนิสัยแบบนี้ของเจ้านัก ข้าขอถามเจ้าทีเถอะ ความโอหัง หยิงผยองของเจ้าน่ะ มันกินได้ไหม หือ? มันช่วยใช้หนี้ให้เจ้าได้หรือไรกัน?” แม้คำพูดจะคล้ายคนโกรธาด้วยเพลิงโทสะ แต่ใบหน้าเขายังเรียบเฉย เอ่ยพร้อมสายตาที่นิ่งราวกับไม่รู้สึกอะไร

“อดข้าวอดอาหารเพราะหนี้สินท้วมตัว ข้าว่าถ้าเจ้ายอมมาเป็นทาสในเรือนของข้า คงอยู่สุขสบายเสียกว่า”

บุคคลที่อยู่ตรงข้ามมิอาจตอบอะไรได้ ทำได้เพียงกำชายเสื้อแน่น แน่นอนว่าวาจาของยูชอนที่ว่ากระทบกระเทียบทำให้ตนไม่พอใจ แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าภายในอกของเขานั้น เจ็บราวถูกดาบชั้นดีกรีดลงไปอย่างเชื่องช้า ซ้ำลงแผลเดิมที่เคยเป็นตลอดมา

“...โชคเข้าข้างเจ้ายิ่งนัก เมืองท่าถูกทำลายแล้ว หมายความว่าพวกเจ้าหนี้นั้นก็คงไม่มาตามหาเจ้าอีก”

“แต่ก็ไม่แน่ เท่าที่ข้ารู้ นายพวกนั้นเป็นนักเล่นแร่เก่งกาจพอตัว ...มันอาจไม่ตาย มันคงเลือกตามหาเจ้า...เพราะหนี้ของเจ้าน่ะ มากมายเสียจนสามารถสร้างที่พำนักหลังใหญ่ให้มันได้อย่างง่ายดายเลยล่ะ”ร่างที่คลุมด้วยผ้าเนื้อไหมชั้นดีสีแดงคลิปทองลุกขึ้น ริมฝีปากอิ่มเหยียดยิ้มเป็นครั้งที่สอง และครั้งนี้มันตราตรึงเข้าไปในจิตใจของอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว

ดั่งเพลิงไฟสุมเข้าในอก จากเล็กเพียงแค่นิ้วชี้ บัดนี้มันลุกลามแผดเผาไปทั่ว ซีอาจุนซูไม่แน่ใจเลยว่าจะสามารถทนความเจ็บนี้ได้ถึงเมืองนาราไหม หากอีกฝ่ายยังคงพูดจาเช่นนี้ ยอมตายที่นั่นเสียดีกว่าจะต้องมาเผชิญกับคำดูหมิ่นดูแคลน และที่สำคัญ คำเหล่านั้นล้วนมาจากบุรุษตรงหน้านี้!

จุนซูเก็บทุกสิ่งกลืนเข้าไปในลำคอ พร้อมกับชิ้นดังโงะสีเขียวอ่อนที่เคี้ยวได้ไม่ละเอียดนัก เขารู้ดีอยู่แล้วว่ามันต้องเป็นแบบนี้

รู้ดีอยู่แก่ใจแล้ว ว่าเขาเป็นเพียงคนต่ำต้อยไร้ค่า ที่ในสายตาของปาร์คยูชอนแล้วก็คือ ‘คนธรรมดา’ที่สุดจะโง่งมเกินคำบรรยาย

“ข้า... ข้า ... ท่านพาข้าหนีมาเพื่อให้ข้ามาทนฟังคำด่าทอของท่านรึ” แม้จะบังคับเสียงให้แข็งกร่าวเพียงใด ลงที่เอื้อนเอ่ยกลับกลายเป็นเสียงแผ่วเบาดั่งเด็กน้อยที่หวาดหวั่น ซีอาจุนซูหลบเลี่ยงหน้าไม่ยอมสบตาอีกฝ่าย เพราะรู้ดีว่าสายตาเย็นชานั้นจะทิ่มแทงเขาให้เจ็บแสบกลับคืนเป็นร้อยเท่า

“ข้าก็เพียงแต่ ...สงสารพี่สาวของเจ้าที่มีน้องชายไม่เอาไหนอย่างเจ้าหรอก น่าสมเพชนัก ...ข้านั่งห่างเจ้าถึงเพียงนี้ ยังได้กลิ่นซุปเนื้อเหม็นสาปกับบะหมี่เน่าๆของเจ้าจนอึดอัดแทบแย่ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมหนี้สินถึงไม่หมดตัวเสียที!”

“ท่าน ...ท่านกล้าดีอย่างไรมาดูถูกบะหมี่ของข้า!!” ครานี้ ร่างเล็กที่สวมฮันเตนสีน้ำเงินลุกขึ้นทันควันใบหน้าสีขาวจัดไม่ได้แดงก่ำอย่างที่คนโกรธควรจะเป็น ตรงกันข้าม เลือดทั่วสรรพางค์กายนั้นเย็นเหยียบราวกับถูกแช่แข็งด้วยไอหนาว ซีอาจุนซูโกรธาเป็นอย่างมาก แต่ก็ไม่รู้ว่าควรจะระบายความโกรธนี้ออกไปอย่างไรดี

เขาไม่อาจสู้บุรุษตรงหน้านี้ได้

บุรุษผู้มี”ซูซาคุ” คอยพิทักษ์รักษา สัตวเทพโบราณที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษเก่าแก่ และยังว่ากันว่าผู้สืบทอดรุ่นนี้ ยังเป็นรุ่นที่เก่งกาจที่สุดเท่าที่ประวัติศาสตร์เคยจารึกมา

อีกฝ่ายที่เริ่มต่อล้อต่อเถียงนั้นไม่นึกใส่ใจต่อความโกรธาของจุนซูนัก ชายหนุ่มก้าวอย่างรวดเร็วขึ้นไปประจำตำแหน่งที่เดิม หันเสี้ยวใบหน้าได้รูปมาสบร่างเล็กที่ยังคงยืนบนพื้น สายตาแข็งกร่าวที่จ้องปาร์คยูชอนนั้นราวกับว่าจะกินเลือดกินเนื้อเลยทีเดียว

“ทำไม จะฆ่าข้าหรืออย่างไร ฆ่าข้าเลยสิ เอาเลย ข้าไม่ถือสาเจ้าหรอก!”
ปาร์คยูชอนหัวเราะอย่างเหี้ยมเกรียม เสียงของเขาทุ้มนุ่มดูอบอุ่นหากแต่ทุกคราที่เปล่งออกมาต่อหน้าซีอาจุนซู มันกลับกลายเป็นเพลิงเล็กๆที่คอยทำร้ายอีกฝ่ายอยู่เรื่อยไป คุณชายตระกูลนี้ไม่เคยชอบหน้าเขาเลยสักนิด เหมือนกับว่าเพียงแค่พิศเห็นใบหน้าของจุนซูก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ขุ่นเคืองใจ และความชิงชังยิ่งปรากฏมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างที่จุนซูรู้ถึงสาเหตุของมันดี

เขาไม่ได้ทำอะไรผิด!

ลั่นวาจาในใจอีกครา ปล่อยให้ความเงียบเป็นเพื่อนร่วมเดินทางอีกครั้ง


.
.
.

[TBC]

Talk:  ก่อนอื่น อยากให้ทุกคนเข้าไปอ่าน เอนทรีนี้ด้วยนะคะ

http://pampy.exteen.com/20081008/entry

ส่วนตอนนี้ pampy ไม่ได้แต่งขึ้นมาใหม่ บังเอิญว่ามาเชคดูแล้วเห็นว่า มันน่าจะลงได้

ก็เลยลงมาให้อ่านกันค่ะ

เรื่องนี้ ถ้าพอมีเวลา ก็อยากจะเอาลงหนึ่งเดือนต่อหนึ่งตอนค่ะ (น้อยไปใหม?)

ยังไงก็จะพยายามค่ะ ^^